ลงทุนเมื่อทุนลง

ลงทุนเมื่อทุนลง?

Money Pro : รศ.ดร.กุลภัทรา สิโรดม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550
ผู้เขียนเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิชาการลงทุน การวิเคราะห์หลักทรัพย์ และการทำวิจัยเกี่ยวกับตลาดทุนมากว่า 20 ปี เวลาสอนก็จะเริ่มจากภาคทฤษฎี พร้อมให้ภาคปฏิบัติ และประสบการณ์ที่ได้จากการได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ จากภาคอุตสาหกรรม ว่าเราต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก่อน ทั้งวิเคราะห์เศรษฐกิจ (รวมปัจจัยทางการเมืองด้วย) วิเคราะห์อุตสาหกรรม แล้วจึงเข้าไปวิเคราะห์ตัวบริษัท และจะย้ำเสมอว่าราคาหลักทรัพย์ จะไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่จะสะท้อนปัจจัยอื่นๆ ด้วยเช่น สภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ อุปสงค์ อุปทานในหลักทรัพย์ ตลอดจนพฤติกรรมผู้ลงทุน ซึ่งมักจะทำให้เกิดความแปรปรวนระยะสั้นตลอดเวลา กับราคาของหลักทรัพย์ การเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ จึงต้องคำนึงถึงจังหวะเวลา และสภาพแวดล้อมการลงทุนในขณะหนึ่งๆ ด้วย

ผู้เขียนได้รับหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีชื่อว่า “The Little Book of Value Investing” โดย Christopher H. Browne และได้มีโอกาสอ่านช่วงหยุดปีใหม่ ตั้งใจว่าจะเอาไปคุยกับนักศึกษา เพราะหนังสือได้สรุปเทคนิคการเลือกซื้อหลักทรัพย์ ไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอนำมาเขียนให้ท่านผู้อ่านทราบด้วย เพราะนักลงทุนคงอยากลงทุนแล้วทำให้เงินลงทุนงอกเงย ต้องการหลักทรัพย์ที่ดีมีมูลค่าในราคาที่ดีที่สุดเหมือนเราซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเอง
หนังสือเสนอวิธีการค้นหาหุ้นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

1. ซื้อของดีตอนลดราคา อย่าติดกับการเข้าไปซื้อตอนราคาขึ้นและขายตอนราคาลงเพียงอย่างเดียว วิธีการคือเลือกซื้อหลักทรัพย์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง (ซื้อของดี) ซึ่งมักจะเป็นพวก Blue Chips หรือผู้นำตลาด ซึ่งก็ต้องอาศัยงานวิจัยและบทวิเคราะห์ในการหาหลักทรัพย์เหล่านี้

2. ซื้อของที่มูลค่า : คิดให้เหมือนนักการธนาคาร กล่าวคือเวลาธนาคารให้เงินกู้มักจะดูมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน ควบคู่กับความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย และความสามารถในการชำระคืนเงินต้น มูลค่าที่ว่านี้คือมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) หรือมูลค่าจากการประเมิน สินทรัพย์ของบริษัท (Appraisal Value) โดยต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเป็นหลัก ประกอบกับการประเมินเครดิตและสภาพตลาดถ้ามีการขายสินทรัพย์ของบริษัทออกไป

3. เลือกซื้อบริษัทที่มีกำไรดีแต่ราคาหุ้นต่ำ แต่ต้องเป็นกำไรที่คาดว่าจะทำได้ต่อเนื่องในอนาคต มิใช่กำไรเฉพาะในปีที่ผ่านมา บางทีเราก็จะดูถึง EBITDA หรือดูรายได้ (กระแสเงินสด) ที่มีพอจ่ายข้อผูกพันทางการเงินของกิจการ

4. เลือกซื้อหลักทรัพย์ที่มี Market Capitalization ต่ำกว่าร้อยละ 140 ของมูลค่าทางบัญชี (Book Value) และในบางครั้ง ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ตัวเลขนี้เป็นเพียงกฎหัวแม่มือ (Rule of Thumb) จากสถิติในอดีตเท่านั้นว่า หลักทรัพย์เหล่านี้ถ้าเป็นของดี จะทำกำไรให้ผู้ลงทุน

5. เลือกซื้อหลักทรัพย์ที่มีผู้รู้ลึกซื้อ ในที่นี้ผู้รู้ลึกหมายถึง ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมไปถึง ผู้ที่อยู่วงใน หรือผู้ที่มีข้อมูลโดยอาจเฝ้าดูรายงานประชุมคณะกรรมการบริษัทที่ต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ในวันทำการถัดไป หรือข่าวจากสื่อต่างๆ
หลังจากที่ได้รายชื่อหลักทรัพย์ด้วยวิธีการต่างๆ กันแล้ว จะต้องนำหลักทรัพย์หรือบริษัทไปตรวจสุขภาพทางการเงิน และตอบคำถามดังต่อไปนี้
บริษัทสามารถเพิ่มราคาขายสินค้าได้หรือไม่ เพราะทุกๆ 1 บาทที่เพิ่มราคาขายต่อหน่วยได้ จะทำให้เกิดรายได้ก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น 1 บาท ถ้าต้นทุนไม่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ต้องดูความเป็นไปได้ของการขึ้นราคาขาย ความยืดหยุ่นของราคาต่อยอดขายและดูว่าบริษัทขายสินค้าที่อยู่ในการควบคุมราคาของทางการหรือไม่ด้วย
บริษัทสามารถเพิ่มปริมาณขายได้หรือไม่ โดยอาจดูจากส่วนแบ่งตลาดและการเติบโตของตลาดโดยรวม ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการเพิ่มปริมาณขายโดยการลดราคาหรือการมีของแถม ซึ่งหมายถึงต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และอาจขายได้มากขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
บริษัทสามารถลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ เพื่อเพิ่มอัตรากำไรต่อยอดขาย ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง ยิ่งถ้าบริษัทไม่สามารถควบคุมราคาของวัตถุดิบสำคัญๆ ได้ บริษัทต้องมีวิธีการที่จะป้องกันความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคานั้น
บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือสามารถขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไปหรือไม่ หากมี ก็อาจจะทำให้กำไรของกิจการสูงขึ้นได้ในอนาคต
บริษัทจะเติบโตอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือจากรายงานประจำปี เมื่อดูทิศทางการเติบโตของบริษัท ธุรกิจใดที่บริษัทจะจัดสรรทรัพยากรให้ และโครงการใดที่ให้ลำดับความสำคัญ
บริษัททำอะไรกับเงินสด หรือสภาพคล่องส่วนเกินที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลแก่เจ้าของ เนื่องจากบริษัท สามารถทำรายได้เพิ่มเติมได้ จากการจัดการเงินสด และหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดของบริษัท
บริษัทเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันแล้วเป็นอย่างไร การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบนี้จะแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งของบริษัท ตลอดจนภูมิต้านทานความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
จากวิธีการที่เลือกมาและคำถามที่ต้องตอบก็ไม่ได้มีอะไรที่นักวิเคราะห์ไม่เคยใช้หรือคำนึงถึงเวลาแนะนำหุ้น แต่ในยามที่ตลาดมีความผันผวนมาก และปริมาณการซื้อขายไม่ร้อนแรงนี้ (ช่วงหุ้นลง) นักลงทุนและนักวิเคราะห์ อาจมีเวลาที่จะตรวจสุขภาพหลักทรัพย์ ค้นหา Value Investment เพื่อลงทุนต่อไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *