วิตามิน (Vitamin)

วิตามิน (Vitamin)

                วิตามินเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่เป็นสารที่ช่วยทำให้ร่างกาย ทำงานได้อย่างเป็นปกติ และช่วยในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย

                วิตามินแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. วิตามินละลายในไขมัน (Fat Soluble Vitamins) ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค

2. วิตามินละลายในน้ำ (Water Soluble Vitamins) ได้แก่ วิตามินบี ชนิดต่างๆ วิตามินซี และคาร์นิทีน

 

วิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมี ดังนี้

1. วิตามิน เอ (Vitamin A) ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก เป็นส่วนประกอบของสารที่ช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา ช่วยในการเจริญของกระดูก เยื่อบุต่างๆ ช่วยทำให้เยื่อบุอวัยวะอยู่ในลักษณะปกติ และทำให้เยื่อหุ้มเซลล์มีความแข็งแรง

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก ประมาณ 1,000 หน่วย/วัน

– เด็กเล็ก ประมาณ 1,500 หน่วย/วัน

– เด็กโต ประมาณ 2,000 หน่วย/วัน

– ผู้ใหญ่ ประมาณ2,500 หน่วย/วัน

– หญิงมีครรภ์ ประมาณ 2,500 หน่วย/วัน

– หญิงให้นมบุตร ประมาณ 4,000 หน่วย/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามิน เอ ได้แก่ ตับ น้ำมันตับปลา ไข่แดงนม เนย  ผักสีเหลืองหรือสีเขียว เช่นตำลึง แครอท ผงไม้บางชนิด เช่น ส้ม มะละกอสุก แคนตาลูป

ผลจากการขาดวิตามินเอ หรือได้รับในปริมาณไม่เพียงพอ

– เด็กไม่เจริญเติบโต หือเจริญเติบโตช้า

– ทำให้สายตาฝ้าฟาง

– ผิวหนังแห้งและหยาบ นัยน์ตาแห้ง ถ้าเป็นมาก กระจกตาจะขุ่นและถึงบอดได้

– ความต้านทานโรคต่ำ

– เยื่อบุผิวหนังอักเสบ

2. วิตามิน ดี (Vitamin D) ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน โดยไปช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ลำไส้เล็ก ช่วยเพิ่มปริมาณของเกลือซิเตรต ในเลือด กระดูก ไต หัวใจ ลำไส้เล็ก และเพิ่มการขับซิเตรตออกมากับปัสสาวะด้วย

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ในคนปกติต้องการประมาณ 400 หน่วย/ วัน

อาหารที่ให้วิตามิน ดี ได้แก่ ไข่แดง ตับ เนย นม น้ำมันตับปลา ปลาที่มีไขมันมาก การได้รับแสงแดด

ผลจากการขาดวิตามินดี หรือได้รับไม่เพียงพอ

– จะทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อน ถ้าในเด็กแขน ขาจะโก่งงอ ในผู้ใหญ่ จะปวดตามข้อกระดูก

3. วิตามิน อี (Vitamin E) ช่วยป้องกัน การแตกสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นสารที่ป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาของออกไซด์ (Oxidation)เช่น ในวิตามินเอ คือ ช่วยรักษาสภาพของวิตามินให้คงที่

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก 5 หน่วย/วัน

– เด็ก ประมาณ 10หน่วย/วัน

– ผู้ใหญ่ ประมาณ 12-15 หน่วย/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามิน อี ได้แก่ น้ำมันรำ น้ำมันถั่งเหลือง กะหล่ำดอก นม เนย ตับ

ผลจากการขาดวิตามิน อี หรือได้รับไม่เพียงพอ

– ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง

– กล้ามเนื้อลีบ

– ในหญิงมีครรภ์ อาจทำให้แท้งได้

– ผู้ชายอาจเป็นหมันได้

4. วิตามิน เค (Vitamin K) ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ในคนปกติ ควรรับประทานประมาณ 1-2 มิลลิกรัม

 

อาหารที่ให้วิตามิน เค ได้แก่ ดอกกะหล่ำ  กะหล่ำปลี เนื้อสัตว์ ไข่แดง ถั่วต่างๆ

ผลจากการขาดวิตามิน เค หรือได้รับไม่พียงพอ

– ทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ

– ในเด็กแรกเกิด จะทำให้เลือดออกตามผิวหนัง

5. วิตามินบี-1(Vitamin B-1) ช่วยในปฏิกิริยาหายใจของเซลล์ ช่วยในการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ และกระตุ้นการผลิตน้ำนม ให้เป็นไปตามปกติ

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก ประมาณ 0.3 มิลลิกรัม/วัน

– เด็ก ประมาณ 0.6-0.8 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่ ประมาณ 0.7 มิลลิกรัม/วัน

– หญิงมีครรภ์ ประมาณ 0.8-1.8 มิลลิกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามินบี-1 ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ เนื้อหมู ตับ ไข่แดง ถั่ว ยีสต์

ผลจากการขาดวิตามิน บี-1 หรือได้รับไม่เพียงพอ

-เป็นโรคเหน็บชา

– ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ

– ร่างกายเจริญเติบโตช้า

– ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด โกรธง่าย

6. วิตามิน บี-2 (Vitamin B-2) เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของกระดูกเกี่ยวข้องกับระบบประสาทตาและผิวหนัง และช่วยในปฏิกิริยาการหายใจของเซลล์

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก ประมาณ 0.4 มิลลิกรัม/วัน

– เด็ก ประมาณ 1.0 มิลลิกรัม/วัน

ผู้ใหญ่ ประมาณ 1.0-1.2 มิลลิกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามินบี-2 ได้แก่ ไข่ ถั่ว นม เนื้อสัตว์ ตับ ยีสต์

ผลจากการขาดวิตามินบี-2  หรือได้รับไม่เพียงพอ

– ทำให้เป็นโรคปากนกกระจอก (Angular Stomatitis)

– ลิ้นอักเสบ บวมแดง

– เจริญเติบโตช้า

7. วิตามินบี-5 (Vitamin B-5) หรือไนอะซิน เกี่ยวข้องกับระบบประสาทผิวหนัง และระบบทางเดินอาหาร และช่วยในปฏิกิริยาการหายใจของเซลล์

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารกประมาณ 4.0 มิลลิกรัมต่อวัน

– เด็ก ประมาณ 15 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่ (ชาย) ประมาณ 17 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่ (หญิง) ประมาณ 12 มิลลิกรัม/วัน

– หญิงมีครรภ์ ประมาณ 13 มิลลิกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามินบี- 5ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เนื้อสัตว์ ตับ ยีสต์

ผลจากการขาดวิตามินบี-5 หรือได้รับไม่เพียงพอ

– ทำให้ความจำเสื่อม อาการเซื่องซึม

– ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ

– เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

– หากขาดมากเกินไป จะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ต่อมาสีจะคล้ำหยาบ และจะอักเสบเมื่อถูกแสงแดด

8. วิตมินบี-6 (Vitamin B-6) ช่วยในการสังเคราะห์ ฮีม (heme) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน และช่วยในกระบวนการสังเคราะห์กรดอะมิโน

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก ประมาณ 0.4 มิลลิกรัม/วัน

– เด็กประมาณ 1.0 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่(ชาย) ประมาณ 2.0 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่(หญิง) ประมาณ 1.5 มิลลิกรัม/วัน

– หญิงมีครรภ์ประมาณ 2.5 มิลลิกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามินบี – 6 ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ผักต่างๆ ยีสต์

ผลจากการขาดวิตามินบี-6 หรือได้รับไม่เพียงพอ

– การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ

– เป็นโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงเล็กและมีสีจาง(Mycrocytic hypochromic) เกิดอาการบวมและคันตามผิวหนัง

– ประสาทเสื่อม รู้สึกอ่อนเพลีย และหงุดหงิด

9. วิตามินบี-12(Vitamin B-12) ช่วยในการสังเคราะห์ DNA สร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก ประมาณ 1.0 ไมโครกรัม/วัน

– เด็ก ประมาณ 3.0 ไมโครกรัม/วัน           

– ผู้ใหญ่ ประมาณ 5.0 ไมโครกรัม/วัน

– หญิงมีครรภ์ ประมาณ 8.0 ไมโครกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามินบี -12 ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่ นม เนย เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว

ผลจากการขาดวิตามินบี-12 หรือได้รับไม่เพียงพอ

– ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ชนิดเซลล์เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติ(Pernicious anemia)มีฮีโมโกลบินอยู่น้อยมาก

– ระบบประสาทเกิดการผิดปกติ

10. กรดโฟลิก(Folic acid) ช่วยในการสังเคราะห์ DNA และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– ทารก ประมาณ 0.02 มิลลิกรัม/วัน

– เด็ก ประมาณ 0.1 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่ ประมาณ 0.4 มิลลิกรัม/วัน

– หญิงมีครรภ์ ประมาณ 0.8 มิลลิกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้กรดโฟลิก ได้แก่ ตับ ผักใบเขียว ยีสต์

ผลจากการขาดกรดโฟลิกหรือได้รับไม่เพียงพอ

– ความต้านทานโรคต่ำ

– การเจริญเติบโตช้ามาก หรืออาจหยุดชะงัก

– เม็ดเลือดแดงผิดปกติ มีฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติเรียกว่า Megaloblastic anemia หรือ Macrocytic anemia

11. วิตามินซี(Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก ช่วยสร้างเนื้อเยื่อและรักษาบาดแผล ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กที่ลำไส้เล็ก ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดี และช่วยให้ร่างกายคลายความเครียด

  • ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

– เด็กและทารก ประมาณ 20.0 มิลลิกรัม/วัน

– ผู้ใหญ่ ประมาณ 30.0 มิลลิกรัม/วัน

– หญิงมีครรภ์ ประมาณ 50.0 มิลลิกรัม/วัน

 

อาหารที่ให้วิตามินซี ได้แก่ ผักคะน้า ผักโขม สะเดา มะรุม มะเขือเทศ มะนาว ส้ม สับปะรด มะขาม

ผลจากขาดวิตามินซีหรือได้รับไม่เพียงพอ

– เหงือกบวมแดง ฟันโยก

– เมื่อเป็นแผลจะหายช้ามาก

– ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง

– ผิวหนังคล้ำหรืออาจเป็นจุดขึ้นตามแขนขา

– เหนื่อยง่ายและเกิดอาการเบื่ออาหาร

12. คาร์นิทีน (Carnitine) ช่วยในการสลายกรดไขมัน

อาหารที่ให้คาร์นิทีน ได้แก่ เนื้อสัตว์

ผลจากการขาดคาร์นิทีนหรือได้รับไม่เพียงพอ

– ทำให้กรดไขมันคั่งในอวัยวะส่วนต่างๆ เช่น ตามกล้ามเนื้อ ตับ เป็นต้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *