รู้เขา-รู้เรา ไม่พอ! ต้องรู้ลึก-รู้จริง

 รู้เขารู้เรา ไม่พอ ต้อง รู้ลึก รู้จริง

 

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เป็นคำพูดที่เราคุ้นหูเป็นอย่างมาก ไม่ว่าถามใครก็ดูจะเคยได้ยินถ้อยคำนี้  แต่เมื่อลองถามต่อไปว่า รู้เขารู้เรานั้นต้องรู้อะไรบ้าง จึงเพียงพอที่จะทำให้เรามั่นใจว่า รู้แล้วจะทำให้รบ ร้อยครั้ง ชนะ ร้อยครั้ง เราก็มักจะพบคำตอบที่ตอบไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งฟังแล้ว เหมือนต้องรู้ทุกเรื่อง สุดท้ายผู้ใฝ่ศึกษา ก็ไม่รู้ว่าแก่นของสิ่งที่เราต้องรู้นั้นมันคืออะไร สรุปก็คือเราไม่รู้เหมือนเดิม!

 ในตำราพิชัยสงครามซุนวูนั้น บทแรกว่าด้วยเรื่อง การประเมินสถานการณ์  ซุนวูให้ความสำคัญกับเรื่องของการประเมินสถานการณ์ โดยมีการระบุ ถึงห้าสิ่งพึงที่ประเมิน คือ

  1. มรรค (ธรรมาภิบาล)  คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม ซึ่งเน้นหนักที่ระบบคุณธรรม หากชาติรัฐใดที่มีระบบธรรมาภิบาลดี ประชาชนย่อมมีความเชื่อมั่นพ้องตรงกับรัฐบาล “ต่อให้ยากดีมีจนถึงเพียงใด ประชาชนก็ยินยอมพร้อมใจพลีกายถวายชีวิต”  สำหรับประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ ฝ่ายใดประชาชนพร้อมใจที่จะร่วมมือมากกว่า? 
  2. ฟ้า (สภาพแวดล้อม) หมายถึง เงื่อนไขใดๆ ก็ตามที่สามารถเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา โดยที่เราควบคุมโดยตรงไม่ได้  อันส่งผลให้เกิดขอบเขตขีดจำกัดกับตัวเรา เช่น ธรรมชาติ สภาพดินฟ้าอากาศ ฤดูกาลต่างๆ สำหรับประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ ฝ่ายใดได้เปรียบในเรื่องดินฟ้าอากาศ?
  3. ดิน (สถานการณ์) หมายถึง พื้นที่ที่เป็นสนามรบจริง ซึ่ง ระยะทางใกล้ไกล สภาพภูมิประเทศ และความยากง่ายต่อการเข้าถึงของพื้นที่จะมีผลในการกำหนด สถานการณ์ ความยาก ง่าย ในการดูแลพื้นที่สนามรบของเรา สำหรับประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ ฝ่ายใดได้เปรียบในเรื่องภูมิประเทศ?
  4. แม่ทัพ (ความเป็นผู้นำ) หมายถึง คุณสมบัติในตัวแม่ทัพ ผู้จะนำทัพจับศึก ซึ่งพึงมี อันได้แก่ ภูมิปัญญา ความมั่นอกมั่นใจ ความเมตตา ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ และความกล้าหาญชาญชัย สำหรับประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ ฝ่ายใดมีแม่ทัพเหนือกว่า?
  5. กฎ (ระเบียบวินัย) หมายถึง รูปแบบองค์กร ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ ซึ่งเน้นหนักในเรื่องของระบบการให้คุณให้โทษ การจัดส่งเสบียงกรัง และกำลังหนุน สำหรับประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ ฝ่ายใดเหนือกว่าในด้านระเบียบวินัย? , ฝ่ายใดมีระบบพระเดช-พระคุณที่ยุติธรรมกว่า?, กองทัพฝ่ายใดมีขีดความสามารถเหนือกว่า? , ฝ่ายใดมีกำลังพลที่ฝึกมาดีกว่า?

 

แต่เนื่องจากตำราพิชัยสงครามในอดีต เขียนขึ้นบนพื้นฐานของการทำสงคราม ดังนั้นการจะนำความรู้เหล่านี้มาใช้ จำเป็นต้องแปลงรหัส มาสู่แนวคิดที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งการศึกษาทางวิชาการของฝั่งตะวันตกในเรื่องการประเมินสถานการณ์ สามารถแบ่ง การประเมินสถานการณ์ได้เป็นสองส่วน คือ การประเมินสถานการณ์ภายนอก (External Environment Analysis) และประเมินสถานการณ์ภายใน (Internal Environment Analysis) โดยที่
 

  1. การประเมินสถานการณ์ภายนอก (External Environment Analysis) จะวิเคราะห์ประเด็นที่มีผลต่อตัวเรา แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งประเด็นเหล่านี้ จะเรียกอย่างย่อว่า  SPELT หรือ บางที่ก็เรียก PEST  ซึ่งตัวย่อเหล่านี้ประกอบด้วย S = Social (สังคม) , P = Politics (การเมือง) , E = Economics (เศรษฐกิจ),     L = Laws (กฎหมาย) , T = Technology (เทคโนโลยี) และขอเพิ่มเติม Environment (สิ่งแวดล้อม) เข้าไปรวมในหัวข้อ นี้สักหน่อย เพราะปัจจุบันมีการเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงบ่อย และสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เหล่านั้นเป็นอย่างมาก ซึ่งภัยธรรมชาติเหล่านี้ แม้ว่าจะนำภัยคุกคามมาให้ก็ตาม แต่บางทีก็มีโอกาสในสถานการณ์เหล่านี้เช่นกัน  
  2. การประเมินสถานการณ์ภายใน (Internal Environment Analysis) จะเป็นการประเมินปัจจัยที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย และมักจะนำ Porter’s Five Forces มาช่วยในการประเมินสถานการณ์ภายใน โดยที่ Porter ได้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ในประเด็นดังต่อไปนี้ คือ

2.1          ข้อจำกัดในการเข้าสู่อุตสาหกรรมของคู่แข่งขันรายใหม่ (Threat of New Entrants or Potential Competitors/ The risk of new competitors entering the industry)

2.2          การมีสินค้าหรือบริการที่สามารถทดแทนกันได้ (Threat of Substitute Products or Service/ The threat of potential substitutes)

2.3          อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ (The bargaining power of buyers)

2.4          อำนาจต่อรองของผู้ขายวัตถุดิบ (The bargaining power of suppliers)

2.5        ความรุนแรงของสภาวะการแข่งขันระหว่างองค์กรธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน (The degree of rivalry between the existing competitors/ Intensive of Rivalry Among Existing Competitors) และในหัวข้อนี้ จะมีการวิเคราะห์ตัวเอง กับ คู่แข่ง ซึ่งเครื่องมือที่เรานำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวเรา หรือ คู่แข่งนั้น มีเครื่องมือหลายตัวมาก แต่ถ้าจัดให้ใกล้เคียงตามแนวคิดซุนวูแล้ว เราต้องใช้เครื่องมือ 7’S Mckinsey มาใช้ในการวิเคราะห์ ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ คือ

1)              Structure (โครงสร้าง) ศึกษาเกี่ยวกับ โครงสร้างองค์กร สายการบังคับบัญชา บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ

2)              System (ระบบ) ศึกษาเกี่ยวกับ ระบบต่างๆในองค์กร เช่น ระบบการผลิต ระบบควบคุมคุณภาพ ระบบการเงิน ระบบฐานข้อมูล และระบบการวัดผลงาน เป็นต้น

3)              Strategy (กลยุทธ์) ศึกษาเกี่ยวกับ ทิศทาง และ กลยุทธ์ที่จะสร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างยั่งยืน

4)              Staff ( บุคลากร) ศึกษาเกี่ยวกับ ขวัญกำลังใจ ทัศนคติ แผนการพัฒนา และฝึกอบรม รวมถึงระบบจูงใจพนักงาน

5)              Skill (ทักษะ) ศึกษาเกี่ยวกับ ทักษะขององค์กร และของคนในองค์กร ที่ทำได้ดี

6)              Style (สไตล์) ศึกษาเกี่ยวกับ ความเป็นผู้นำ และรูปแบบการจัดการของผู้บริหารองค์กร

7)              Shared Value (ค่านิยมร่วม) ศึกษาเกี่ยวกับ วัฒณธรรมองค์กร ความเชื่อของคนในองค์กร                      

                        จากแนวคิดของผู้เขียนเอง หากเรานำ SPELT, Porter’s Five Forces และ 7’S Mckinsey มาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับแนวคิดของการประเมินสถานการณ์จาก ห้าสิ่งพึงประเมิน ของซุนวูแล้ว พบว่า สามารถจับกลุ่มได้ประมาณนี้ คือ 

แนวคิดซุนวู แนวคิดจากการศึกษาทางวิชาการฝั่งตะวันตก
มรรค (ธรรมาภิบาล) ศึกษาเกี่ยวกับ : Shared Value (ค่านิยมร่วม), Staff ( บุคลากร)
ฟ้า (ธรรมชาติ) ศึกษาเกี่ยวกับ : SPELT
ดิน (สถานการณ์) ศึกษาเกี่ยวกับ : Porter’s Five Forces
แม่ทัพ (ความเป็นผู้นำ) ศึกษาเกี่ยวกับ : Style (สไตล์), ) ,Strategy (กลยุทธ์)
กฎ (ระเบียบวินัย) ศึกษาเกี่ยวกับ  Structure (โครงสร้าง), System (ระบบ) , Skill (ทักษะ)

 
                        ซึ่งจะพบว่า มีการสอดคล้องไปด้วยกันได้ และหากท่านเป็นผู้ศึกษาปรัชญา แนวคิดตะวันออกแล้ว จะพบว่า ปรัชญาตะวันออกนั้นจะสั้นๆ แต่กินใจความ ขอบเขต กว้างใหญ่มาก ทำให้หลายคน แม้อ่านคัมภีร์เล่มเดียวกัน แต่ตีความ และจินตนาการได้ไม่เท่ากัน แม้ขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ ก็ยังรู้สึกได้ว่า ความรู้ทางวิชาการ ยังไม่ละเอียดมากพอที่จะนำมาใช้บรรยายสิ่งที่ ซุนวูต้องการสื่อ แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีความรู้ทางวิชาการมาช่วยขยายความแนวคิดของอัจฉริยบุคคล ก็ย่อมทำให้บุคลคลธรรมดาอย่างเรา เข้าใจความคิดที่ลึกซี้งได้มากขึ้น สุดท้ายความรู้ที่เกิดจากการตกผลึกทางความคิด แม้เวลาผ่านไปร่วมหลายพันปี ก็ยังคงทรงคุณค่าเจิดจรัสเหมือนดังเดิม

 

อ้างอิง :

1)      ผลิน ภู่เจริญ . การจัดการธุรกิจร่วมสมัย: กรอบแนวคิดใหม่ทางการจัดการในการสร้างและพัฒนาพลวัตในการแข่งขัน. บริษัท เอกพิมพ์ไท ,2547

2)      แกรี่ แกเกลียดิ . ตำราพิชัยสงครามซุนวู .บริษัท เอ.อาร์.บิซิเนส เพรสจำกัด  ,2548

3)      แกรี่ แกเกลียดิ . 306 ยุทธบริหาร .บริษัท เอ.อาร์.บิซิเนส เพรสจำกัด  ,2549

4)      http://th.wikipedia.org

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *