ลิขสิทธิ์ทางอินเทอร์เน็ต (5)

ลิขสิทธิ์ทางอินเทอร์เน็ต (5)

กรณีศึกษา Napster
Napster เป็นบริษัทให้บริการเพลงออนไลน์ซึ่งเป็นการให้บริการการแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลระหว่างกันสร้างขึ้นโดย Shawn Fanning เทคโนโลยีของการให้บริการนี้อนุญาตให้แฟนเพลงสามารถใช้ไฟล์MP3ร่วมกัน MP3เป็นการบีบอัดเสียงให้มีขนาดเล็กลงโดยใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการลดจำนวนข้อมูลที่ต้องการเพื่อที่จะสร้างเสียงให้เหมือนกับเสียงเพลงต้นฉบับ Napsterเป็นบริษัทแรกที่เป็นที่นิยมของประชาชนในระบบการแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลระหว่างกันแบบ peer-to-peer บนอินเทอร์เน็ต ระบบเครือข่ายแบบpeer-to-peer ไม่ได้ระบุผู้รับบริการ(Clients)และผู้ให้บริการ(Server) เพื่อที่จะติดต่อไปยังเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต้องมีIP Address ซึ่งในความจริงแล้วอุปกรณ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี IP Address (บางครั้งถูกเรียกว่าnode)สามารถถูกเชื่อมโยงกับระบบเช่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ เว็บไซต์ของNapsterจะทำการรักษารายชื่อของnodeและรายชื่อของไฟล์ข้อมูลที่มีอยู่ในnodeเหล่านั้น โดยการทำงานตามรายการคำสั่งนั้นจะถูกดำเนินการโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ไฟล์ข้อมูลที่ได้รับจากการช่วยเหลือของNapsterเหล่านี้ผู้คนจำนวนมากทำการรวบรวมเป็นอัลบั้มในรูปแบบแผ่นซีดีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้บริษัทเพลงจำนวนมากจึงได้กล่าวโทษว่าทำให้ยอดขายเพลงนั้นลดลง หลังจากที่Napsterได้เปิดให้บริการในปี 1999 สิ่งเหล่านี้ทำให้Napsterเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและรายงานในปี2001พบว่าNapsterมีผู้ใช้ถึง13.6ล้านคน
มีหลายเหตุผลสนับสุนนที่สนับสนุนNapster ประการแรกคือการแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลระหว่างกันถูกคิดว่าเป็นการสืบทอดคุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์โดยทั่วไปไม่สามารถใช้ได้กับกรณีนี้ ประการที่สองคือNapsterไม่ได้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์เพราะว่าNapsterทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องค้นหาข้อมูลที่อยู่ของไฟล์ ประการที่สามคือการพยายามที่จะปิดNapsterจะนำพาให้ผู้คนใช้ความแตกต่างปานกลางเพื่อแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ในเดือนกรกฎาคม 2001 ผู้พิพากษาออกคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของNapsterหยุดทำงานเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ไปมากกว่านี้ ในเดือนกันยายน 2001 Napster ถูกให้ชำระหนี้โดยNapsterยินยอมที่จะจ่ายเงินให้กับผู้สร้างสรรค์งานเพลงและเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นเงิน 26 ล้านดอลลาสหรัฐเพื่อชดเชยค่าเสียหายในการไม่มีสิทธิ์ในการใช้เพลงพร้อมกับการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมล่วงหน้าอีก 10 ล้านดอลลาสหรัฐ ในการจ่ายค่าชดใช้เหล่านี้ทั้งหมดNapsterพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการให้บริการในรูปแบบที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายไปเป็นระบบสมัครสมาชิก แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเป็นการใช้ระบบสมัครสมาชิกก็ไม่ได้สร้างรายได้ได้ดีเท่าที่ควรNapsterจึงยื่นคำร้องเพื่อขอความคุ้มครองจากกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา ในที่สุดNapsterถูกสั่งให้ชำระหนี้สินโดยใช้ทรัพย์สินของบริษัท บริษัทRoixoซื้อทรัพย์สินของNapsterได้ในการประมูลและเสนอการให้บริการออนไลน์รูปแบบใหม่ซึ่งให้ผู้ใช้เข้าถึงเพลงผ่านการสมัครสมาชิกหรือใช้เกณฑ์การจ่ายค่าธรรมเนียมต่อเพลง ดังนั้นจึงเป็นการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้กับบริษัทผู้บันทึกเสียง
ตั้งแต่Napsterถูกปิดการให้บริการลงโปรแกรมการใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกันแบบpeer-to-peerก็ถูกนำมาใช้เช่นKazaa ในปี 2005 ศาลออสเตรเลียได้ออกกฎว่าโปรแกรมKazaaที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนไฟล์ถือว่าทำให้ผู้ใช้ละเมิดลิขสิทธิ์ ศาลสหรัฐสั่งให้เจ้าของKazaaซึ่งก็คือผู้บริหารระบบเครือข่ายทำการแก้ไขโปรแกรมเพื่อป้องกันการลักลอบการคัดลอกข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้บริหารระบบเครือข่ายโต้แย้งว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะควบคุมว่าผู้คนจะใช้เทคโนโลยีของเขาอย่างไรมันเปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องคัดลอกรูปภาพหรือเครื่องบันทึกเสียง ผู้พิพากษากล่าวว่าผลกระทบของKazaaเว็บไซต์คือทำให้ผู้ใช้คิดว่าเป็นการดีที่จะไม่เกรงกลัวบริษัทบันทึกเสียงโดยไม่สนใจในข้อบังคับในลิขสิทธิ์ แต่ผู้พิพากษายกฟ้องเพราะว่าการกล่าวโทษที่ว่าเจ้าของKazaaละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเกินความจริง เจ้าของKazaaถูกสั่งให้แก้ไขโปรแกรมภายในสองเดือนเพื่อเพิ่มตัวกรองที่ถูกออกแบบเพื่อที่จะหยุดการแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลระหว่างกันของไฟล์ที่มีลิขสิทธิ์ มีหลักฐานว่าการแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลระหว่างกันได้ถูกนำย้ายจากKazaaไปสู่โปรแกรม peer-to-peer อื่นเช่น BitTorrent และ eDonkey

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *