‘ร.อ.สุชาติ’ บนเส้นทางสายใหม่

“ร.อ.สุชาติ” บนเส้นทางสายใหม่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มิถุนายน 2547 10:51 น.

1 | 2 หน้าถัดไป

ร.อ. สุชาติ เชาว์วิศิษฐ

การโยกย้ายตำแหน่งของ ร.อ. สุชาติ เชาว์วิศิษฐ ในปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ที่หลายต่อหลายคนประหลาดใจ เมื่อ ร.อ .สุชาติ เชาว์วิศิษฐ ลูกหม้อเก่าแก่ของกระทรวงการคลัง จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกได้ว่ากว่า 30 ปีจนเกษียณอายุราชการในปี 2540 ตลอดจนการเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ร.อ. สุชาติไม่เคยเดินออกจากกระทรวงการคลัง การโยกย้ายมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสายงานด้านเศรษฐกิจ แม้จะเป็นข้าราชการพลเรือนคนแรกที่มาจนถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังมีกระแสข่าววิพากวิจารณ์ว่าท่านเสียใจกับการโยกย้ายครั้งนี้ เท็จจริงจะเป็นอย่างไร จากกุนซือด้านการคลัง เมื่อต้องมากำกับดูแลเศรษฐกิจ ท่านวางหมากในการทำงานอย่างไร คำตอบทั้งหมดคือเหตุผลของการกลับมาอีกครั้งของ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ

จากที่ท่านเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบ 3 กระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจ ท่านได้วางนโยบายไว้อย่างไรบ้าง

ในส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือเรื่องราคาสินค้า อย่างเช่นเหล็กกับปูนราคาสูงขึ้นมาก เพราะฉะนั้นก็ให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยติดตามดูแล สำหรับราคาสินค้าทั่วไปนั้น เนื่องจากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการก็เป็นห่วงกันว่าพ่อค้าจะฉวยโอกาส แต่ก็ไม่มีผลเท่าไรนัก ราคาแทบไม่ได้ขึ้นเลย

สำหรับภารกิจด้านอื่นทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์ก็คือติดตามความเคลื่อนไหวเรื่อง FTA นั่นคือหน้าที่ผม ตามที่ได้ตกลงเจรากันแล้วผมต้องติดตามให้เป็นรูปธรรมเร็วที่สุด เพื่อประโยชน์แก่ผู้ค้าทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งโดยทั่วไปกระทรวงพาณิชย์ก็สามารถดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาคการส่งออกกำลังไปได้สวยมากๆ เพราะฉะนั้นด้านกระทรวงพาณิชย์จึงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

ส่วนด้านพลังงาน แน่นอนว่าที่กำลังฮือฮากันคือการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ซึ่งตัวผมเองจนวันนี้ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไรมากนัก ท่านรัฐมนตรีพรหมมินทร์ท่านดูแลรับผิดชอบอยู่ และกำลังเดินหน้าเจรจา พยายามสร้างความเข้าใจกันอยู่ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ทางกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนผมก็ได้คอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ผมก็ยินดี เพราะผมเคยเป็นบอร์ด กฟผ. อยู่เกือบ 10 ปี

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องดูแลกำกับด้วยนั้นท่านมีนโยบายอย่างไรบ้าง

สิ่งแรกที่สำคัญคือการวางทิศทางของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะผมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมมายาวนานพอสมควร ตั้งแต่สมัยที่ผมรับราชการเป็นซี 5 ซี 6 เป็นคณะ
กรรมการนโยบายอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งมีปัญหาอ้อยล้นตลาด รัฐบาลต้องชดเชยราคาอ้อย ซึ่งตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าต้องชดเชยหรือไม่อย่างไร

เมื่อครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งผมเป็นประธานกรรมการแก้ไขปัญหาอ้อย ซึ่งมีรัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม รัฐมนตรีเกษตรนั้น ผมได้หารือกันแล้วและเป็นมติที่ยอมรับกันแล้วว่าเราต้องจำกัดจำนวนอ้อย อย่าให้มากเกินไปนัก ถ้าเกินแล้วรัฐบาลต้องไม่รับผิดชอบ เพราะถ้าขืนรับผิดชอบอย่างในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่รู้เท่าไหร่ถึงจะพอชดเชยให้ชาวไร่อ้อย เพราะฉะนั้นปีนี้จึงมีมติออกมาว่าจะกำหนดปริมาณการผลิตอ้อยไว้ไม่เกิน 65 ล้านตัน ซึ่งในจำนวน 65 ล้านตัน ถ้ามีอะไรผิดเพี้ยนไปรัฐบาลจะรับผิดชอบให้ ซึ่งอันนี้ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาไปได้เปราะหนึ่ง

ส่วนภารกิจอีกด้านหนึ่งของกระทรวงอุตสาหกรรม ผมอยากเห็นทิศทางที่แน่นอนในการเดินไปข้างหน้า อย่างเช่นจะส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งโดยความคิดผมคือน่าจะมี congregation of power of force เพราะผมคิดว่าการที่เราทำหลายอย่างพร้อมกันมันก็เป็นเบี้ยหัวแตก อย่างวันนี้จุดแข็งเราอยู่ที่อุตสาหกรรมรถยนต์ซึ่งก็ดีแล้ว เราก็พยายามพิจารณาดูว่ายังมีส่วนไหนอีกบ้างที่เราจะเข้าไปสนับสนุนได้

ในด้านอุตสาหกรรมอย่างอื่นที่จะเน้นคืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า ก็อยากจะผลักดันให้มีการส่งออกได้มากขึ้น แน่นอนเราต้องพัฒนาคุณภาพของเรามากยิ่งขึ้นเพื่อให้ขายได้ อย่าลืมว่าในการแข่งกับตลาดโลกนั้น สินค้าทุกตัวจะต้องมีต้นทุนต่ำ คุณภาพดี ราคาถูก ถ้าเราจะแข่งกับทั่วโลกได้ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลักนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจุดอ่อนอยู่ตรงไหนเราต้องแก้ตรงนั้น
ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอมแพ้ ดันทุรังต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เป็นการบิดเบือนการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สมมุติสินค้าที่เราผลิตได้ถูกที่สุด 100 บาท แต่เมืองจีนเวียดนามผลิตได้ 60-70 บาท ถ้าเราพยายามแก้แล้วแก้ไม่ตก เราก็ต้องยอมรับแล้วทิ้งไป หาอุตสาหกรรมอย่างอื่นแทนดีกว่า เพราะถ้าขืนดันทุรังต่อไปก็เท่ากับรัฐบาลเอาเงินภาษีประชาชนมาจุนเจือให้ผู้ผลิต ซึ่งไม่ถูกหลักเศรษฐศาสตร์เลย ในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากเข้าไปดูแลว่ามีอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่เราควรจะ comparative advantage ซึ่งเราจะพยายามผลักดันต่อไป แต่ถ้าอุตสาหกรรมไหนที่เราไม่มีทางได้เปรียบหรือสู้เขาได้ก็ต้องยอมรับ และทำสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะไปได้ดีให้ดีที่สุด

การเข้ามาดูแล 3 กระทรวงหลัก คือกระทรวงพลังงาน อุตสาหกรรม และพาณิชย์ ท่านจะทำให้ทั้ง 3 กระทรวงนี้ประสานงานเชื่อมโยงกันอย่างไรได้บ้าง

เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือ กระทรวงพลังงานก็ส่งไฟฟ้าหรือน้ำมันให้อุตสาหกรรมนำไปใช้ เมื่ออุตสาหกรรมผลิตได้ พาณิชย์ก็ต้องช่วยขาย เพราะฉะนั้นจึงเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เกื้อกูลกันอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องประสานกันอย่างดี และไม่ใช่แค่ 3 กระทรวงนี้เท่านั้น ทุกอย่างที่ขึ้นอยู่กับ 3 กระทรวงนี้จะต้องประสานกันอย่างดีด้วยจึงจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นทั้งระบบ
ถ้าโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรม ท่านคิดว่าอุตสาหกรรมใดในขณะนี้ที่น่าส่งเสริมที่สุด

สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์คงไม่ต้องรีบเร่ง เพราะเขาเร่งของเขาอยู่แล้ว และเป็นอุตสาหกรรมที่มีทุนหนัก รัฐบาลแทบไม่ต้องช่วยเหลืออะไรมาก แต่อย่ามีอุปสรรคหรือเงื่อนไขให้เขาสะดุดเท่านั้นเอง ซึ่งคนที่เราต้องช่วยเหลือจริงๆ คือพวกเอสเอ็มอี

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *