วอลท์ ดิสนีย์ ตอน 2

วอลท์ ดิสนีย์ ตอน 2 เริ่มต้นอีกครั้งกับ มิคกี้ เมาส์

ภายหลังเรื่องราวกับมินซ์เป็นที่ประจักษ์ซึ้งแก่ใจแล้ว ทั้งวอลท์และลิเลียนผู้ภรรยาก็ขึ้นรถไฟเดินทางกลับแคลิฟอร์เนียด้วยความรู้สึกกระปลกกระเปลี้ยสิ้นแรง และตระหนักดีว่าสตูดิโอของเขาต้องปิดกิจการรวดเร็วเป็นแน่ ถ้าเขาไม่สามารถสร้างตัวการ์ตูนใหม่ขึ้นมาได้ ความคิดของเขาหันเหไปหาหนูอย่างรวดเร็ว เพราะเขามักจะเจอพวกหนูในตะกร้าทิ้งผงใต้ในห้องทำงาน
ครั้นมาถึงแคลิฟอร์เนีย เขาและ อัพบี ไอเวอร์คส์ ก็ช่วยกันสร้างตัวการ์ตูนที่มีความน่ารักน่าเอ็นดู และมีลักษณะเหมือนออสวอลด์แต่มีหูเหมือนหนู ทั้งคู่ตกลงใจตั้งชื่อเจ้าตัวนี้ว่า “มิคกี้ เมาส์”
ภาพยนตร์เรื่องแรกที่มิดกี้ เมาส์เป็นพระเอกเป็นการ์ตูนเรื่อง Plane Crazy ซึ่งเป็นเรื่องราววิบากของมิคกี้บนเครื่องบิน ต้องใช้เงินสร้าง 1,800 ดอลลาร์ต่อตอนจากนั้นก็ตามมาด้วย The Gallopin Gaucho และพอถึงภาพยนตร์การ์ตูนตอนที่ 3 ของมิคกี้ เมาส์ชื่อ Steamboat Willie เจ้ามิคกี้ เมาส์ ก็เปลี่ยนวงการการ์ตูนภาพเคลื่อนไหวตลอดกาล ในไม่ช้าหนูมิคกี้ก็กลายเป็นการ์ตูนที่คนทั้งประเทศหลงใหลคลั่งไคล้ และไม่เพียงเฉพาะเด็กๆเท่านั้น
ความสำเร็จของ Steamboat Willie ทำให้วอลท์ ดิสนีย์เป็นที่ต้องการตัวมาก เขาเริ่มสร้างการ์ตูนมิคกี้ เมาส์ในรูปแบบใหม่ๆเดือนละ 1 แบบ สตูดิโอหลายแห่งรวมทั้งยูนิเวอร์แซล อยากจะเป็นผู้จัดจำหน่ายให้แก่ดิสนีย์ หรือแม้แต่ซื้อกิจการของบริษัทเขาเลย แต่เขาไม่สนใจขายกิจการ
เขาพยายามศึกษาระบบสตูดิโอ และจัดจำหน่ายการ์ตูนของเขาให้แก่โรงภาพยนตร์รายย่อย แต่เขาพบว่า ในระหว่างที่มิคกี้ เมาส์ทำเงินมหาศาล แต่เงินที่ไหลกลับเข้ามือของวอลท์ ดิสนีย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในที่สุดปี 1930 เขาก็ยอมเซ็นสัญญากับสตูดิโอแห่งหนึ่ง มอบหมายให้โคลัมเบียพิคเจอร์เป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์การ์ตูน โดยเขาได้รับเงินตอนละ 7,000 ดอลลาร์ ทั้งสองฝ่ายจะแบ่งเงินกัน แต่วอลท์ ดิสนีย์ยังคงถือลิขสิทธิ์อยู่
บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์สจัดจำหน่ายการ์ตูนของดิสนีย์ไปทั่วโลก ในปี 1930 เจ้าหนูมิคกี้กลายเป็นปรากฏการณ์ความสำเร็จระดับโลกชนิดเฉียบพลัน คนอิตาลีเรียกขานเจ้าหนูตัวนี้ว่า Topolino ในสเปนมิคกี้ได้ชื่อว่า Miguel Rotoncito ส่วนในสวีเดนชื่อของมันเป็น Musse Pigg นอกจากนี้เขาตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนมิคกี้ เมาส์ออกมา ปรากฏว่าแค่ปีแรกสามารถจำหน่ายได้ถึง 97,938 เล่ม นอกจากนี้เขายังทำสัญญาตกลงกับคิง ฟีเจอร์ เพื่อสร้างการ์ตูนชุคมิคกี้ เมาส์ 3 ช่องในหนังสือพิมพ์ ซึ่งทำให้บริษัทส่งเสริมการกระจายชมรมมิคกี้ เมาส์ ซึ่งเริ่มผุดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศได้
ในปี 1932 วอลท์ ดิสนีย์ ได้จ้างนักธุรกิจชื่อ เคย์ แคเมน แห่งนิวยอร์ก ให้มาช่วยคิดหาวิธีการสร้างความมีเสน่ห์ทางการค้าให้แก่มิคกี้ ซึ่งในขณะที่การให้สัมปทานผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เจ้าหนูมิคกี้ เมาส์ กลับสร้างสถิติใหม่อย่างรวดเร็ว งานแรกของแคเมนคือการให้สัมปทานผลิตไอศกรีมโคนเพียงชั่วเดือนแรกได้ประมาณ 10 ล้านอัน ครั้นปลายปี บริษัทต่างๆตั้งแต่ RCA ไปจนถึงเจเนอรัล ฟูดส์ ต่างก็มีส่วนช่วยขายเจ้าหนูตัวนี้ โดยทั่วๆไปนั้น ดิสนีย์จะได้รับส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์ ของราคาขายส่งสินค้าที่ได้รับสิทธิ์สัมปทาน แต่ในช่วงปีแรกที่แคเมนทำงานกับบริษัทการตกลงของเขาสร้างผลกำไรประมาณ 300,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด
โอกาสงามที่วอลท์ ดิสนีย์ได้ยินว่ามาเคาะประตูบ้านเขา ตอนที่เจ้ามิคกี้ เมาส์พูดได้เป็นครั้งแรก ดูเหมือนจะเปลี่ยนจากเคาะมาเป็นเตะประตูแรงๆ ตลอดช่วงระยะเวลาที่การ์ตูนมิคกี้ เมาส์ ส่งผลไปเป็นชุดแล้ว วอลท์ ดิสนีย์เองก็พยายามทำงานมากเกินไป ผลิตภาพยนตร์สั้นมิคกี้ เมาส์ ตอนใหม่ออกมาทุกเดือน ใช้ประโยชน์ทำธุรกิจทุกด้านที่มีอยู่ จนตัวเองถึงขนาดพับไป และภรรยาคือผู้พบเขานอนสลบไสล ทว่าเมื่อกลับไปทำงานอีกครั้งหลังพักยาว ดิสนีย์กลับมามุงานหามรุ่งหามค่ำยิ่งกว่าก่อนหน้านั้นเพื่อสร้างบริษัทขึ้นมา
ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 30 ทำให้วอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอ สามารถลงทุนปรับปรุงคุณภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวของตนได้ ซึ่งในขณะที่ผู้รับสิทธิ์ทั้งหลายต่างก็ผลิตสินค้าจากตัวการ์ตูนของเขาออกมาเป็นระลอก ดิสนีย์ก็ประกาศชัดว่าภาพยนตร์การ์ตูนของเขานั้นไม่ใช่แค่ผลผลิตเพื่อการค้า แต่เป็นรูปแบบใหม่ของศิลปะที่ถูกต้อง ในปี 1932 สตูดิโอของเขาจึงเป็นแห่งแรกที่เริ่มเปิดโรงเรียนของตนเองที่ซึ่งดิสนีย์สามารถอบรมความรู้ให้แก่นักวาดการ์ตูนคนรุ่นใหม่ในวิธีของเขาเอง เขาจัดหาเทคโนโลยีภาพยนต์การ์ตูนล่าสุด มอบวัสดุคุณภาพสูงสุดให้ผู้เข้าอบรมได้ใช้งาน ต่อมาก็ได้สร้างตัวการ์ตูนอย่าง โดแนลด์ ดัค ,พลูโตและกูฟฟี่ ขึ้นมา ทำให้เขาสามารถโกยกำไรจากตัวการ์ตูนเหล่านี้ได้มากมาย
ถึงแม้ตัวละครหน้าใหม่ๆ จะแพร่หลายมากขึ้น แต่มิคกี้ เมาส์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในหัวใจของวอลท์ ดิสนีย์อยู่ดี เขาจะติดนาฬิกามิคกี้ เมาส์เรือนใหญ่ไว้บนผนังห้องทำงาน ในสมุคเช็คของบริษัทก็จะพิมพ์รูปมิคกี้ เมาส์เอาไว้ด้วย
ในญี่ปุ่น เจ้าหนูมิคกี้ เมาส์รู้จักในนามของ มิกิ คูชิ เป็นสิ่งที่คนรู้จักกันแพร่หลายมากที่สุดรองลงมาจากองค์พระจักรพรรดิ์ และในฐานะเป็นผู้สร้างมิคกี้ เมาส์ขึ้นมา วอลท์ ดิสนีย์เองก็กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง ตอนที่เขาเดินทางไปอังกฤษเมื่อปี 1937 เขาก็ร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำกับพระราชินีแห่งอังกฤษ และได้เข้าพบ เอช.จี.เวลส์ ปีถัดมาเขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากทั้งมหาวิทยาลัยเยลและฮาร์วาร์ด มีหลายครั้งด้วยกันที่เส้นแบ่งระหว่างผู้สร้างสรรค์กับการ์ตูนดัง รางเลือนมากเสียจนกลมกลืนไปด้วยกัน ตอนที่ดิสนีย์รับรางวัลจากสันนิบาตแห่งชาติในกรุงปารีส เขาถึงขนาดขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ด้วยเสียงที่ใช้พากษ์เป็นตัวมิคกี้ เมาส์

สโนว์ไวท์การ์ตูนเรื่องใหม่
ในปี 1934 วอลท์ ดิสนีย์ก็ตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งไม่เคยมีใครในฮอลลีวู้ดคิดทำมาก่อน นั่นก็คือ ผลิตภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาว คือ นิทานสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ปรากฏว่า ทั่วทั้งประเทศผู้ชมต่างแห่แหนไปออกันแน่นขนัดตามโรงภาพยนตร์ สโนว์ไวท์สามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว พอเปิดฉายเพียงครั้งแรก ก็สามารถทำเงินให้วอลท์ ดิสนีย์ ถึง 8.5 ล้านดอลลาร์ และได้รับรางวัลอเคเดมี อวอร์ด รางวัลพิเศษ
เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ วอลท์และรอย ก็ตัดสินใจลงทุน 100,000 ดอลลาร์ซื้อที่ดินย่านเบอร์แบ็งค รัฐแคลิฟอร์เนีย จำนวน 51 เอเคอร์เพื่อสร้างเป็นสตูดิโอแห่งใหม่สำหรับผลิตการ์ตูนภาพเคลื่อนไหว

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *