รู้จัก “ความดันโลหิตสูง” หัวขบวนสู่โรคร้าย

รู้จัก “ความดันโลหิตสูง” หัวขบวนสู่โรคร้าย
• คุณภาพชีวิต
เสี่ยงหัวใจวาย ล้มเหลว หลอดเลือดในสมองแตก

เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์สุขภาพความดัน (Healthy BP Club) และบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้วิจัยและผลิตเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง เพื่อช่วยเหลือชาวไทยให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุดมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสัมมนา “ควบคุมความดันเรื่องสำคัญของหัวใจ” ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายของโรคความดันโลหิตสูง รู้จักวิธีป้องกัน และใส่ใจดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง รู้จักวิธีป้องกัน และใส่ใจดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง

โดยภายในงานมีบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ตรวจวัดความดันโลหิตสูง แนะนำการควบคุมความดันด้วยสารพันวิธี โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย พ.ญ.วิไล พัววิไล เลขาธิการสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย และ น.พ. ถาวร สุทธิไชยากุล กรรมการกลางสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย พร้อมร่วมฝึกการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบบชี่กง โดย อ.หยาง เผย เซิน จากศูนย์ชี่กงเพื่อสุขภาพ และสนุกกับเกมสุขภาพชิงรางวัลมากมาย โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 200 คน ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน ถ.รัชดาภิเษก

พ.ญ.วิไล พัววิไล เลขาธิการสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ติดต่อ บางคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย หลายคนจึงมองข้าม ไม่คิดว่าโรคความดันโลหิตสูงเป็นอันตราย และไม่ใส่ใจดูแลควบคุมความดันโลหิตอย่างจริงจัง ทำให้ความดันโลหิตสูงกลายเป็นเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยในอันดับต้นๆ เนื่องจากความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ ภาวะหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว เส้นหลอดเลือดแดงในสมองแตก นอกจากนี้ ยังนับว่าเป็นหัวขบวนของการเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา เพราะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้หลอดเลือดแดงที่หัวใจตีบ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดหลอดเลือดแดงสมองตีบตันจนเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตอีก และยังทำให้เป็นโรคไตเรื้อรัง เป็นต้น

โดยปกติความดันโลหิตของคนเราจะเพิ่มสูงขึ้นปีละประมาณ 0.5-1 มม.ปรอท ดังนั้น ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง จึงพบบ่อยในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่มากกว่า 90-95% มักจะไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ภาวะอ้วน พฤติกรรมการกินอาหารเค็ม ไม่ออกกำลังกาย และภาวะเครียด เป็นต้น

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่บางคนไม่มีอาการแสดงของโรค ถ้ามีอาการ เช่น มีอาการปวดศีรษะตอนเช้า แม้ว่าตอนกลางคืนนอนหลับดี หรือในบางคนอาจจะพบว่า ปวดศีรษะแบบมึนงง หรือปวดแบบตื้อๆ เวียนศีรษะเมื่อเครียดหรือนอนไม่หลับ เหนื่อยง่ายผิดปกติ แน่นหน้าอก ให้รีบพบแพทย์ เพราะความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมให้อยู่ในระดับเป้าหมาย คือ ค่าตัวล่างต่ำกว่า 90 มม.ปรอท และค่าตัวบนต่ำกว่า 140 มม.ปรอท จะทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะหัวใจ สมอง ไต และตา เป็นต้น เพราะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นานจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาขึ้นและรูหลอดเลือดเล็กลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลง ทำให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานหนักขึ้นและถูกทำลาย หากรุนแรงก็อาจทำให้เสียชีวิตโดยฉับพลันได้จากโรคดังกล่าวข้างต้น

จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าคนปกติเพิ่มขึ้น 3 เท่า มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น6 เท่า และมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตได้มากกว่าคนปกติเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวายได้ เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือแตก 20-30% และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10% แต่ในทางตรงกันข้ามผลการศึกษาทางการแพทย์ระบุว่า หากสามารถคุมความดันโลหิตสูงให้อยู่ในระดับเป้าหมายหรือต่ำกว่า 140 /90 มม.ปรอท จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะอัมพฤกษ์-อัมพาตลงได้ 35-40% ลดการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวได้มากกว่า 50% และช่วยลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ 20-25% ในผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงและมีโรคอื่นร่วมคือ เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง เป็นอัมพาตแล้ว มีกล้ามเนื้อหัวใจตายไปแล้ว เป้าหมายความดันโลหิตควรต้องต่ำกว่า 130/80 ม.ม.ปรอท

การควบคุมความดันโลหิตสูงให้อยู่ในระดับเป้าหมายสามารถทำได้โดยลดอาหารเค็มและลดการรับประทานเกลือโซเดียม หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักถ้าอ้วน ส่วนการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยอาจช่วยลดความดันโลหิตตัวบนได้บ้าง แต่ พ.ญ.วิไล ไม่แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์กดการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจล้มเหลวเลวลงในผู้ที่มีหัวใจเริ่มจะล้มเหลว นอกจากนี้ ผู้ที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ แอลกอฮอล์ยังกระตุ้นหัวใจให้เต้นผิดจังหวะมากยิ่งขึ้น และแอลกอฮอล์ยังทำให้ตับอักเสบเลวลง รวมความแล้วแอลกอฮอล์ให้ผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดี จึงไม่แนะนำให้ดื่ม
ผู้ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่แนะนำแล้วความดันโลหิตยังสูงอยู่ ควรต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งซึ่งมีหลายชนิด แพทย์จะเลือกสั่งยาตามความเหมาะสม ที่สำคัญต้องพบแพทย์ตามนัดและกินยาลดความดันโลหิตอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อย่าหยุดยาเองเป็นอันขาด ถึงแม้ความดันจะไม่สูงแล้ว เพราะถ้าหยุดยาเองความดันโลหิตจะขึ้นสูงอีก อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

“ปัจจุบันคนไทยเราโดยเฉพาะวิถีชีวิตคนเมืองที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ มักจะไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง การหลีกเลี่ยงอาหารเค็มจึงเป็นไปได้ยาก สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องรับประทานอาหารนอกบ้านหรือซื้ออาหารสำเร็จ ควรหลีกเลี่ยงอาหารน้ำที่ต้องปรุงรสเค็มเพิ่ม เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ เกาเหลา แกงจืด รับประทานผัก ผลไม้มากๆ เพราะมีแร่ธาตุโปแตสเซียม ไฟเบอร์ (กากใย) จำนวนมาก (หลีกเลี่ยงผลไม้ที่หวานจัด เช่น ทุเรียน) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าอ้วนให้ลดน้ำหนัก ลดเครียด และหยุดสูบบุหรี่ เป็นต้น” พ.ญ.วิไล กล่าวสรุป

ปัจจุบันนี้มีศูนย์สุขภาพความดัน (Healthy BP Club) ซึ่งก่อตั้งโดยความสนับสนุนของบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด และได้รับความร่วมมือจากกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเป้าหมายในระยะยาว ปัจจุบันศูนย์ฯ มีสมาชิกมากกว่า 6,000 คน โดยสมาชิกทุกท่านจะได้รับจดหมายข่าวข้อมูลความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงและนวัตกรรมการดูแลรักษาที่น่าสนใจ และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *