รู้จักตลาดการเงิน

รู้จักตลาดการเงิน
ผู้เขียน: ฝ่ายวิจัยและพัฒนา AFET
แหล่งเผยแพร่: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน 16 มกราคม 2551

เมื่อพูดถึงการลงทุนโดยทั่วไปท่านจะนึกถึงการลงทุนอะไร การฝากเงินไว้กับธนาคาร การลงทุนในหุ้น การลงทุนในพันธบัตร และการลงทุนในกองทุน แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่อาจจะยังค่อยไม่รู้จักและถือเป็นเรื่องใหม่ นั่นคือ การลงทุนในตลาดล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินหรือเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ ในคอลัมน์ “Commodity Corner” นี้ จะพูดถึงการลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) และก่อนที่จะพูดถึงการลงทุนใน AFET นั้น จะขอพูดถึงภาพรวมของตลาดการเงินทั่วโลกว่าเป็นอย่างไร
ตลาดการเงินของโลกนั้นจะมีความสลับซับซ้อนมาก จะเห็นได้จากตลาดการเงินภายในประเทศ ระหว่างประเทศ และการไหลเวียนของเม็ดเงินลงทุนในตลาดโลกที่หมุนเวียนเข้าออกผ่านตลาดการเงิน (Financial Market) หลายประเภท ซึ่งแยกออกคร่าวๆ ได้ 5 ตลาดดังนี้
1. ตลาดทุน (Equity Market) เช่น ตลาดหุ้น ตลาดนี้ทุกท่านคงทราบรายละเอียดกันดีอยู่แล้ว
2. ตลาดตราสารหนี้ (Fixed Income and Debt Market) เช่น พันธบัตรต่างๆ ทั้งรัฐบาลและเอกชน รวมถึงการซื้อขายอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Derivative) ที่มีการซื้อขายกันในตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ และผ่านทางธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เจ้าตัวหลังนี้นักลงทุนไทยอย่างเราๆ ไม่สามารถลงทุนได้โดยตรงครับ
3. ตลาดปริวัติเงินตรา (Foreign Exchange Market) ตลาดนี้ไม่ได้หมายถึงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามโต๊ะแลกเงินเฉยๆ เท่านั้น นะครับ แต่หมายถึงการซื้อขายเงินสกุลต่างๆ ผ่านนายหน้าหรือโบรกเกอร์ เช่น การซื้อขายหุ้น ซึ่งในต่างประเทศนักลงทุนสามารถซื้อขายคู่สกุลเงินผ่านโบรกเกอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลาดนี้อาจทำให้นักลงทุนมือใหม่หัวใจวายกันได้ง่ายๆ เนื่องจากเป็นตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว และเป็นการลงทุน แบบ High Leverage หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ท่านสามารถซื้อขายเงินตราได้ถึง 50 หรือ 100 เท่าของเงินลงทุน ทั้งนี้ สถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยมีการทำธุรกรรมประเภทนี้ (แต่ไม่มี Leverage) ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย
4. ตลาดคอมมอดิตี้ (Commodity Market) ตลาด Commodity เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศไม่น้อยไปกว่าตลาดหุ้นเลยทีเดียว โดยจากแง่มุมของตลาดการเงินในที่นี้ จะหมายถึงตลาดซื้อขายอนุพันธ์ประเภทสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures ที่ใช้ราคาอ้างอิงจากสินค้าต่างๆ เช่น ทองคำ หรือ น้ำมัน ฉะนั้นหากพูดถึง Commodity Market แล้วเราจะหมายถึงตลาด Commodity Futures นั่นเอง การลงทุนในตลาดนี้เป็นการลงทุนแบบมี Leverage เช่นกัน ซึ่งปกตินักลงทุนจะลงทุนได้ประมาณ 20 – 30 เท่าของเงินต้น ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ลงทุน ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถลงทุนใน Commodity สินค้าเกษตรได้โดยตรง ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ซึ่งในปัจจุบันเปิดให้มีการซื้อขาย Commodity 3 ประเภท ประกอบด้วย ยางพารา ข้าว และ มันสำปะหลัง
5. ตลาดเครดิต (Credit Market) ตลาดนี้มีความแตกต่างจากตลาดการเงินอื่นๆ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น เพราะการลงทุนใน Credit Market นั้น เป็นการซื้อขายความเสี่ยง อีกทั้งยังเป็นการลงทุนในอนุพันธ์ล้วนๆ และมีการลงทุนซื้อขายกันในตลาดโลกระหว่างสถาบันการเงินต่างๆ เท่านั้น นอกจากนี้ Credit Derivative เป็นอนุพันธ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าอนุพันธ์ประเภทอื่นทำให้ยากต่อการประเมินราคาหรือการบริหารความเสี่ยง
ตลาดการเงินทุกประเภทที่กล่าวมานั้นล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์กับเงินบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคายางพาราที่ซื้อขายในตลาด AFET และอีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือ วิกฤติ Sub-Prime ในตลาดสินเชื่อของสหรัฐฯ ด้วยความยากในการประเมินราคาของ Credit Derivatives ดังนั้น เมื่อตลาดเงินกู้ความน่าเชื่อถือต่ำ (Sub-Prime Lending) ประสบปัญหา ราคาของอนุพันธ์ประเภทนี้ (CDO, CDS) จึงปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สถาบันการเงินทั่วโลกต้องลดสัดส่วนการลงทุนเพื่อนำไปชดเชยความเสียหายและสำรองต่อความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบด้านลบต่อตลาดการเงินในประเทศไทย
ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุน จึงควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน เพื่อทำให้ท่านสามารมองหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งในสัปดาห์หน้านั้น เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับตลาดล่วงหน้าในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ตลาด AFET และตลาด TFEX รวมทั้งมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากันครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *