วิกฤตการเงินสหรัฐ : กระทบไทยเพียงใด

วิกฤตการเงินสหรัฐ : กระทบไทยเพียงใด
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก ผมมีโอกาสไปบรรยายให้กับทั้งข้าราชการและพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจ มีเสียงสะท้อนตรงกันถึงเรื่องความกังวลจากผลกระทบของความวุ่นวายทางการเงินไปประเทศสหรัฐอเมริกาว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
ประการแรก ผลกระทบทางตรงจากการที่สถาบันการเงินไทยลงทุนในสถาบันการเงินที่มีปัญหานั้น ธปท.โดยท่านผู้ว่าการและรองผู้ว่าการทั้งสองท่านก็ได้ออกมายืนยันว่ามีเพียงไม่กี่พันล้านบาทเทียบกับสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์รวมที่มีถึง 9.4 ล้านล้านบาทแล้วต้องถือว่าเล็กน้อย ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนยุงกัดช้างและถ้าเราพิจารณาสถานะของธนาคารพาณิชย์ประกอบก็จะรู้ว่ายังแข็งแกร่ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่ามาตรฐานเกือบ 2 เท่า มี NPL ที่หักสำรองแล้วต่ำกว่าร้อยละ 4 และความสามารถในการทำกำไรยังดี อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะรองรับได้ระดับหนึ่ง หากเหตุการณ์ยืดเยื้อกระทบมาถึงภาคเศรษฐกิจจริง
ประการต่อมา เรื่องผลกระทบทางอ้อม ซึ่งผมขอแยกพิจารณาเป็น 2 ประเด็นตามสภาพความใกล้ชิดของปัญหาและผลกระทบ คือ ผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่วนประเด็นเรื่องผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจะพูดถึงในคราวต่อ ๆ ไป
ผลกระทบด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจเห็นเงินลงทุนไหลออกจากภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทยเนื่องจากบริษัทแม่มีปัญหาจึงต้องระดมสภาพคล่องกลับคืน อีกทั้งต้องการลดความเสี่ยงโดยการถือเงินสดหรือหลักทรัพย์รัฐบาลสหรัฐ ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือ การไหลออกของเงินทุนน่ากลัวถึงขนาดจะกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยหรือไม่ ซึ่งแหล่งข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ คือ รายงานดุลการชำระเงินรายเดือนที่เผยแพร่ทุก ๆ เดือน ประกอบกับรายงานฐานะการลงทุนระหว่างประเทศของไทย (International Investment Position หรือ IIP) ซึ่งจัดเตรียมโดยฝ่ายบริหารข้อมูลของ ธปท. โดยรายงานฉบับล่าสุดเพิ่งเริ่มเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นข้อมูลสิ้นสุด ณ ปี 2550 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากและผมอยากเชิญชาวนให้ทางผู้อ่านลองเข้าไปดูในรายละเอียด กล่าวโดยย่อ IIP จะแสดงสถานะว่าประเทศเรามีสินทรัพย์ต่างประเทศ (ที่เราไปลงทุนทั้งทรงตรง ( FDI ) และทางอ้อม ( Portfolio ) และให้กู้แก่ต่างชาติ ( Loan ) และหนี้สินต่างประเทศ (ทั้งในรูปที่เขามาลงทุนทั้งทางตรง ทางอ้อม และให้กู้แก่เรา) จำนวนเท่าใด ซึ่งจะทำให้เราวิเคราะห์ได้ว่า ในกรณีเลวร้าย จะมีแนวโน้มที่จะมีเงินไหลออกประมาณสักเท่าใด เรามีสินทรัพย์ต่างประเทศที่พอที่จะรองรับการไหลออกนั้นได้หรือไม่
ณ สิ้นปี 2550 ด้านหนี้สินต่างประเทศ เรามีจำนวน 204 พันล้านดอลลาร์ สรอ. การที่จะรู้ว่ามีเงินที่อาจจะไหลออกจำนวนเท่าใด เราจะต้องหักรายการที่เป็นการลงทุนหรือให้กู้ระยะยาวหรือเป็นรายการที่ไม่มีแนวโน้มที่จะไหลออกหรือไหลออกยากออกก่อน อาทิ เงินที่มาลงทุนทรงตรง ( FDI ) เช่น สร้างโรงงาน หนี้สินระยะยาว แล้วจะเหลือส่วนที่อาจจะมีความเสี่ยงที่จะไหออก 2 ส่วนใหญ่ คือ หนี้ระยะสั้นที่มีประมาณ 22 พันล้านดอลลาร์ สรอ. เงินลงทุนในหลักทรัพย์ประมาณ 63 พันล้านดอรลาร์ สรอ. ซึ่งเป็นตราสารทุน เช่น ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 54 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ความเสี่ยงที่มากที่สุดคือหนี้ระยะสั้นที่อาจไหลออกได้เสมอจำนวน 22 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อการค้าซึ่งเป็นวงเงินที่มีไว้เพื่อการส่งออกนำเข้าในธุรกิจตามปกติประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงเป็นส่วนที่มีความเสี่ยงไหลออกเพียงประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์ สรอ. เท่านั้น สำหรับเงินลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ถึงแม้มีความเสี่ยงที่อาจจะไหลออก แต่ไม่มากเท่าหนี้สินระยะสั้น เนื่องจากต่างชาติจะเอาเงินออกได้ต้องขายหลักทรัพย์ก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลงมาก อาทิช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลจากบัญชีเงินทุนพบว่า มีเงินลงทุนในหลักทรัพย์ไหลออกเพียง 2.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. แต่ตลาดหลักทรัยพ์ปรับลงจากสิ้นปี 2550 ถึงสิ้นเดือนกันยายน 2551 แล้ว 262 จุด แม้ในช่วงวิกฤต 1997 เอง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ก็ไหลออกไม่มาก เพราะเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงมาก ๆ ก็จะมีเงินไหลเข้ามาซื้อของราคาถูก สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้ดี รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง
สำหรับด้านสินทรัพย์ต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2550 ประเทศไทยเรามีจำนวน 146 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในจำนวนนี้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศจำนวน 88 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ถ้ารวมสิทธิที่จะได้รับเงินดอลลาร์ล่วงหน้าอีก 19 พันล้านดอลลาร์ สรอ. จะทำให้เรามีเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิประมาณ 107 พันล้านดอลลาร์ สรอ. มากเพียงพอที่จะรองรับการไหลออกของหนี้ระยะสั้น และมากเพียงพอที่จะรองรับการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ ถึงแม้การไหลออกจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะไม่กระทบต่อเสถียรภาพด้านต่างประเทศในระดับมหภาคมากนัก แต่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงมาก ๆ ก็อาจส่งผลต่อความมั่นใจโดยรวม ตลอดจนกระทบต่อความมั่งคั่งของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงทั้งการบริโภคและการผลิตได้ นอกจากนี้ ผลกระทบทางอ้อมจากวิกฤตสหรัฐฯ ที่จะผ่านมากทางภาคเศรษฐกิจจริง และกระทบต่อการส่งออกของทั้งภูมิภาคนี้รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
โดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *