“วัณโรค”…เชื้อร้ายในอากาศ!!

“วัณโรค”…เชื้อร้ายในอากาศ!!
• คุณภาพชีวิต
ภัยเงียบติดง่าย รุนแรงกว่าที่คิด

วันเชื้อโรคที่เป็นพาหะนำโรคต่างๆ พัฒนาให้เกิดการติดต่อง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากสัตว์สู่คน หรือจากคนสู่คน ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้คนทั่วโลกหวั่นวิตก การติดเชื้อมาจากคนไข้หายใจเอาเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย ซึ่งการติดต่อไม่ต่างจาก “วัณโรค” ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่นับวันเชื้อโรคยิ่งมีการพัฒนาส่งผลให้ คนไข้มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เข้ามามากมาย

นพ.มนตรี กัณหรัตนชัย ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท มองสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยว่า ด้วยลักษณะของแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดโรคอยู่ในอากาศทำให้อัตราคนป่วยมีมากขึ้น เห็นได้จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) จัดอันดับไทยอยู่อันดับที่ 18 จาก 22 ประเทศ ทั่วโลกซึ่งยังไม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ และยังมีคนไข้ใหม่ เพิ่มขึ้นปีละ 90,000 คน โดย 20% ติดเชื้อเอดส์ร่วมด้วยขณะเดียวกันมีคนไข้เป็นวัณโรคแบบดื้อยาอย่างรุนแรงมากขึ้น เมื่อเป็นแล้วรักษายากต้องใช้ทุนทรัพย์สูงในการรักษา ตอนนี้ในประเทศมีผู้ป่วยประเภทนี้กว่า 80 คน

“หลายคนอาจมองเป็นโรคไกลตัว แท้จริงแล้วใกล้ตัวกว่าที่คิด กลุ่มเสี่ยงคือเด็ก ทำให้เกิดวัณโรคที่เยื่อหุ้มสมองส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองช้าหรืออาจเสียชีวิต และยังเสี่ยงเป็นวัณโรคกระดูก ตลอดจนที่ต่อมน้ำเหลือง ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นวัณโรคที่ปอด”

เชื้อแบคทีเรียที่เป็นพาหะนำโรคเติบโตได้ดีในห้องแอร์ที่อับชื้น ไม่มีแสงแดดเข้าถึงและที่ชุมชนผู้คนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง รถประจำทางปรับอากาศ โรงแรม ผับ เป็นต้น มีการวิจัยพบว่า เมื่อ คนไข้นั่งรถประจำทางปรับอากาศแล้วไอสามารถแพร่กระจายเชื้อไปได้ไกลถึง 5 คนที่นั่งข้างหน้าและด้านหลัง ขณะเดียวกันคนไข้ 1 คน สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ 10 – 16 คนต่อปี

สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เชื้อวัณโรคฟักตัวในร่างกายเมื่อแรกเริ่ม 3 – 6 เดือน หากผู้ที่ได้รับเชื้อภูมิต้านทานแข็งแรงจะไม่เป็นอะไร แต่เชื้อร้ายยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายนาน 2 ปี โดยหากเมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอแบคทีเรียจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

วัณโรคสามารถแพร่กระจายไปได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย แต่คนไทยเป็นเยอะสุด คือ วัณโรคปอด, ต่อมน้ำเหลือง, เยื่อบุสมอง, กระดูก ตามลำดับ และมีโอกาสเป็นได้หลายที่พร้อมกันเพราะเชื้อโรคทำให้ภูมิต้านทานคนไข้อ่อนแอลง โดยพบว่า คนป่วยเป็นวัณโรคแล้วสำส่อนทางเพศมีโอกาสติดโรคได้มาก กว่าคนปกติ

นพ.มนตรี แนะนำการสังเกตอาการเบื้องต้นของผู้มีโอกาสเสี่ยงว่า มีอาการไอรุนแรงติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน หรือไอเป็นเลือด ควบคู่กับมีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ปวดเมื่อย เป็นต้น เมื่อรู้ว่าเป็นวัณโรคควรใช้ผ้าปิดปากเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น และต้องหาหมออยู่เป็นประจำกินยาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาคนไข้มักขาดยา เนื่องจากต้องกินยาครั้งละ 12 – 16 เม็ดแล้วแต่กรณี จึงทำให้คนไข้เบื่อกินยาโดยเฉพาะกลุ่มคนไข้เด็ก ซึ่งหากกินยาต่อเนื่องและทำตามแพทย์สั่งสามารถหายขาดได้ภายใน 6 เดือน

ผู้ป่วยเด็กหากเป็นวัณโรคเยื่อบุสมองมีผลต่อการเจริญเติบโตทางความคิด ดังนั้นผู้ปกครองควรฉีดยาป้องกันให้ลูกหลานก่อนที่จะสายเกินแก้ ด้านคนป่วยที่เคยเป็นมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีกครั้ง

“คนไข้ที่เป็นส่วนใหญ่มักมีโรคอื่นแทรกซ้อน เพราะแบคทีเรียตัวนี้จะบั่นทอนภูมิต้านทานทำให้เกิดโรคอื่นๆ เช่น ติดเชื้อเอดส์หรือโรคขาดสารอาหาร”

ดังนั้นควรดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากวัณโรคโดยรักษา ร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการเข้าไปสถานที่แออัด คอยสังเกตหากคนที่มีอาการไอบ่อยๆ มาอยู่ใกล้ควรหลีกเลี่ยง และควรเปิดม่านให้แสงอาทิตย์เข้าไปในตัวอาคารเพราะแบคทีเรียชนิดนี้จะถูกทำลายเมื่อเจอแสงแดด หากเป็นไปได้ควรตรวจสุขภาพของตนเองทุกปี

“กลุ่มคนน่าเป็นห่วงคือ พวกที่ทำอาชีพอยู่ในที่แออัดและต้องพบเจอคนมาก เช่น พนักงานโรงหนัง กระเป๋าและคนขับรถเมล์ปรับอากาศ พนักงานห้าง พนักงานโรงแรม ซึ่งนายจ้าง เองต้องมีมาตรการดูแลคนเหล่านี้ด้วย”

นับวันพัฒนาการของเชื้อโรคยิ่งทวีความรุนแรง ติดต่อง่าย หายยาก สิ้นเปลืองเงิน และส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกเป็นขบวน เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์เองต้องหันมาออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์กันมากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *