วิตามิน ไวตามิน สารจำเป็นต่อร่างกาย

วิตามิน ไวตามิน สารจำเป็นต่อร่างกาย
• อาหาร
หากรับปริมาณมาก ทำอวัยวะผิดปกติ

วิตามินคืออะไร ?
วิตามินหรือไวตามิน คือสารอินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาเคมีในร่างกายวิตามินเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยมาก แต่ขาดไม่ได้ ถ้าขาดจะทำให้ระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานผิดปกติวิตามินบางตัวสังเคราะห์ขึ้นได้เพียงพอในร่างกาย บางตัวก็สังเคราะห์ไม่ได้ หรือสังเคราะห์ได้ แต่ไม่พอจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
ประวัติ
การค้นพบวิตามินสืบเนื่องมาจากรักษาโรคขาดวิตามินที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เช่น โรคเหน็บชา โรคลักปิดลักเปิด หรือโรคกระดูกอ่อน การรักษาในตอนแรกมักใช้ อาหารต่อมาจึงได้คิดแยกสารบริสุทธิ์ที่ให้ผลในการรักษาออกจากอาหาร และเรียกกันว่า “วิตามิน”
โรคเหน็บชาเป็นโรคที่เคยเป็นกันมากในกองทัพเรือญี่ปุ่นผู้เป็นโรคมีอาการบวมตามแขนขามีโรคหัวใจแทรก และระบบประสาททำงานเสื่อมลงในปี ค.ศ.1882 หมอชาวญี่ปุ่นพบว่าโรคนี้รักษาหรือป้องกันได้โดยการเพิ่มอาหารพวกเนื้อสัตว์ จึงเข้าใจกันผิดว่ามาจากการขาดโปรตีนต่อมาหมอชาวดัชพบโดยบังเอิญว่าในหมู่เกาะอิน เดียตะวันออกไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ชาวพื้นเมืองรับประทานจะเป็นโรคชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคเหน็บชาในคนตอนแรกเขาเข้าใจว่าเกิดจากพิษในอาหารต่อมา จึง พบว่าการ เติม รำข้าวลงไปในอาหารช่วยป้องกันโรคนี้ได้ จึงคิดว่ารำข้าวมีสารแก้พิษ ภายหลังจึงมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านพบว่า โรคเหน็บชาก็ดี หรือโรคเลือดออก ตามไรฟันก็ดี มา จากการขาดสารอาหารที่มีไนโตรเจนอยู่ในโมเลกุลจึงให้ชื่อสารอาหารนี้ว่าวิตะมีนส์ (Vitamines) ในปี ค.ศ. 1913 ดร. McCollum และ ดร. Davis แบ่ง วิตามินส์ออก เป็น 2 พวกคือ พวกที่ละลายในไขมันและพวกที่ละลายในน้ำ และต่อมาพบว่าสารพวกนี้อาจเป็นเอมีนส์หรือสารอื่นก็ได้ จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวิตามินส์มา เป็น วิตามิน และได้หาวิธี แยกสารอาหารนี้ออกจากอาหารทำให้บริสุทธิ์ หาโครงสร้างทางเคมี และวิธีสังเคราะห์ทางเคมีขึ้น โดยเหตุนี้จึงทราบกันว่าสารในรำข้าวที่ สามารถแก้โรคเหน็บชาได้คือวิตามินบีหนึ่งหรือไทอามิน
โรคระบาดอีกอย่างหนึ่งในสมัยก่อน คือโรคลักปิดลักเปิดมักพบแก่ลูกเรือที่เดินทางรอนแรมไปในทะเลเป็นเวลานานในที่สุดก็ทราบกันว่าโรคนี้ป้องกันได้โดยการกิน ส้มหรือมะนาว หรืออาหารที่มีวิตามินซี ในประเทศอังกฤษมีผู้ค้นพบว่าน้ำมันตับปลารักษาโรคกระดูกก่อนในสุนัขได้ และเมื่อนำมารักษาเด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อนก็ได้ผลดี เช่นเดียวกันจึงได้คิดแยกวิตามินดีจากน้ำมันตับปลา ขณะเดียวกันในสหรัฐอเมริกาเกิดโรคหนังกระ (Pellagra) ในแหล่งที่บริโภคข้าวโพดเป็นอาหารหลักจึงมีผู้คิดหาวิธี ป้องกัน และรักษาโรคนี้ ซึ่งท้ายที่สุดก็ทราบกันว่าข้าวโพดมีไนอะซินต่ำ จึงทำให้ผู้บริโภคข้าวโพดเป็นโรคหนังกระหรือโรคขาดไนอะซินได้ จากประวัติการแยกและสังเคราะห์วิตามินจะเห็นได้ว่าการค้นพบวิตามินเริ่มต้นในต้นศตวรรษนี้เอง
ค.ศ. วิตามิน
1925 ดี
1926 บีหนึ่ง
1928 ไอโนสิตอล
1931 ซี
1933 บีสอง
1935 ไบโอติน
1936 เอ อี
1938 ไนอะซิน บีหก
1939 เค
1940 กรดพาราอะมิโนเบนไซอิก
1945 กรดโฟลิก
1948 บีสิบสอง
ในปี ค.ศ. 1920 ก่อนที่จะมีการค้นคว้าและทราบสุตรโครงสร้างของวิตามินเหล่านี้ การเรียกวิตามินใช้วิธีเรียกตามตัวอักษา คือ เอ บี ซี ดี อี เอฟ จี เอช และไอ ต่อ มาพบว่าเอฟไม่ใช่วิตามินที่แท้จริง แต่เป็นกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย จึงเอาออกจากรายชื่อวิตามินวิตามินบีที่พบก็มีหลายตัวไม่ใช่ตัวเดียว จึงเรียกเป็นบีหนึ่ง บี สอง ตามลำดับ และยังพบอีกว่าบีสองกับจีเป็นวิตามินเดียวกัน ต่อมาจึงพบอีกว่าวิตามินเอชหรือไบโอตินและวิตามินไอเป็นวิตามินในกลุ่มบีรวม จึงตัดเอาชื่อเอชและไอออกไปอีก ดังนั้นในการเรียกชื่อวิตามินบีในกลุ่มบีรวมจึงนิยมเรียกชื่อทางเคมีมากกว่าตัวอักษรยกเว้นบีหกและบีสิบสองซึ่งยังนิยมใช้ตัวอักษรกันอยู่ส่วนวิตามิน อื่นเช่น เอ ดี อี เค และ ซี ยังคง ใช้ตัวอักษรมากกว่าชื่อทางเคมี
ส่วนประกอบและคุณสมบัติ

1. วิตามินที่ละลายไขมัน ประกอบด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกวิเจนเท่านั้น ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำประกอบด้วยธาติข้างต้นและมีธาตุอื่นด้วย เช่น ไนโตร เจน กำมะถัน หรือโคบอลต์
2. วิตามินส่วนใหญ่มาจากพืช ที่มาจากสัตว์นั้นมักเป็นผลที่มาจากการกินพืชเพราะจุลินทรีย์ในลำไส้สังเคราะห์วิตามินนั้นขึ้น
3. วิตามินที่ละลายในไขมันต่างกับวิตามินที่ละลายในน้ำที่ว่าวิตามินที่ละลายในไขมันมักเกิดในพืชในรูปของโพรวิตามิน (Provitamins) และสามารถเปลี่ยน เป็นวิตามินได้ในร่างกายคนหรือสัตว์ส่วนวิตามินที่ละลายน้ำไม่เกิดในรูปโพรวิตามิน สำหรับกรดอะมิโนทริปโตเฟนที่สามารถเปลี่ยนเป็นไนอะซินได้นั้นก็ไม่ถือเป็นโพรวิ ตะมิน
4. การดูดซึมการขนส่งและการเก็บวิตามินที่ละลายในไขมันต้องอาศัยไขมันเป็นสื่อสารใดก็ตามที่ทำให้ไขมันดูดซึมใช้ และเก็บดีขึ้นจะช่วยให้วิตามินที่ละลายใน ไขมันดูดซึมใช้ และเก็บดีขึ้นด้วยส่วนวิตามินที่ละลายน้ำนั้นอาศัยน้ำเป็นสื่อ
5. ร่างกายเก็บไขมันได้ไม่จำกัดจำนวน ดังนั้นจึงสามารถเก็บวิตามินที่ละลายในไขมันไว้ได้ โดยไม่จำกัดจำนวนด้วยทำให้เกิดสภาพที่มีวิตามินที่ละลายในไขมัน มากเกินไป (Hypervitaminosis) ได้ ส่วนวิตามินที่ละลายน้ำจะไม่เก็บสะสมในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ
6. การขับถ่ายวิตามินที่ละลานในไขมันจะออกมากับอุจจาระเป็นส่วนใหญ่ส่วนวิตามินที่ละลายน้ำส่วนใหญ่ออกมากับปัสสาวะส่วนน้อยออกมากับอุจจาระ
7. การหุงต้มปกติมีผลน้อยมากต่อการสลายตัวของวิตามินที่ละลายในไขมันส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำสลายตัวได้ง่าย การสูญเสียจะมากน้อยขึ้นกับปริมาณของน้ำ ที่ใช้หุงต้ม ระยะเวลา และอุณหภูมิของการหุงต้ม

หน้าที่ ของวิตามิน
1. เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์และโคเอนไซม์หลายตัวในร่างกาย
2. จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในร่างกาย เช่น ปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวกับการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
3. ช่วยในการเจริญเติบโตสัตว์ที่กำลังมีครรภ์ถ้าขาดวิตามินลูกที่ออกมามักไม่สมประกอบ
4. ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานตามปกติหรือทำให้ร่างกายแข็งแรง
5. ช่วยในการป้องกันและต้านทานโรค

ประเภทของวิตามิน
1. วิตามินที่ละลายในไขมันได้แก่ เอ ดี อี และ เค

2. วิตามินที่ละลายน้ำ ได้แก่ วิตามินบีรวม และซี

ข้อมูลจาก : เสาวนีย์ จักรพิทักษ์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *