รุ่น ‘เตี่ย’กับ ‘เสี่ย’ ‘รอยต่อ’ ธุรกิจสองเจนฯ

รุ่น “เตี่ย” กับ “เสี่ย” “รอยต่อ” ธุรกิจสองเจนฯ

อรรถพงษ์ สกุลศรีประเสริฐ
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่มีธุรกิจของครอบครัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ “รุ่นเตี่ย” ที่ต้องการหาคนมาสืบทอดกิจการ หรือว่าเป็น “รุ่นเสี่ย” ที่กำลังมองว่าอนาคตจะทำอะไรดี ยังลังเลว่าจะทำธุรกิจครอบครัว หรือจะไปทำงานในบริษัทโก้ๆ ใส่สูทผูกไท เลิกงานก็ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ท่านควรอ่านบทความฉบับนี้อย่างที่สุดครับ

ผมอยากเอาประสบการณ์จริงๆ และตรงๆ ของการบริหารธุรกิจครอบครัวของผมเองมาเล่าให้ฟังว่าเป็นอย่างไร โดยผมจะเล่าในมุมมองของเสี่ยว่าเขาคิดอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร แล้วเราจะเอาหลักสูตรการบริหารธุรกิจแบบไหนมาทำให้ธุรกิจราบรื่นไปได้ด้วยดีครับ

ผมตั้งใจจะทำเป็นหลายๆ ตอน อยากลองทำแข่งกับหนังเกาหลีดูซิว่ามันจะฮิตได้บ้างรึเปล่า สำหรับบทความนี้ ขอพูดเกี่ยวกับการปรับหรือจูนทัศนคติของอาเสี่ยทั้งหลายก่อนครับ

เริ่มต้นด้วยความที่ผู้เขียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่สอนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนละครับว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีนักศึกษาที่เป็นบรรดาลูกพ่อค้าวาณิช ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากเข้ามาเรียน ดังนั้นข้อมูลที่กล่าวต่อไปก็มาจากประสบการณ์ที่คอยเฝ้าสังเกตมาว่าพฤติกรรมของเสี่ยๆ ทั้งหลาย เป้าหมายของเขาเหล่านั้นเป็นอย่างไร อยากเป็นอะไรในอนาคต

ต้องบอกไว้อย่างนี้ครับ ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เหมาะรวมว่าเสี่ยทุกคนต้องเป็นอย่างนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ แต่จากการสัมผัสมุมมองของรุ่นเสี่ยส่วนใหญ่ตอนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ก็ต้องการที่จะเข้าทำงานในบริษัทที่ใหญ่ๆ โตๆ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทข้ามชาตินี่จะได้รับความนิยมมากๆ

สาเหตุนะเหรอ ก็ทำแล้วมันรู้สึกเท่ ภาระหน้าที่ก็จบกันหลังเลิกงาน มีเพื่อนมากขึ้น ได้พบปะผู้คนมากมาย บางคนที่เป็นผู้ชายอาจจะหากิ๊กใหม่ได้อีกเป็นโหล น้อยคนมากเลยครับที่จะมองธุรกิจครอบครัวเป็นลำดับแรกในการที่จะเข้ามาบริหาร เพราะมองว่าการทำธุรกิจครอบครัวมันไม่ค่อยโก้ ภาระหน้าที่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นจะทำอย่างไรในการที่จะทำให้อาเสี่ยทั้งหลายมีมุมมองในการมีแรงจูงใจในการเข้ามาทำกิจการของครอบครัว

ในส่วนของเตี่ยผมแนะนำอย่างนี้ครับว่า ประการแรก เตี่ยควรจะทำความเข้าใจประเด็นที่ผมได้กล่าวมาแล้วว่ามุมมองของเสี่ยเป็นอย่างไรบ้าง ในเมื่อเขาต้องการไปทำงานกับบริษัทข้างนอกก็ไม่เป็นไร ก็ลองให้เข้าไปทำดูเพื่อให้เขาได้เอาประสบการณ์ข้างนอกมาปรับใช้ในธุรกิจของครอบครัวได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้จะได้รู้ซึ้งถึงคำว่า “ลูกจ้าง-ลูกน้อง” เป็นอย่างไร ต่อไปมาเป็นนายคนอื่นจะได้มีการปกครองลูกน้องได้ดีขึ้น

ประการที่สอง เตี่ยควรสร้างแรงจูงใจในการที่จะกระตุ้นให้เขาเข้ามาทำกิจการ เช่น ระหว่างที่เรียนก็ลองให้เขาเข้ามาสัมผัสกับธุรกิจครอบครัว ลองมอบหมายงานในองค์กรให้เขาได้ทำ ให้อิสระในการตัดสินใจเริ่มจากโครงการเล็กๆ และเตี่ยก็เป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ

หากเขาทำโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ เราควรมีการชมเชยและของรางวัลให้เขา เขาจะรู้สึกว่าภูมิใจและมีความต้องการที่จะสืบสานธุรกิจนี้ต่อไป ในกรณีเสี่ยทำงานผิดพลาด ก็อย่าไปต่อว่าเขาเมื่อผิดพลาด ควรให้กำลังใจและปลอบเขาว่ามันไม่มีใครที่มันจะเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอก แล้วกระตุ้นให้เขาเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นประสบการณ์ในการแก้ตัวครั้งต่อไป

ประการที่สาม เป็นข้อแนะนำที่คุณสถิตย์พงษ์ พรประภา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท เอส.พี.ซูซูกิ ได้เคยแนะนำเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจครอบครัว ระหว่างรับประทานอาหารกับท่าน

ท่านบอกว่า ถ้าหากต้องการให้เสี่ยเข้ามาบริหารกิจการ เราควรให้บริหารแยกออกมาอีกส่วนหนึ่งเป็นอิสระจากกัน หมายความว่า หากเป็นธุรกิจค้าปลีก เตี่ยดูแลสาขาหนึ่ง เราก็ควรให้เสี่ยไปบริหารอีกสาขาหนึ่ง

เพราะอะไรหรือครับ ก็เพื่อไม่ให้มาทะเลาะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย และเพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองของเสี่ยด้วยว่าไอ้ตำรับตำราที่เรียนมาจะมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ยังเป็นส่วนช่วยในการบริหารความเสี่ยงอีกด้วย หากการบริหารจัดการของที่ใดที่หนึ่งไม่ดี ก็จะไม่กระทบธุรกิจครอบครัวทั้งหมด แยกสาขากันยังช่วยให้เสี่ยรู้จักบริหารงานเองอีกด้วย เพราะมีความรู้สึกเป็นผู้ประกอบการ รอคำสั่งใครไม่ได้ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ลองถ้าอยู่สาขาเดียวกับเตี่ยสิครับ จะบริหารงานแบบลูกแหง่เลยก็ว่าได้

ในกรณีที่ไม่ใช่ธุรกิจค้าปลีก เตี่ยก็อาจจะเปิดบริษัทลูกให้เสี่ยบริหารก็ได้ครับ ลองเปิดแข่งกันดีว่าบริหารแบบเสี่ยหรือเตี่ยจะเจ๊งก่อนกัน ไม่ใช่ครับ เจ๋งกว่ากัน

ประการที่สี่ เตี่ยควรสร้างคะแนนสงสารให้เสี่ยเห็นใจครับ เป็นวิธีที่นิยมกันมากในหมู่เตี่ยๆที่เขาชอบใช้กัน เทคนิคนี้ผมจะได้ยินบ่อยในวงแชร์ของพ่อผมครับ จะมีคนเปิดประเด็นว่าลูกไม่ยอมมาช่วยบริหารงานจะทำอย่างไรดี ส่วนใหญ่ที่เตี่ยๆ แนะนำเพื่อนจะพูดคล้ายๆ กันว่า ให้ไปบอกมันว่า “เนี่ยถ้าเอ็งไม่มาช่วยกิจการของครอบครัวแล้วใครจะมาช่วย หรือเอ็งอยากจะได้ชื่อว่าธุรกิจครอบครัวที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานหลายสิบปีจะมาสิ้นสุดที่เอ็ง” ดูแล้วน่าเห็นใจมากครับ ลูกทุกคนร้อยทั้งร้อยก็ต้องคิดตรึกตรองไม่มากก็น้อยครับ

ฉบับนี้ก็พอแค่นี้ก่อนสำหรับมุมมองของเตี่ย ที่จะมีวิธีการอย่างไรในการปรับทัศนคติของเสี่ยให้อยากเข้ามาดำเนินกิจการของครอบครัวครับ

ที่มา : http://www.bangkokbizweek.com/

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *