รู้ไว้…สู้ภัยมะเร็งปอด

รู้ไว้…สู้ภัยมะเร็งปอด
• คุณภาพชีวิต
เหล้า-บุหรี่-อากาศเป็นพิษ ปัจจัยเสี่ยงก่อโรค

มะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากและเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ในประเทศไทย พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับในเพศชาย และพบเป็นอันดับ 4 ในเพศหญิง รองจากมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ

มะเร็งปอดพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะสูบบุหรี่ รวมทั้งผู้ที่สูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

มะเร็งปอด หมายถึง อุบัติการณ์ที่เซลล์ในปอดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีการเจริญเติบโตลุกลามรวมตัวกันเป็นกลุ่มเซลล์เนื้องอกที่มีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ (Tumor)

ความรุนแรงของมะเร็งปอดขึ้นอยู่กับการลุกลามแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็ง จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติหลายๆ อย่างตามมา ผู้ป่วยจึงควรให้ความสนใจและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

1. ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดจะมีความแตกต่างกันตามชนิดของเซลล์ที่เจริญเติบโตผิดปกติ และผลกระทบของเซลล์มะเร็งที่ผิดปกติต่ออวัยวะการทำงานของปอดในแต่ละส่วน ส่งผลให้การรักษามีความแตกต่างตามชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดมี 2 ชนิด ที่พบมากในประเทศไทย ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ตัวเล็ก (Non-small cell lung cancer; NSCLC) มะเร็งปอดชนิดนี้พบได้มากประมาณ 80% ของมะเร็งปอด แม้การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจะไม่รวดเร็วเท่ากับชนิดเซลล์ตัวเล็ก แต่ก็สามารถลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้เช่นกัน

อีกชนิดหนึ่งคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก (Small cell lung cancer; SCLC) เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบได้น้อย ประมาณ 20% ของมะเร็งปอดทั้งหมด แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงมาก โอกาสการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ มีมากถึง 70% เช่น อาจลุกลามไปที่กระดูกและสมอง เป็นต้น

2. สาเหตุของมะเร็งปอด

เป็นการยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า สาเหตุของการเกิดมะเร็งทุกชนิด เกิดจากความผิดปกติของยีนหรือการกลายพันธุ์ของยีน (Gene mutation) ยีนที่พบว่ามีความผิดปกติในมะเร็งปอด ได้แก่ EGFR gene (Epidermal growthfaor receptor), VEGF gene (vascular endothelial growthfaor), K- ras gene เป็นต้น

EGFR gene เป็นยีนที่มีบทบาทในการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ ถ้าเซลล์มะเร็งมียีนชนิดนี้มากกว่าปกติหรือมีการกลายพันธุ์ของยีนนี้ จะทำให้เซลล์มะเร็งสามารถเจริญเติบโต แบ่งตัว และมีการกระจายของโรคได้อย่างรวดเร็ว

VEGF gene เป็นยีนที่มีบทบาทในการสร้างเส้นเลือดใหม่ ถ้าเซลล์มะเร็งมี VEGF gene ผิดปกติ นั่นก็หมายถึงเซลล์มะเร็งมีความสามารถที่จะสร้างเส้นเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

3. ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น พันธุกรรม

ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ เช่น สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ เป็นต้น

ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ เป็นปัจจัยที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งปอด มีดังต่อไปนี้

1. บุหรี่ เป็นสาเหตุหลักและพบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญในการก่อให้เกิดความเสี่ยงของมะเร็งปอดในเพศชายและเพศหญิง แม้ว่าจะหยุดสูบบุหรี่ไปแล้ว แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่โดยการสูดดม (Second-hand Tobacco Smoke) ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดได้มากเช่นเดียวกัน

2. สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ การเจริญเติบโตของสังคมเมืองและอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ก่อให้เกิดก๊าซและมลภาวะทางอากาศมากมาย และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด เช่น

– แอสเบสทอส (Asbestos) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อน

– เรดอน (Radon) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น พบได้ทั่วไปตามแหล่งดินในธรรมชาติ หรือบริเวณที่มีแร่ยูเรเนียม ก๊าซดังกล่าวจะระเหยขึ้นมาจากดิน และเป็นสารก่อมะเร็งปอดได้

– สารอื่นๆ เช่น โครเมียม นิกเกิล ฝุ่นจากอุตสาหกรรมหนัก ไอสารระเหยน้ำมัน เขม่าควันต่างๆ รวมถึงมลภาวะทางอากาศที่ไม่บริสุทธิ์

3. โภชนาการที่ไม่เหมาะสม การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายลดลง ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดอีกด้วย

4. ขาดการออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดส่วนใหญ่มักขาดการออกกำลังกาย

5. ประวัติของการเกิดโรคที่ปอดหรือโรควัณโรค โดยมากมักพบว่า ผู้ที่มีปัญหาทางปอด หรือมีประวัติวัณโรคมาก่อนมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้มากกว่าคนทั่วไป

4. อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจเอ็กซเรย์ปอด แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการไอ ไอเป็นเลือด เหนื่อย อาการของปอดบวม เจ็บหน้าอก อาการของการน้ำท่วมปอด เสียงแหบ กลืนลำบาก และหน้าบวม เป็นต้น

อาการทั่วๆไปเป็นอาการที่เกิดขึ้นที่อวัยวะต่างๆ ที่โรคมีการแพร่กระจายไป เช่น ปวดศีรษะ อาเจียน ตาพร่ามัว (จากการกระจายไปสมอง) อาการปวดกระดูก เนื่องจากเซลล์มะเร็งกระจายไปยังกระดูก เป็นต้น

5. การวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด

ถ้าแพทย์สงสัยว่า ท่านอาจเป็นมะเร็งปอด ท่านต้องผ่านการตรวจหลายอย่าง ไม่มีการทดสอบอย่างหนึ่งที่อธิบายได้ทั้งหมด ต้องใช้หลายการทดสอบร่วมกัน เพื่อระบุชนิด บริเวณที่เป็น และขนาดของมะเร็ง ทั้งนี้ ผลการตรวจยังช่วยในการวางแผนการรักษาของแพทย์อีกด้วย

ผลการทดสอบบอกอะไร

ผลการทดสอบแต่ละอย่างของมะเร็งปอดช่วยให้ข้อมูลในหลายๆ ด้านประกอบกัน เมื่อดูทั้งหมดก็จะเผยให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนของโรคมะเร็งของท่าน รวมทั้งความรุนแรงของโรค เช่น มะเร็งของท่านเป็นชนิดเซลล์เล็กหรือไม่ใช่เซลล์เล็ก เกิดที่ไหน เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ มีการแพร่กระจายแล้วหรือยัง ด้วยรายละเอียดเหล่านี้ท่านและแพทย์จะสามารถร่วมกันวางแผนการรักษาได้

การแบ่งระยะของมะเร็งปอด

การแบ่งระยะของมะเร็งปอดเป็นการวัดว่า โรคได้ดำเนินไปถึงไหนระยะที่ 1 น้อยที่สุดเป็นระยะเริ่มต้น และระยะที่ 4 มากที่สุด เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายของโรค โดยพิจารณาจากปัจจัย 3 ประการนี้

– ก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่แค่ไหน (T-tumor)

– ต่อมน้ำเหลืองได้รับผลกระทบอย่างไร (N-node)

– มะเร็งแพร่กระจายหรือยัง (M-metastasis)

การตรวจโดยการถ่ายภาพ (Imaging tests)

ภาพถ่ายจากหลายๆ วิธีสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับปอดและก้อนเนื้องอกที่อาจมีอยู่ ภาพเหล่านี้ยังสามารถแสดงตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้องอกได้ การถ่ายภาพปอดด้วยรังสีเอ็กซ์ (Chest x-ray) เป็นวิธีธรรมดาที่สุดของการถ่ายภาพ

วิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้อีก คือ CT scan โดยเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการถ่ายภาพแบบ 3 มิติของร่างกาย ช่วยให้ตรวจพบก้อนเนื้อที่อาจไม่ปรากฏบนภาพเอ็กซเรย์ และ MRI เป็นวิธีใช้สนามแม่เหล็กที่มีกำลังสูง และใช้คอมพิวเตอร์เป็นการสร้างภาพที่ทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดมากขึ้น

ท่านอาจทำการถ่ายภาพกระดูก (Bone scan) เพื่อที่จะทราบว่า มีการแพร่กระจายของมะเร็งหรือยัง หรือการตรวจโดยการถ่ายภาพอื่นๆ เช่น ทำ PET scan (Positron Emmision Tomography) เป็นการตรวจหาเซลล์ที่มีเมตาบอลลิสม์ผิดปกติ โดยใช้น้ำตาลจับกับสารกัมมันตภาพฉีดเข้าไปทางหลอดเลือดดำ แล้วใช้ Radiotracer จับปริมาณกัมมันตภาพ

เซลล์ไหนที่มีเมตาบอลลิสม์สูงจะใช้น้ำตาลมาก เซลล์ที่ตายแล้วหรือเซลล์ปกติจะใช้น้ำตาลน้อย จะพบว่าก้อนมะเร็งนั้นมีกัมมันตภาพสูงกว่าก้อนเนื้อธรรมดา และสามารถตรวจได้ทั้งตัว PET Scan มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัย และช่วยติดตามผลการรักษามะเร็งปอดได้อย่างมาก

การตรวจชิ้นเนื้อ การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด คือ การได้ชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิ มีหลายวิธีดังนี้

Fine-needle aspiration จะใช้เข็มที่บางมากเจาะผ่านผนังทรวงอก เข้าปอดและเข้าก้อนเนื้อแล้วดูดเอาชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาจากก้อนเนื้อที่สงสัยส่งตรวจ วิธีนี้ทำภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อป้องกันอาการปวด ระหว่าง FNA แพทย์อาจจะต้องใช้ Ultrasound หรือ CT scan เพื่อช่วยในการหาตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับแทงเข็ม

Bronchoscopy (การส่องกล้องเข้าทางหลอดลม) วิธีนี้ทำโดยใช้กล้องส่องสอดเข้าทางปากหรือจมูกลงไปหลอดลม จากนั้นแพทย์จะได้ภาพโดยตรงของหลอดลมและท่อหลอดลมในปอด จนถึงก้อนเนื้อบริเวณนั้น จากนั้นจะดูดหรือตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้นมาเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป

Video-assisted thoracic surgery (VATS) การเจาะเอาชิ้นเนื้อมาตรวจด้วยวิธีนี้เป็นการนำเอา thoracoscope ที่มีทีวีช่วยส่งภาพให้เห็น เพื่อช่วยให้ทำการผ่าตัดเจาะเอาชิ้นเนื้อมาตรวจทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

Mediastinoscopy เป็นวิธีที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เพื่อใช้ในการหาระยะของมะเร็งซึ่งแพทย์จะทำการสอดกล้องเข้าทางรูเปิดเล็กๆ ที่ทำไว้ที่คอ จากกล้องจะสามารถมองเห็นต่อมน้ำเหลืองได้ และอาจตัดมาเพื่อเพื่อตรวจหามะเร็ง เพื่อดูว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือยัง และแพทย์อาจจะพิจารณาทำการผ่าตัดต่อไป

การตรวจหาความผิดปกติของยีน

การตรวจหาความผิดปกติของยีนจะทำเมื่อได้มีการวินิจฉัยจากการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาแล้วพบว่า เป็นโรคมะเร็งปอดชนิดใด การตรวจหาความผิดปกติของยีน และการศึกษาการกลายพันธุ์ของยีนนั้นมีความสำคัญต่อการพิจารณาในการวางแผนการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งที่มียีนที่ผิดปกติเท่านั้นที่เรียกว่า Targeted Therapy

6. แนวทางการรักษามะเร็งปอด

การรักษามะเร็งปอดนั้นต้องได้รับการรักษาตรวจวินิจฉัยชนิดของมะเร็งปอด รวมทั้งระยะของโรคก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก (Small cell lung cancer) แบ่งการรักษาออกได้เป็น 2 ระยะคือ

1.1 ระยะเริ่มต้นการค้นพบมะเร็ง (Limited-stage small cell lung cancer) มะเร็งระยะนี้ คือ ระยะที่พบว่า เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นที่บริเวณปอดข้างใดข้างหนึ่ง รวมถึงเนื้อเยื่อระหว่างปอด หรือใกล้ต่อมน้ำเหลือง การรักษาสามารถทำได้ดังนี้

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) พร้อมกับการฉายรังสี (Radiotherapy) เรียกว่า Concomitant Chemo Radiation

– การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและตามด้วยการฉายรังสี เรียกว่า Sequential Chemo-Radiation

– การผ่าตัดเซลล์มะเร็งปอดร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัดและการฉายรังสี

1.2 ระยะแพร่กระจายของมะเร็ง (Extensive-stage small cell lung cancer) มะเร็งระยะนี้จะมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปมากกว่าปอดข้างใดข้างหนึ่ง และอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายด้วย การรักษามะเร็งปอดในระยะนี้สามารถทำได้โดย

– การใช้ยาเคมีบำบัด

– การรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี

– การฉายรังสีที่อวัยวะอื่นของร่างกายที่มีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปและมีอาการ

– การรักษาแบบประคับประคองอาการ(Palliative care)

2. การรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ตัวเล็ก (Non-small cell lung cancer) เนื่องจากเซลล์มะเร็งชนิดนี้พบได้มาก การรักษาโดยส่วนใหญ่จึงเป็นการควบคุมป้องกันการแพร่กระจาย หรือการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งอาจจะรักษาให้หายขาดได้ในระยะเริ่มต้น การรักษามะเร็งปอดในระยะนี้ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยถึงระยะของโรคก่อน

วิธีการรักษามะเร็งปอด

1. การผ่าตัด (Surgery) คือ การผ่าตัดก้อนเนื้อเยื่อที่เติบโตผิดปกติที่ปอดและบริเวณต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงที่ช่องอกออกให้หมด อาจผ่าตัดออกเป็นกลีบหรือผ่าตัดปอดในแต่ละข้างออก การผ่าตัดเหมาะสมกับมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นที่ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก และยังไม่แพร่กระจายลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ

ไม่แนะนำวิธีการผ่าตัดกับเซลล์มะเร็งชนิดตัวเล็กเป็นวิธีแรกในการรักษาไม่ว่าระยะใดก็ตาม ภายหลังการผ่าตัดอาจทำให้การทำงานของปอดผิดปกติได้ในบางคน ซึ่งความผิดปกติอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน จึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด

2. การใช้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) คือ การรักษาโดยการใช้ยายับยั้งหรือทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงไปถึงเซลล์ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตได้เร็ว เช่น เส้นผม และเล็บ จึงอาจทำให้ผมร่วง นอกจากนี้ ยาเคมีบำบัดอาจกดระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาการข้างเคียงต่างๆ สามารถแก้ไขได้โดยคำแนะนำของแพทย์

วิธีการรักษาแบบนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีสมรรถภาพร่างกายไม่พร้อมกับการผ่าตัด โดยใช้ร่วมกับรังสีรักษา หรือการรักษาโรคมะเร็งในระยะที่มีการแพร่กระจาย ไปบริเวณข้างเคียงของปอดหรืออวัยวะอื่นๆ แล้ว ทั้งยังเป็นการรักษาเสริมภายหลังการผ่าตัดที่อาจมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

3. การฉายรังสี (Radiotherapy) คือ การใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นสูงฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง การฉายรังสีในระยะเวลาสั้นและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่อาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และหากการฉายรังสีเกิดขึ้นที่คอหรือกลางช่องอก ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอ กลืนอาหารหรือน้ำลำบาก

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ระคายเคืองผิวหนัง โดยทั่วไปอาการข้างเคียงดังกล่าวสามารถแก้ไขหรือลดความรุนแรงลงได้ เมื่อได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมจากแพทย์รังสีรักษา โดยปกติการฉายรังสีรักษาจะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้โดยจะให้การรักษาอย่างเดียว หรือร่วมกับเคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้ป่วย เช่น มะเร็งอุดหลอดลม มะเร็งกดเส้นเลือดดำ

4. การรักษาโดยยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) ปัจจุบันได้มีการพัฒนายาชนิดใหม่ที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อเซลล์ปกติ ผลคือ ให้ประสิทธิภาพสูงในการบำบัดและไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผมร่วง อ่อนเพลีย โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เหมือนยาเคมีบำบัด ทั้งยังไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลทำให้ผู้ป่วยและแพทย์สะดวกในการรักษาอย่างต่อเนื่อง

หลักสำคัญในการรักษาด้วยวิธีนี้คือ จะต้องทราบถึงชนิดของยีนที่มีความผิดปกติในเซลล์มะเร็งเสียก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้พิจารณาเลือกใช้ยาซึ่งมีความจำเพาะต่อยีนที่มีความผิดปกติ ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการรักษามากที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *