วิถีของความไม่รู้แก่ เมื่อผู้ใหญ่หัดเรียนรู้อย่างเด็ก

วิถีของความไม่รู้แก่ เมื่อผู้ใหญ่หัดเรียนรู้อย่างเด็ก
คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังว่า ผู้เขียนโชคดีที่รู้จัก คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งท่านเป็นนักบริหารที่มีความรอบรู้เป็นที่ยกย่องของวงการธุรกิจและผู้บริหารภาครัฐของไทยเรามาหลายยุคหลายสมัย แม้ในวัยใกล้ 80 ปี คุณพารณยังเดินหลังตรง คล่องแคล่ว ว่องไว ชอบนั่งสมาธิ ออกกำลังกายเป็นประจำ สนใจศึกษาและสนทนากับบุคคลทุกวัยที่มีความรู้ ความสามารถในสาขาต่างๆ และนำความรู้นั้นไปเผยแพร่กับบุคคลรอบข้าง อันนำไปสู่ การทดลองและทดสอบใช้ความรู้นั้นๆ จนเกิดผลสัมฤทธิ์ในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น การนำหลักทฤษฎี Constructionism (หลักความคิดที่เชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดี หากเขาได้เรียนในสิ่งที่ เขาชอบและสนใจ โดยมีครูทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้การสนับสนุน จึงเป็นการเรียนที่เน้นตัวผู้เรียนเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า “student-centered” โดยครูไม่ได้เป็นคนกำหนดหัวข้อเรียน และเป็น “ผู้สอน” ตามแนวปฏิบัติแบบเดิมๆ) ของ Dr.Seymour Papert แห่ง MIT (Massachusettes Institute of Technology) มาใช้ในการสร้างหลักสูตรและการบริหารโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
คุณพารณท่านเล่าให้ฟังว่า ในระยะเริ่มแรกมีผู้ปกครองที่เชื่อถือในชื่อเสียงของท่านได้นำบุตรหลานมาศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นโรงเรียนทดลอง “ก็นับว่าเสี่ยงอยู่เหมือนกันสำหรับผู้ปกครอง ที่นำบุตรมาเรียนตามแนวความคิดใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทยแบบนี้” คุณพารณ กล่าวในการบรรยายเรื่องประสบการณ์ของท่านในการนำแนวความคิด Constructionism มาบริหารโรงเรียนดรุณฯ ต่อจากนั้นท่านก็เล่าให้ฟังอีกด้วยว่า “2–3 ปีที่ตั้งโรงเรียน ก็มีผู้ปกครองบางรายที่ให้ลูกหลานลาออกจากโรงเรียน เพราะเขา รู้สึกไม่มั่นใจว่า เด็กจบจากโรงเรียนนี้แล้วจะมีความรู้ได้มาตรฐาน เหมือนที่จบจากโรงเรียนธรรมดาแห่งอื่นหรือไม่” และ “ผู้ปกครองยังเป็นห่วงอีกว่า ลูกหลานจะสอบเข้าเรียนต่อสถาบันอื่นไม่ได้ หากเรียนจบจากที่นี่” ซึ่งหลังจากเด็กบางคนลาออกจากโรงเรียน ไปได้ไม่นาน ก็ได้รับทราบจากผู้ปกครองว่า เด็กไม่มีความสุขเหมือนตอนที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนดรุณฯ จึงมีบางรายที่นำเด็กกลับ เข้ามาศึกษาใหม่
ในขณะที่ผู้ปกครองบางส่วนมีความกังวลในหลักสูตร แต่ก็ยัง มีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งศรัทธาใน “ยี่ห้อคุณพารณ” จึงให้ลูกหลานศึกษาต่อ ผลปรากฏว่า เด็กที่เรียนในหลักสูตรแนวใหม่ Constructionism นี้เป็นเด็กที่มีความรู้ ความสามารถ และพัฒนาการโดยรวมเป็นที่น่าพอใจยิ่ง และเมื่อทางโรงเรียนส่งเด็กๆ ไปแข่งขันด้านวิชาการกับเด็กจากโรงเรียนอื่นๆ ก็ปรากฏว่า เด็กของโรงเรียนดรุณฯ “สู้เขาได้” โดยมีรางวัลกลับมาเป็นประจำ และที่สำคัญที่สุดคือเด็กเหล่านี้มีความสุขในการเรียน ทุกๆ วัน ทุกเวลานาทีของพวกเขาเป็นเวลาที่สนุกสนาน เพราะได้เรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา ไม่น่าเบื่อหน่าย หรือต้องจำใจเรียนหัวข้อที่ตน ไม่ชอบตามหลักสูตรมาตรฐานที่กำหนดโดยครู ผู้เขียนคิดว่า คงเหมือนคนต้องรับประทานอาหารปิ่นโต ที่ไม่มีโอกาสเลือกเมนู ที่ตนชอบนั่นเอง
เด็กที่โรงเรียนนี้มีบางคนที่ไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ แต่เมื่อเขาได้ทำโครงการที่เขาชอบ เช่น ผลิตน้ำผลไม้ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาคำนวณต้นทุน เขาก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้คณิตศาสตร์ จึงเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากความเต็มใจของเขามากกว่าถูกบังคับให้เรียน ทำให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น
หลักในการพัฒนานักเรียนของโรงเรียนดรุณฯ นี้ นอกจากเน้นพัฒนาให้เด็กเป็นทั้งคนเก่งและเป็นคนดี (เป็นหลักการเดียวกันกับที่คุณพารณใช้บริหารพนักงานบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ให้เป็นคนเก่งและเป็นคนดี–ผู้เขียน) โดยทางโรงเรียนฝึกให้เด็กมีการสมาทานศีล 5 และนั่งสมาธิทุกเช้า นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมุ่งปลูกฝังให้เด็กเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพของโลก (Global Citizen) โดยพันธกิจ (Mission) ของโรงเรียนใช้หลัก 5Qs ในการพัฒนาเด็กดังนี้
1. Intelligence Quotient (IQ) – มีเชาวน์ปัญญา
2. Emotional Quotient (EQ) – มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
3. Adversity Quotient (AQ) – สามารถทำงานภายใต้ ความกดดัน
4. Technology Quotient (TQ) – มีความสามารถทาง
เทคโนโลยี
5. Morality Quotient (MQ) – มีคุณธรรม
ผู้เขียนได้มีโอกาสเห็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนนำเสนอโครงงานของพวกเขาด้วย ได้เห็นว่าพวกเขามีความมั่นใจ มีความคิดเป็นระบบ มีการเรียนรู้ที่เป็นบูรณาการ จากการทำโครงงานเพียง โครงการเดียว ได้เปิดโอกาสให้เขาต้องใช้ทักษะหลายอย่างและความรู้หลายสาขา ตั้งแต่การวางแผน การสื่อสารทำความเข้าใจกับเพื่อนในกลุ่ม การทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ในทีม ที่สอนให้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ การคำนวณต้นทุน-กำไร-ขาดทุน มีทักษะในการขายสินค้า ฯลฯ ซึ่งสนุกสนานและทำให้เด็กจำทักษะและความรู้ต่างๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่เหมือนการเรียนในระบบที่ผู้เขียนและท่านผู้อ่านได้เรียนมา คือเรียนตามหัวข้อทีละหัวข้อไป เช่น เรียนบัญญัติไตรยางศ์ เรียนเรขาคณิตเรื่องสามเหลี่ยมต่างๆ เรียนวิทยาศาสตร์จากการท่องจำ ซึ่งผู้เขียนเรียกการเรียนแบบนี้ว่าเป็นการเรียนแบบแห้งๆ ค่อนข้างยากที่จะจินตนาการว่า จะนำหลักบัญญัติไตรยางศ์ไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง พูดแล้วก็นึกอิจฉาเด็กโรงเรียน ดรุณฯ อยู่เหมือนกันว่า ได้เรียนหนังสือสนุกกว่าผู้เขียน
นอกจากการนำหลัก Constructionism ไปใช้ในการบริหารโรงเรียนแล้ว คุณพารณยังได้นำไปเผยแพร่ และนำไปปฏิบัติกับพนักงานของบริษัทในกลุ่มปูนฯ อีกด้วย โดยมีพนักงานในกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่มาบตาพุด กลุ่มปูนซิเมนต์ที่ลำปาง และกลุ่มเยื่อกระดาษ ที่ได้เรียนรู้การพัฒนาหน่วยงานของตนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมีการจัดโครงการ “Constructionism and Cost Saving” โดยพนักงานที่ได้รับการอบรมแนวคิดเรื่อง Constructionism นี้ ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่ผู้บริหารให้อิสระแก่พนักงาน ในการเลือกปัญหาที่เขาสนใจมาสร้างเป็นโครงงานเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานั้นๆ พวกเขาได้เลือกที่จะศึกษาหาทางลดค่าใช้จ่ายในเรื่องต้นทุนของบริษัท โดยได้วางแผนวิเคราะห์ปัญหา เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปหาวิธีการลดต้นทุน ตลอดจนนำวิธีแก้ปัญหามาทดลองใช้ ผลปรากฏว่า สามารถลดต้นทุนได้เป็นหลายสิบล้านบาทภายใน 2–3 ปีแรกที่นำวิธีการที่พวกเขาคิดได้มาใช้ นับเป็นผลสำเร็จที่ น่าภาคภูมิใจสำหรับบริษัทที่ก้าวสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะมีพนักงานที่สนใจใฝ่รู้ตลอดเวลา
บางท่านอาจจะคิดว่าแนวคิดนี้ใช้ได้เฉพาะเด็กๆ หรือคนที่มี การศึกษาสูงเท่านั้น ผู้เขียนขอชี้แจงว่า คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา และฐานะ สามารถเป็นคนใฝ่รู้ (Learning Individual) และเป็นพนักงานที่มีองค์ความรู้ (Knowledge worker) ได้ มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่นิสิตในหลักสูตรการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของ ศศินทร์ เล่าให้ฟังว่า เธอทำงานกับบริษัท Mattel ที่เป็นผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ที่เด็กผู้หญิงคลั่งไคล้กันทั่วโลก โดยเมื่อประมาณ 2–3 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารอยากลดต้นทุนในการดำเนินงาน โดยเชิญชวน (ไม่ได้บังคับ) พนักงานให้ร่วมในโครงการลดค่าใช้จ่าย โดยให้ พนักงานเสนอแนวคิดต่างๆ ซึ่งพนักงานทุกระดับในโรงงานต่าง จับกลุ่มคุยแลกเปลี่ยนกันว่า ในการทำงานประจำวันของเขานั้น มีจุดไหนบ้างที่สามารถประหยัดได้ ตั้งแต่เรื่องการประหยัดน้ำ ไฟ ตลอดจนอุปกรณ์การทำงาน และวัตถุดิบต่างๆ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของพนักงาน ทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ ได้ตั้งแต่ 10-30% เลย ซึ่งบริษัทก็ได้ให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานด้วย ทำให้ทั้งฝ่ายพนักงานและผู้บริหารต่างก็แฮปปี้ด้วยกันทุกฝ่าย
ดังนั้น เรื่องของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ถ้าอยากทำ ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และนี่ก็คือวิถีชีวิตของความไม่รู้แก่ที่จะอยู่จีรังยั่งยืนที่สุด เพราะเมื่อใจไม่แก่ ความคิดความอ่านไม่แก่ มันก็จะมีพลังจากภายในขับเคลื่อนให้คุณคล่องแคล่วแจ่มใสไม่รู้แก่แบบคุณพารณนี่แหละค่ะ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *