ลักษณะซื้อขาย

ลักษณะซื้อขาย
บททั่วไป
1. สัญญาบางประเภทที่ใกล้เคียงกับสัญญาซื้อขาย
ปัจจุบันมีสัญญาในทางธุรกิจไม่น้อยที่เราเรียกว่า “ซื้อขาย” กันโดยที่มิใช่สัญญาซื้อขายโดยแท้ และในทางกลับกันก็มีไม่น้อยที่เป็นสัญญาซื้อขายแต่เรากลับไปเรียกเป็นสัญญาอย่างอื่น สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความสับสนและนำไปสู่ความผิดพลาดในการยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัย เช่น
• นาย ก. ไปตลาดนัดพระเครื่องแล้วเช่า “องค์จตุคามรามเทพ” มาหนึ่งองค์ในราคาถึง 100,000 บาท อยู่มาวันหนึ่งนาย ก. นำเอา “องค์จตุคามรามเทพ” องค์นั้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมินราคาดู ปรากฏว่าเป็นของปลอมซึ่งหาซื้อได้ในราคาไม่กี่บาทเท่านั้น กรณีของนาย ก. หากจะฟ้องร้องต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งเรื่องใด
• นาย ก. ตัวแทนบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งไปเสนอขายประกันให้ นาย ข. ด้วยเงื่อนไขที่น่าสนใจจน นาย ข. ตกลงซื้อประกันดังกล่าว หากภายหลังเกิดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับสัญญา เช่น บริษัทประกันชีวิตบอกเลิกสัญญาเพราะพบเหตุโมฆียะ หรือนาย ข. ต้องการเรียกร้องเอาเงินประกันคืน หรือเรียกร้องค่าสินไหมตามสัญญา กรณีก็เป็นไปตามกฎหมาย “ประกันภัย” ต่างหาก
• เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น
o การเอาโฉนดมาวางเป็นประกันการชำระหนี้หาใช้เป็นการ “จำนองที่ดิน” ตามกฎหมายไม่ หากแต่อาจจะถือได้ว่าเป็น “สิทธิยึดหน่วง” ในโฉนดที่ดินแปลงนั้นได้
o กรณีสัญญาลิสซิ่ง กับสัญญาเช่าซื้อก็มีความคล้ายกัน โดยสัญญาลิสซิ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินเท่านั้น ถึงแม้จะมีข้อสัญญากำหนดไว้ว่า เมื่อเช่ากันครบตามสัญญาแล้ว ผู้เช่ามีสิทธิตกลงซื้อทรัพย์สินที่เช่านั้นได้โดยการบอกกล่าวก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า หากได้บอกกล่าวถูกต้องแล้วกรรมสิทธิ์จึงจะโอนไปยังผู้เช่านับแต่นั้น แต่กรณีจะต่างไปจากสัญญาเช่าซื้อ เพราะเมื่อผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้วให้ “กรรมสิทธิ์” ในทรัพย์นั้นตกได้แก่ผู้เช่าซื้อทันที
2. ลักษณะทั่วไปของ “สัญญาซื้อขาย”
ก. การซื้อขายเป็น “สัญญาชนิดหนึ่ง” หมายความว่า เป็นนิติกรรมสองฝ่ายที่ต้องมี “ผู้ซื้อ” ฝ่ายหนึ่ง และ “ผู้ขาย” อีกฝ่ายหนึ่ง เสมอ ดังนั้นเมื่อเป็น “สัญญา” อย่างหนึ่ง หลักกฎหมายเกี่ยวกับ “นิติกรรม” “สัญญา” ที่ได้เคยศึกษามาก็สามารถนำมาพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องซื้อขายได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายซื้อขาย เช่น
• ปัญหาที่ต้องพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนา หรือ
• ความสมบูรณ์ในเรื่องความสามารถของคู่สัญญา หรือ
• การแสดงเจตนาซื้อขายกันโดยอยู่ห่างโดยระยะทาง หรือ
• คำเสนอ คำสนองเกิดเป็นสัญญาซื้อขาย
ข. การซื้อขายเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” คือ กรณีที่คู่สัญญาต่างมีทั้ง “สิทธิ” และ “หน้าที่” เหนือคู่สัญญาของตน
• ผู้ขายมีหน้าที่ “ส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายอย่างถูกต้อง” (ชนิด ประเภท ปริมาณ คุณภาพ เวลา เป็นต้น) ในขณะเดียวกันก็มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ซื้อ “ชำระราคา” (จำนวนและเวลา)
• ผู้ซื้อก็มีหน้าที่ “ชำระราคา” และมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ขาย “ส่งมอบทรัพย์” ตามที่ตกลงกันทุกประการ
• ข้อพิจารณา ความเป็นสัญญาต่างตอบแทนเทียบเคียงกับสัญญาชนิดอื่น ๆ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาให้ (ข้อเหมือน ข้อแตกต่าง)
สัญญาแลกเปลี่ยน คือ ทรัพย์ แลกเปลี่ยนกับทรัพย์ (โดยสำคัญ) ส่วนที่ว่า อาจมีการแถมหรือเพิ่มเงินอีกก็ได้
สัญญาให้ คือ ทรัพย์แลกกับน้ำใจ
สัญญาซื้อขาย คือ ทรัพย์แลกกับเงิน (เท่านั้น) แต่เมื่อตกลงกันเป็นเงินแล้ว ต่อมาไม่มีเงินจะเปลี่ยนมาเป็น “ทรัพย์” อื่นได้ ก็ถือว่าเป็นการซื้อขายแล้วในตอนแรก
ข้อสังเกต สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาให้ สัญญาซื้อขายต่างก็เป็นสัญญาที่ “โอนกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์ทั้งนั้น ข้อพิจารณาที่ช่วยให้แยกแยะได้ชัดขึ้นคือ หากเป็นสัญญาซื้อขาย คือ การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เพื่อแลกกับราคา (เงิน)
ค. การซื้อขายเป็น “เอกเทศสัญญา” (Specific Contract) คือ สัญญาที่มีกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่ว่าผู้ใดจะเรียกชื่อสัญญาเช่นนี้แตกต่างกันออกไปอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ลักษณะของการทำสัญญานั้น ๆ เข้าลักษณะ “ซื้อขาย” ก็ต้องปรับเข้ากับกฎหมายซื้อขาย ดังนั้น ไม่ว่าจะมีกรณีข้อพิพาทใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ เช่น สิทธิหน้าที่ของคู่สัญญา หรืออายุความของสัญญา หรืออื่น ๆ ก็ต้องนำกฎหมายเรื่องซื้อขายนี้ขึ้นมาพิจารณาเท่านั้น หากกฎหมายซื้อขายมิได้บัญญัติหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับข้อพิพาทนั้น ๆ ไว้ก็ถึงจะไปพิจารณาหลักกฎหมายทั่วไปอื่น ๆ เช่น นิติกรรม สัญญา
ซึ่งกรณีจะต่างไปจาก “สัญญาที่ไม่ใช่เอกเทศสัญญา” (Non Specific Contract) หากความตกลงใดมิได้มีลักษณะของความตกลงปรับได้กับ “เอกเทศสัญญา” ลักษณะใด ๆเลยก็หมายความว่าเป็นสัญญาที่กฎหมายมิได้บัญญัติหลักเกณฑ์หรือแม้แต่ชื่อไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง ดังนั้น กรณีข้อพิพาทใด ๆ อันเกี่ยวกับสัญญาเหล่านี้จึงต้องพิจารณาตามหลักทั่วไปของ “นิติกรรมสัญญา”
ปัจจุบันเราอาจพบสัญญาลักษณะนี้มากขึ้น นักกฎหมายบางท่านก็อาจเรียกว่า “สัญญาไม่มีชื่อ” นั้นเอง เพราะในระหว่างเอกชนด้วยกันเองอาจกำหนดเงื่อนไข ความตกลงไว้สลับซับซ้อนจนไม่อาจปรับได้กับเอกเทศสัญญาใด ๆ เลย สัญญาเช่นนี้มิใช่ว่ากฎหมายจะไม่รับรอง หรือบังคับไม่ได้เสียเลย หากแต่กฎหมายมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้เป็นการเฉพาะเพราะว่ามีความหลากหลายในเงื่อนไขจนยากจะกำหนดให้ชัดเจนได้ ดังนั้น ความตกลงในรายละเอียดปลีกย่อยของสัญญากฎหมายจึงรับรองให้ตามหลักเรื่อง “ความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนาของคู่สัญญา” (Freedom of Contract) แต่อย่างไรก็ตามสัญญาเช่นนี้จะถูกพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายในหลักการใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งบัญญัติไว้แล้วทั้งสิ้นในเรื่อง “นิติกรรมสัญญา” เช่น สัญญาที่มีเงื่อนไขแปลกเช่นนั้นจะได้รับการรับรองสิทธิให้หากมิได้มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งด้วยกฎหมาย หรือมิได้ฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคู่สัญญามีความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญา อื่น ๆ
คำพิพากษาฎีกาที่ 796/2495 โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าสวนโดยมีกำหนดเวลา แต่มีข้อแม้ว่าในการเช่าสวนนั้นจำเลยต้องปลูกส้มเขียวหวานลงในสวน ในระหว่างยังไม่ครบกำหนดสัญญาคุณก็เก็บส้มไปขายได้ แต่พอครบสัญญาแล้ว ผู้เช่าต้องออกจากสวนนี้ไป โดยไม่สามารถขุดต้นส้มใด ๆ ออกไปจากสวนได้เลยต้องทิ้งไว้ให้เจ้าของที่ดินเท่านั้น ตอนหลังโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสวนก็มีปัญหาขัดแย้งกับจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่า ปัญหาคือ ต่างฝ่ายต่างก็นำเอาข้อกฎหมายเกี่ยวกับ “สัญญาเช่า” ขึ้นมาเป็นประเด็นต่อสู้กัน
คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
กรณีมิใช่เป็นสัญญาเช่าแต่อย่างใด เพราะ ถ้าเป็นสัญญาเช่า ผู้เช่าได้ปลูกอะไรด้วยความยินยอมของเจ้าที่ดินก็ย่อมต้องเอาส้มที่ปลูกออกไปได้ หรือถ้าเช่าทรัพย์ ผู้ให้เช่าไม่สามารถออกคำสั่งผู้เช่าให้ทำอะไรๆ กรณีนี้ค่าเช่าก็เสีย แต่ต้องมีภาระอื่นๆ อีกมากมาย
กรณีเป็นสัญญา “ต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา” ใช้ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ “นิติกรรม สัญญาทั่วไป” มาปรับแก่คดี ประเด็นคือ ผู้เช่าตายก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า สัญญานี้ไม่ระงับ ให้มีผลไปจนครบสัญญา ทายาทสามารถสืบสิทธิในสัญญาเช่านี้ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 333/2532 โจทก์ได้ทำสัญญาประกันตัว ป. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาไว้ต่อศาลและจำเลยทำสัญญาให้โจทก์ไว้ว่า หาก ป. ไม่ไปศาลตามนัด และโจทก์ต้องชำระค่าปรับต่อศาล จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ส่งตัว ป. ต่อศาลและขอถอนประกัน จำเลยขอให้โจทก์ประกันตัว ป. ต่อ โดยจำเลยจะยอมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเดิมที่จำเลยทำไว้ให้โจทก์ การตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในครั้งหลังนี้ แม้จะไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ ก็มีผลใช้บังคับได้ เพราะสัญญานี้มิใช่สัญญาที่จำเลยผูกพันตนเข้าชำระหนี้ ในเมื่อ ป. ไม่ชำระหนี้อันเป็นการค้ำประกันที่จะต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 11 เรื่องค้ำประกันมาใช้บังคับ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ใช้บังคับกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ ป. ไม่ไปศาล จนศาลสั่งปรับโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว

3. สัญญาซื้อขาย คือ
มาตรา 453 อันซื้อขายนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินในแก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

ก. สัญญาที่ผู้ขาย(มุ่ง)จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ คำว่า “มุ่ง” (intend to) แม้มิได้เขียนไว้ในมาตรา 453 แต่กฎหมายซื้อขายนั้นมีลักษณะเช่นนั้นจริง ๆ กล่าวคื อ สัญญาซื้อขายนั้นมิจำเป็นต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ในขณะที่มีการซื้อขายกันเสมอ หากเพียงแต่ผู้ขายมีเจตนามุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ โดยจะโอนกันในขณะซื้อขาย หรือในภายหลังก็ได้
กรณี “สัญญาจะซื้อขาย” เป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งเหมือนกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้ว เพียงแต่จะโอนกันตามที่ตกลง อาจเป็นโอนกรรมสิทธิ์เมื่อถึงวันที่นัดหมายไว้ หรือเมื่อโอนเงินมา เป็นต้น
ข้อสังเกต หากว่าผมไปครอบครองที่ดินรกร้างแปลงหนึ่งซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นของรัฐ เพียงแต่ผมไม่ทราบจึงครอบครองมาได้ 3 เดือน ตลอดเวลาได้ถางพื้นที่จนเรียบร้อยจึงไปเสนอขายที่ให้นาย 1,2,3 ทั้งหมดตกลงซื้อคนละส่วนตามราคาที่ตกลง ปัญหาคือ สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วก็จะพบว่าเป็น “สัญญาซื้อขาย” แล้ว เพราะผู้ขายคือ ผมมีเจตนามุ่งโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้ว เพียงแต่อาจจะโอนไม่ได้เพราะ ตนเองไม่มีกรรมสิทธิ์ และที่ดินเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ สัญญาจึงเป็น “โมฆะ”
คำพิพากษาฎีกาที่ 1395/2525 …เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ขายมิใช่เจ้าของที่แท้จริง แม้โจทก์จะรับซื้อไว้โดยสุจริตโจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ผู้เป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 การที่เจ้าของและเจ้าพนักงานยึดรถยนต์บรรทุกคันพิพาทคืนจากโจทก์ จึงไม่เป็นการละเมิด
ประเด็นคือ สัญญาดังกล่าวข้างต้นเป็นสัญญาซื้อขายหรือไม่ เพราะเหตุใด

กรณีจึงแตกต่างกันระหว่าง “ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย” กับ “สัญญาซื้อขายแต่เป็นโมฆะ”

ข. สัญญาซื้อขายต้องเป็นสัญญาที่ “ผู้ซื้อ(มุ่ง)ที่จะชำระราคา” (Agree to pay the price)กรณีของผู้ซื้อก็พิจารณาทำนองเดียวกับผู้ขายตรงที่ว่า ให้พิจารณาเจตนาของผู้ซื้อเป็นสำคัญว่ามีเจตนามุ่งจะชำระราคาหรือไม่ หากมีเจตนาเช่นนั้นการจะชำระราคาในขณะที่ตกลงกัน หรือในภายหลังก็ไม่เป็นปัญหาในเรื่อง เกิดสัญญาซื้อขายหรือไม่
ตัวอย่าง หากเป็นกรณีที่ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหนึ่งให้ผู้ซื้อแล้ว และได้โอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยแล้ว (คนละกรณีกับการจดทะเบียนโอนรถยนต์) หากเพียงแต่ผู้ซื้อตกลงว่าจะจ่ายเงินค่ารถยนต์ดังกล่าวให้เมื่อถึงกำหนดสิ้นเดือนหน้านับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อถึงกำหนดผู้ซื้อผิดนัดไม่ยอมจ่ายเงินจนล่วงเลยเวลาไปหลายวัน ปัญหาคือ ผู้ซื้อจะมีสิทธิดำเนินการอย่างไรได้บ้าง กรณีเช่นนี้ก็ต้องกล่าวว่า “สัญญาซื้อขาย” ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ภายหลังผิดสัญญาไม่ยอมชำระราคาให้จึงต้องไปเรียกร้องให้ชำระราคาตามสัญญาซื้อขายนั้นเอง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *