ลงทุน : งานศิลปะโลกรุ่ง กำไรดีกว่าดัชนีหุ้นสหรัฐ

ลงทุน : งานศิลปะโลกรุ่ง กำไรดีกว่าดัชนีหุ้นสหรัฐ
กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550

อี โคโนมิสต์ ระบุ การลงทุนในตลาดงานศิลปะทั่วโลก วัดจากดัชนีเหม่ยโมเซส ศิลปะร่วมสมัย ระหว่างปี 2539-2549 สะท้อนตลอดทศวรรษที่ผ่านมามีเม็ดเงินเก็งกำไร ไหลเข้าไปลงทุนในงานศิลปะสมัยใหม่มากมาย ด้วยเป้าหมายสำคัญหวังผลตอบแทนที่ได้สูงกว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 ของสหรัฐ เมื่อเร็วๆ นี้ ดิ อีโคโนมิสต์ นำเสนอรายงานเรื่อง “ตลาดงานศิลปะ: นับวันมีแต่จะขึ้น” โดยให้ข้อมูลว่าในปี 2549 ตลาดงานศิลปะร่วมสมัยกับศิลปะสมัยใหม่ สามารถทำรายได้ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งรายงานยกตัวอย่างงานประมูลศิลปะร่วมสมัยและศิลปะสมัยใหม่ รวมทั้งงานศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ ที่สามารถระดมเงินเข้ามาซื้อได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพเขียนรูปกุสตาฟ คลิมท์ จากฝีมือของศิลปินชื่อดัง “ปิกาสโซ” และหนึ่งในงานภาพเขียนขนาดใหญ่ซึ่งใช้การสะบัดสีของแจ๊คสัน พอลล็อค ทำราคาได้สูงมากถึง 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่าสุดจีนเป็นเป้าหมายที่นักลงทุนชื่นชอบ เมื่อโซธบี้กับคริสตี้ สถาบันจัดการประมูลงานศิลปะชั้นนำรายใหญ่สุดของโลก เพิ่งขายงานศิลปะร่วมสมัยของเอเชียในปี 2549 ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะของจีน และสามารถทำเงินได้รวม 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการทำเงินได้มากขึ้นจาก 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2547
ทั้งนี้ในงานจัดการประมูลงานศิลปะของทางการจีนในเดือนพฤศจิกายน ภาพเขียนของหลุย เซียวตง ศิลปินถนัดเขียนภาพเสมือนจริงแนวเสียดสี สามารถขายได้ในราคา 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นราคาสูงสุดเท่าที่มีผู้ซื้อยอมควักเงินจ่าย เพื่อเป็นเจ้าของภาพเขียนของศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้นี้
ฟิลลิปส์ เดอ พูรี เป็นสถาบันจัดการประมูลแห่งหนึ่ง ที่กำลังจัดประมูลงานศิลปะร่วมสมัยของจีน ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปีนี้ ที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ ซึ่งในงานจะจัดแสดงภาพเขียนของศิลปินจีน ฟาง ลีจุน และหวาง กวางยี่ สองศิลปินสมัยนิยมของจีน ขณะที่กระแสเงินมากมายสะพัดเข้ามาในตลาดงานศิลปะทั่วโลก

เจี้ยน ผิง และ ไมเคิล โมเซส เป็นศิลปินชั้นนำในวงการงานศิลปะ จากนิวยอร์ก ยูนิเวอร์ซิตี้ ได้รวบรวมข้อมูลตัวเลขสถิติแสดงราคางานศิลปะร่วมสมัยกับงานศิลปะหลังสงครามโลก พบว่าราคาไปได้ดี และดีกว่าผลตอบแทนโดยรวมจากดัชนีเอสแอนด์พี 500 ตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และโมเซสชี้ว่าด้วยอัตราการเติบโตต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปีสูงกว่า 20% ซึ่งครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างปี 2528-2533
ทั้งนี้ คาร์ล ชไวเซอร์ หัวหน้าฝ่ายงานธนกิจด้านศิลปะจากยูบีเอสธนาคารสัญชาติสวิส กล่าวถึงแรงผลักดันยังขับเคลื่อนราคางานศิลปะให้สูงขึ้นว่ามีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นเพราะคนรวยยิ่งรวยมากขึ้น บรรดาคนรวยเหล่านี้สะดวกสบายมากขึ้น จากสินทรัพย์เป็นทางเลือกอย่างเช่น งานศิลปะ
ส่วนที่สองเป็นเพราะตลาดขณะนี้ขาดแคลนอุปทานเป็นงานศิลปะ ในตลาดงานศิลปะ มีผลงานของศิลปินคลาสสิกสมัยใหม่เพียงไม่กี่คน ที่มีผลงานระหว่างปี 2413-2493 และศิลปินหลังสงครามโลกบางส่วน ที่ผลิตผลงานคงทนมีคุณค่า และส่วนที่สามเกิดจากนักลงทุนบางราย เข้าไปลงทุนในงานศิลปะที่มีความเสี่ยงในตลาด ซึ่งเรียกขานกันทั่วไปว่า “ศิลปะเปียก” (wet art) ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นภาพวาดที่อยู่ในกรอบรูปเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดงานศิลปะตอนนี้หนาแน่นเกินไป ความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปทำกำไรจากการซื้อขายงานศิลปะ เป็นสิ่งไม่อาจต้านทานหรือหยุดนักเลงงานศิลปะบางรายได้ มีผู้คนในวงการงานศิลปะหลายรายเชื่อว่า ราคางานศิลปะจะยังสูงขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนหลายรายข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อเสาะหาลงทุนในงานศิลปะ ที่สำคัญนักลงทุนเหล่านี้ล้วนแต่กระเป๋าหนักเงินหนา

อย่างกรณีของนักลงทุนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เข้าไปซื้องานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสต์ของฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2523 และทุกวันนี้ปรากฏนักลงทุนหน้าใหม่มากมาย มาจากทั้งรัสเซีย จีน และหลายประเทศแถบละตินอเมริกา นักลงทุนหน้าใหม่เหล่านี้มีรสนิยมมากขึ้นในการสรรหางานศิลปะดีที่สุด
ขณะเดียวกันนักลงทุนหน้าใหม่ ยังเป็นผู้สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับงานศิลปะได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ดัชนีชี้วัดงานศิลปะ ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย และยังหาข้อมูลได้การจัดงานประกวดหรือออกร้านงานศิลปะ รวมทั้งการท่องอินเทอร์เน็ตดูเวบไซต์ต่างๆ เช่น Artprice.com
ในช่วงท้ายอีโคโนมิสต์สรุปว่า งานศิลปะไม่เพียงแต่จะเป็นสินทรัพย์จัดชั้นไว้เป็นพิเศษ แต่ด้วยสภาพคล่องทั่วโลกมีส่วนช่วยให้เม็ดเงินซึ่งเพ่งเล็งไปที่งานศิลปะ กำลังไหลเข้าไปหาการลงทุนในงานศิลปะที่มีศักยภาพ ที่ให้ผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *