ราชันย์นักสร้างแห่งตะวันออกกลาง :โมฮัมเหม็ด อาลี อาลับบาร์

ราชันย์นักสร้างแห่งตะวันออกกลาง
โมฮัมเหม็ด อาลี อาลับบาร์ สร้างตึกระฟ้ากลางทะเลทราย ทำกำไรมหาศาล

ขณะแสงแดดแผดเผาชายฝั่งอันแห้งแล้งที่ทอดยาวตลอดแนวฝั่งทะเลแดง ประเทศซาอุดิอาระเบีย กลุ่มคนงานก่อสร้างกำลังขุดทะเลสาบและปลูกต้นปาล์มไปตามแนวถนนอันกว้างใหญ่ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มเล็กๆ ของการก่อสร้างโครงการ คิง อับดุลลาห์ อีโคโนมิค ซิตี้ มหานครที่จะเป็นที่อยู่ให้ประชากร 2 ล้านคน ที่นี่จะมีทั้งมหาวิทยาลัย ศูนย์กลางทางการเงินอิสลาม และนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง โครงการมีมูลค่ารวมเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัทอีมาร์ พร็อพเพอร์ตีส์ในดูไบกับรัฐบาลซาอุดิ อาระเบีย นี่เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในความดูแลของโมฮัมเหม็ด อาลี อาลับบาร์ ประธานบริษัทอีมาร์ พร็อบเพอร์ตีส์ผู้ไม่เคยอยู่นิ่ง เขาเป็นนักพัฒนาที่ดินแถวหน้าของโลกอาหรับและผู้ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ทั้งในทวีปเอเชียและสหรัฐอเมริกา

คุณไม่ต้องเดินทางไปถึงประเทศซาอุดิ อาระเบีย คุณก็สามารถเห็นความฝันอันสูงส่งของอาลับบาร์ได้ ณ บ้านเกิดของเขา อาลับบาร์แปลงโฉมรัฐดูไบด้วยโครงการ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จะเป็นที่ตั้งของตึกที่สูงที่สุดและห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใจกลางโครงการบูร์จ ดูไบเป็นที่ตั้งของตึกระฟ้า 170 ชั้น สูงกว่า 2,300 ฟุตสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทเกือบสองเท่า ล้อมรอบตึกดังกล่าวจะเป็นอาคารที่พักอาศัย 19 หลัง โรงแรม 9 แห่ง และห้างสรรพสินค้าที่จุร้านค้าได้ถึง 1,500 ร้าน “โครงการของเราเป็นเหมือนการนำนิวยอร์กและลอนดอนมารวมกัน” อาลับบาร์กล่าวขณะเดินชมบริเวณหนึ่งในโครงการก่อสร้างที่เรียกว่า “โอลด์ ทาวน์” ที่เต็มไปด้วยอาคารยอดโดมสีน้ำตาลเหลืองที่ให้บรรยากาศแบบเมืองอาหรับยุคโบราณ

อาลับบาร์เป็นหนึ่งในเจ้าของธุรกิจชาวอาหรับรุ่นใหม่ ผู้มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในและนอกตะวันออกกลาง แม้ปัจจุบันในภูมิภาคดังกล่าวจะมีความวุ่นวายและประสบปัญหาการเมืองที่ล้าหลัง แต่ประชากรรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ การสาธารณสุขที่ดี รวมทั้งการศึกษาด้วย ที่สำคัญพวกเขามีเงินพร้อมทีจะซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีเหล่านั้น เป้าหมายของอาลับบาร์คือการสนองความต้องการของคนกลุ่มดังกล่าว โดยเริ่มจากภูมิภาคตะวันออกกลางและตลาดที่โตวันโตคืนหลายแห่ง เช่นในประเทศอินเดีย เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทอาหรับแห่งนี้มีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันในตลาดโลก

ผู้คนแย่งซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมที่บริษัทอีมาร์สร้างอย่างรวดเร็วพอๆ กับระยะเวลาที่บริษัทใช้ในการสร้าง บ้านและคอนโดมิเนียมในโครงการอาคารบูร์จ ดูไบมีผู้ซื้อล่วงหน้าไปแล้วหลายห้อง และบริษัทคาดว่าจะขายได้ 16,000 ยูนิตในปีนี้ ด้วยปริมาณความต้องการที่สูงบวกกับราคาที่ดินที่ค่อนข้างต่ำ กำไรส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายของบริษัทอีมาร์จึงสูงถึงเกือบ 50% ซีเคียวริตีส์ แอนด์ อินเวสต์เมนต์ โค ธนาคารเพื่อการลงทุนในบาห์เรนคาดการณ์ว่า ในปีนี้ อีมาร์น่าจะทำกำไรจากการดำเนินงานถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้ 5.5 พันล้านดอลลาร์ ทำกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 40% และมีรายได้เพิ่มขึ้น 45% มูลค่าตลาดของอีมาร์ในตลาดหุ้นดูไบอยู่ที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

แรงสนับสนุนจากท่านชีค
สาเหตุที่ทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นของอีมาร์สูง ส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างอาลับบาร์และเจ้าผู้ครองนคร ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคโตอัม กว่าสิบปีแล้วที่อาลับบาร์และพระราชวงศานุวงศ์ผู้ปกครองนครร่วมมือกันก่อตั้งและพัฒนาบริษัทดูไบ อิงค์ ซึ่งรัฐบาลดูไบถือหุ้นอยู่ 32% ขณะเดยวกันอาลับบาร์ก็เป็นสมาชิกคณะมนตรีของดูไบซึ่งทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ ในตอนที่อาลับบาร์เสนอความคิดที่จะสร้างเมืองใหม่ที่ทะเลแดงในปี 2005 ชีคก็ทรงให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ และอีกครั้งเมื่อเขาเสนอแผนที่จะสร้างตึกสูง 90 ชั้นในโครงการบูร์จ ดูไบในครั้งแรกนั้น พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ทำไมจึงสร้างเพียง 90 ชั้น” อาลับบาร์เล่าว่าพระองค์ “ทรงขับไล่ความกลัวความล้มเหลวออกจากใจเราได้ เพราะพระองค์อยู่ข้างเรา”

เพื่อให้ความฝันของตนเป็นจริง อาลับบาร์จึงรวบรวมคนที่จะสามารถช่วยเขาได้มาทำงานให้ ปัจจุบัน บริษัทอีมาร์ดำเนินงานอยู่ใน 16 ประเทศ แต่ด้วยความก้าวหน้าที่รวดเร็วเกินไปนี้เองที่กำลังจะก่อให้เกิดความเสียหาย “ผมต้องสร้างตึก 28 ตึกในเวลาหกเดือน ไม่งั้นผมจะต้องถูกไล่ออก” มาร์ค เอมิเราท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ในแคนาดาซึ่งทำงานกับอีมาร์มาได้ 2-3 ปีกล่าว “เรามีวิสัยทัศน์และกลยุทธ” อเล็กซ์ แอนดาร์คิส อดีตผู้บริหารยูนิลิเวอร์ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทอีมาร์กล่าว “แต่ปัญหาคือ เรามีคนงานที่มีความสามารถในองค์กรเพียงพอกับงานที่ต้องทำหรือไม่”

อาลับบาร์ดูเหมือนจะรับรู้ปัญหานี้อยู่เช่นกัน จุดประสงค์หนึ่งที่อีมาร์ซื้อจอห์น เลง โฮมส์ บริษัทพัฒนาที่ดินในแคลิฟอร์เนียด้วยเงิน 1 พันล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้วก็เพื่อเพิ่มความรู้ความชำนาญใหม่ๆ ให้บริษัท ผู้บริหารของจอห์น เลงได้รับหน้าที่ให้ดูแลการทำงานของอีมาร์ในอินเดีย และปัจจุบันทีมจากอเมริกานี้ต้องไปดูไบบ่อยๆ เพื่อให้คำปรึกษา อาลับบาร์ยอมรับว่าเขาเคยทำสิ่งผิดพลาดหลายเรื่อง เรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือที่อียิปต์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทอีมาร์เกิดแตกคอกับบริษัทหุ้นส่วนในอียิปต์ในเรื่องอำนาจสั่งการและการเงิน ความขัดแย้งดังกล่าวจบลงด้วยเงินประนีประนอมที่อีมาร์ต้องจ่ายถึง 142 ล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลอียิปต์เป็นตัวแทนไกล่เกลี่ย

ความสนิทสนมของอาลับบาร์ที่มีต่อชีคแห่งดูไบก็เป็นเรื่องที่ถูกเพ่งเล็งเช่นกัน ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทอีมาร์ประกาศว่ารัฐบาลดูไบจะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มเติมอีก 28% แลกกับที่ดินไม่ระบุขนาดในย่านที่ดีที่สุดในดูไบ ข้อตกลงในครั้งนี้ให้ผลประโยชน์แก่อีมาร์เนื่องจากที่ดินว่างเปล่าในเมืองใหญ่ของดูไบนั้นหายากขึ้นทุกที ทำให้นักลงทุนบ่นว่าการตัดสินใจครั้งนี้กะทันหันและไม่โปร่งใส หุ้นของอีมาร์จึงดิ่งลง 17% เป็นเวลา 2 สัปดาห์ในเดือนนั้น แม้จะกระเตื้องขึ้นมาในภายหลัง “เป็นเรื่องประหลาดมากที่จะประกาศเรื่องการดำเนินการทางธุรกิจที่มีมูลค่ามากขนาดนี้โดยไม่ให้รายละเอียด” ไบรอัน ดีอากีอาร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของซีเคียวริตีส์ แอนด์ อินเวสต์เมนต์กล่าว “ปัญหาในภูมิภาคนี้คือการไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด” อีมาร์แถลงว่าว่าขณะนี้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและจะตีราคาแยกกัน รัฐบาลดูไบจะได้รับหุ้นในรูปหุ้นกู้แปลงสภาพที่มีอายุครบกำหนด 5 ปี ดังนั้นนักลงทุนในปัจจุบันก็อาจได้ผลประโยชน์ในช่วงก่อนที่รัฐบาลจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าวเต็มตัว

แม้อาลับบาร์จะสนิทสนมกับท่านชีค แต่เขาก็เติบโตมาจากครอบครัวธรรมดาๆ เขาเป็นพี่คนโตในจำนวนพี่น้อง 12 คน เขาบอกว่าเขา “อายุประมาณ 47 ปี” เพราะไม่มีหลักฐานการเกิดของตนเองที่แน่ชัด ในวัยเด็ก เขาอาศัยอยู่ในกระท่อมใบปาล์มในเมืองเก่าแห่งหนึ่งของดูไบ พ่อเขาเป็นกัปตันเรือค้าขายแบบเก่าของดูไบที่เรียกว่า ดอว์ แม้ชีวิตช่วงนั้นจะยากลำบาก แต่อาลับบาร์ก็สามารถชิงทุนรัฐบาลไปเรียนต่อด้านการเงินและบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยซีแอตเทิลในช่วงปลายยุค 70 ได้ นั่นถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตเขา แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อทราบว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาไม่รู้เลยว่าดูไบคืออะไร หรืออยู่ที่ไหน เขาจึงบอกให้เพื่อนๆ “ลองไปซาอุดิอาระเบีย แล้วเลี้ยวขวาดู”

งานแรกที่อาลับบาร์ทำหลังจบการศึกษาคือทำงานกับธนาคารกลางสาธารณรัฐอาหรับเอมิเร็ตส์ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเงินตราที่ใช้ในดูไบและรัฐอื่นๆ อีก 6 รัฐในอ่าวเปอร์เซีย หลังจากหมดภาระกิจกับธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาและธนาคารกลางของเนเธอร์แลนด์ในปี 1987 อาลับบาร์ก็เข้าทำงานในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทอัล คาลีจ อินเวสต์เมนท์ บริษัทของรัฐบาลดูไบในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์อื่นๆ ในสิงคโปร์ ตอนนั้นเอง อาลับบาร์จึงได้เห็นกำไรที่จะเกิดขึ้นได้จากที่ดินในอ่าวเปอร์เซีย เมื่อเขากลับมาดูไบในปี 1992 เขาเข้าทำงานให้รัฐบาลในตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันเขาก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่

ปี 1997 อาลับบาร์ก่อตั้งบริษัทอีมาร์ด้วยเงิน 5 พันล้านดอลลาร์จากผู้ร่วมหุ้นและเงินเก็บของตนเอง นับแต่นั้นมา ชีวิตของเขาก็วุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ “เมื่อปีที่แล้วผมใช้เวลาอยู่บนเครื่องบิน 850 ชั่วโมง” อาลับบาร์บอก ปัจจุบัน อาลับบาร์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในคฤหาสน์อันหรูหราของเขาในดูไบ ซึ่งมีมูลค่าสุทธิกว่า 500 ล้านดอลลาร์ซึ่งมีสนามกอล์ฟขนาด 6 หลุมในตัว คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านที่เขาเคยอยู่เมื่อตอนเด็กมากนัก แต่ชีวิตเขาตอนนี้ห่างไกลจากตอนนั้นหลายปีแสงเลยทีเดียว
© 2007 by The McGraw-Hill Companies Inc. All rights reserved.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *