‘รีไซเคิล’ เกมเล็กของธุรกิจยักษ์

“รีไซเคิล” เกมเล็ก ของธุรกิจยักษ์

ผู้คนทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับวิธีการคัดแยก และนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “รีไซเคิล” เป็นอย่างดี แต่น้อยคน หรือน้อยธุรกิจนักที่จะหันมารณรงค์ในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง จนถึงกับวางเป็นนโยบายหลักในการบริหารจัดการองค์กร
รอบหลายปีที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มทบทวนนโยบาย “รีไซเคิล” อย่างจริงจัง และเป็น “เป้าหมาย” ขององค์กรที่ต้องปฏิบัติตามให้ได้
แม้ว่ากระบวนการรีไซเคิลขยะสร้าง “กำไร” คืนสู่บริการไม่มากนัก แต่เมื่อเทียบกับความรู้สึกของผู้บริโภค ที่ยังคุกรุ่นด้วยกระแส “สิ่งแวดล้อม” และภาพลักษณ์ของแบรนด์ องค์กรหลายแห่งมองว่า นั่นคือการลงทุนที่ “คุ้มค่า”
วันนี้คำว่ารีไซเคิลจึงกลับมาฮิตติดลมบนอีกครั้งหนึ่ง
บริษัท เจเนอรัล มิลส์ ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปรายใหญ่ของโลก ได้ใช้เวลากว่า 2 ปีแล้วในการริเริ่มโครงการคัดแยกขยะ ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตร่วมหลายร้อยตัน และขยะเหล่านั้นได้ถูกแปรสภาพให้เป็นกำไร ด้วยการนำเศษของพืชผลทางการเกษตรภายหลังจากแปรรูปแล้วนำไปเผา และเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานเพื่อการผลิตต่อไป และในปัจจุบันลูกค้าของบริษัทต่างแย่งชิงกันเพื่อให้ได้รับสิทธิในการซื้อ “ขยะ” เหล่านี้
มีรายงานว่าเมื่อปี 2006 เจเนอรัล มิลส์ สามารถรีไซเคิลขยะที่เหลือใช้จากโรงงานได้มากกว่า 86% สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่าการจ่ายเงินสำหรับเก็บกวาด และหาที่ทิ้งที่เคยทำในอดีตอีกด้วย
ในสายตาของผู้บริโภคเอง คงจะไม่มีอะไรที่ผู้คนจะรู้สึกว่าเป็นขยะได้มากเท่ากับบรรดากล่องพลาสติกที่ใช้ตักสลัดบาร์ตามร้านอาหาร แม้ว่าผู้ประกอบการอย่าง Whole Foods Market เองก็เลือกใช้ภาชนะพลาสติกเหล่านั้น
จนกระทั่งเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา บริษัทเริ่มนำภาชนะสำหรับใส่สลัดแบบใหม่ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งแปรรูปมาจากกากของน้ำตาล ทำให้ภาชนะบรรจุสลัดดูมีคุณค่าสำหรับการบริโภคมากขึ้น เพราะมันใช้เวลาทำลายเพียงแค่ 35 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ขยะพลาสติกนั้นใช้เวลาทำลายกันครึ่งค่อนชีวิตเลยทีเดียว
ไม่เพียงแต่ธุรกิจอุตสาหกรรมหนักเท่านั้นที่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมสิ่งทออย่าง ไนกี้ เองก็ปรับใช้นโยบายโลกสีเขียวในวงกว้างและขยายขอบเขตไปยังซัพพลายเออร์ผู้ส่ง และผลิตสินค้าซึ่งมีโรงงานอยู่ทั่วทุกมุมโลกด้วย
ไนกี้ เน้นให้โรงงานทุกแห่งพยายามหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตรองเท้าที่ทำมาจากยาง และโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล ฝ้ายที่ปลูกด้วยระบบออแกนิกส์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องหาได้ในบริเวณไม่เกิน 200 ไมล์จากโรงงานเพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งและช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยโปรเจคนี้เริ่มแล้วในประเทศผู้ผลิตอย่างไทยและจีน
ทางด้านสายการบินเดลต้าแอร์ไลน์ในสหรัฐอเมริการิเริ่มโครงการรีไซเคิลขยะจากบนเครื่อง ด้วยการคัดแยกขยะที่เกิดจากการบริโภคบนเครื่องบิน ทั้งกระป๋อง กระดาษ หนังสือพิมพ์ และพลาสติก โดยแค่เพียงสามเดือนแรก สามารถเก็บขยะได้มากกว่า 60 ตัน
ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้คัดแยกขยะนั้นเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องนั่นเอง โดยโครงการนี้จะขยายผลไปสู่เส้นทางการบินอื่นๆ ในประเทศอีกภายในปี 2008
นอกจากจะเป็นสายการบินแรกที่ทำโครงการเพื่อโลกสีเขียวด้วยการคัดแยกขยะแล้ว เดลต้าแอร์ไลน์ ยังมีโครงการบริจาคเงิน เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมเพื่อสังคม โดยตั้งเป็นกองทุนที่ใช้ชื่อว่า Go Zero ซึ่งกองทุนส่วนนี้จะได้รับเงินมาจากการหักค่าตั๋วของผู้โดยสาร 5.50 เหรียญต่อตั๋วโดยสาร 1 ใบ เมื่อผู้โดยสารซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านเวบไซต์เดลต้าดอทคอม
กระแสการรีไซเคิลในสายตาผู้บริโภคเองก็กำลังมาแรงไม่แพ้กัน เห็นได้จากเมื่อคนดังในฮอลลีวู้ดเริ่มหันมาคลั่งไคล้ถุงผ้า I am not a plastic bag! และกระแสดังกล่าวได้ฮิตไปถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก
พลาสติก จัดเป็นขยะที่ทำลายยาก และผู้ประกอบการที่ถูกกดดันในเรื่องการใช้ถุงพลาสติกมากที่สุด ดูเหมือนว่าจะเป็นบรรดาร้านค้า และห้างสรรพสินค้าที่ต้องการใช้ถุง เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์ให้กับตนเองอีกทางหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะเป็นถุงกระดาษหรือพลาสติก วันนี้หลายบริษัทเองก็เริ่มให้ความสำคัญในการใช้อย่างประหยัดมากขึ้นเพื่อช่วยลดมลภาวะและขยะในโลก โดยร้านเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังระดับโลกอย่างอีเกีย และ เทรดเดอร์ โจ เริ่มหันมาใช้ถุงพลาสติกที่มาจากการรีไซเคิล และเริ่มมีการรณรงค์ให้ผู้บริโภคนำถุงพลาสติกเหล่านี้กลับมาใช้แทนที่จะโยนทิ้งลงขยะ
นอกจากนั้น อีเกียในสิงคโปร์ เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มลูกค้าว่า ทางร้านไม่มีบริการถุงพลาสติกแบบ “ฟรีๆ” ให้อีกต่อไป แต่ลูกค้าจะต้องนำถุงมาเอง หรือถ้าหากลูกค้าไม่ได้นำถุงมาใส่ ทางร้านจะถามความสมัครใจจากลูกค้าว่าจะยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกเล็กน้อยเพื่อซื้อถุงกลับบ้านด้วยหรือไม่
ล่าสุด ทิมเบอร์แลนด์ แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังในสหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวถุงชอปปิงที่ชื่อว่า “ขยะเป็นถุงของฉัน” ซึ่งเป็นถุงผ้าขนาดใหญ่ทำจากขวดพลาสติกที่รีไซเคิลแล้ว โดยวางจำหน่ายในราคา 5.50 ดอลลาร์ หรือแจกฟรีให้กับลูกค้าถ้าหากชอปปิงเกิน 100 ดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาใช้ถุงเก่าที่เคยใช้แล้ว พร้อมกับแจกคูปองลดราคาให้ 10% จนถึงสิ้นปี 2008
หากพูดถึงการนำกลับมาใช้ ห้างสรรพสินค้าอย่างทาร์เกตเองก็พยายามจะลดปริมาณขยะลงให้ได้กว่า 70% โดยรณรงค์ให้มีการนำขยะกลับไปรีไซเคิล โดยปี 2006 ทาร์เกตนำรถชอปปิงในห้างที่ใช้งานไม่ได้แล้วกว่า 47,600 คัน กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และยังมีขยะพลาสติกซึ่งเป็นตัวแขวนสินค้าที่แตกหักแล้วคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 2.1 ล้านปอนด์ นอกจากนั้นยังมีแบตเตอรี่ที่สามารถนำกลับมาชาร์จได้ใหม่อีกราวๆ 1 พันปอนด์ด้วย
ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา แกป อิงค์ เริ่มนำบัตรของขวัญที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิลมาวางจำหน่ายในร้านเป็นครั้งแรก และคาดว่าในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า ทั้ง แกป และบานาน่า รีพลับบลิค จะเปลี่ยนป้ายราคาของสินค้าทั้งหมดที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านเป็นวัสดุรีไซเคิล
แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งปริมาณกระดาษที่นำมาใช้ และความรู้สึกของผู้บริโภค แต่จากการวิจัยพบว่า ปริมาณกระดาษที่นำมาทำป้ายราคาของสินค้าแกปในปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 10 ตัน เลยทีเดียว
ท้ายที่สุด ในแวดวงอุตสาหกรรมดนตรี กล่องใส่ซีดีที่เราคุ้นเคยมาเป็นเวลาร่วม 10 ปีในรูปแบบของพลาสติกใส ได้ถูกแทนที่ด้วยวัสดุอย่างกระดาษรีไซเคิลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากแนวคิดของผู้บริหารบริษัทโคลัมเบีย เรคคอร์ด ริค รูบิน
โดยเรื่องนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่ก่อนหน้าที่ รูบินจะตัดสินใจเดินหน้ากิจการโคลัมเบีย เรคคอร์ด เขามีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่า เขาจะไม่ใส่สูท ไม่เดินทาง และจะไม่มีสำนักงานใหญ่ของบริษัท นอกจากนั้น เขายังให้บริษัทโคลัมเบียทำสัญญาว่าจะลดปริมาณพลาสติกที่ใช้ทำเป็นกล่องซีดีลงให้ได้จนเหลือศูนย์
การผลักดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโคลัมเบียทำตามสัญญาเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ต่อมา ทั้ง แจ๊ค จอห์นสัน และ เพิล์ร แจม ก็เริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก และเริ่มลดกล่องซีดีแบบพลาสติกลง จนในปัจจุบันเราจึงได้เห็นกล่องใส่ซีดีเพลงในรูปแบบของกระดาษมากขึ้น
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างขององค์กรระดับโลกที่ตระหนักถึงปัญหาด้านมลภาวะที่โลกของเรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน และพร้อมใจกันผลักดันแนวคิดการรีไซเคิลให้เกิดผลในวงกว้าง
เพราะบริษัทเหล่านี้เป็นองค์กรระดับโลกที่มีสำนักงานอยู่ทุกหนทุกแห่ง แนวคิดเล็กๆ แต่สามารถเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดการประหยัดอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจาก นิตยสาร FastCompany
เรียบเรียงโดย ดวงกมล วงศ์วรจรรย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *