ราชันย์คนสุดท้าย : ราตัน ทาทา

ราชันย์คนสุดท้าย
เขียนโดย พีท เอ็นจาร์โด,บิสสิเนสวีค นิวยอร์ก
ราตัน ทาทา นักธุรกิจแห่งอินเดียต้องการปฏิรูปให้เครือบริษัทที่เคยเชื่องช้า กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก แต่บริษัทแห่งนี้จะอยู่รอดหรือไม่เมื่อเขาก้าวลงจากบัลลังก์

ในบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจในเอเชีย ราตัน เอ็น ทาทา โดดเด่นที่สุดในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตัว เขาเป็นประธานทาทากรุ๊ปซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มีธุรกิจหลากหลายตั้งแต่ธุรกิจซอฟต์แวร์ รถยนต์และเหล็กกล้า ไปจนถึงบริการเครือข่ายโทรศัพท์ ชา และนาฬิกาข้อมือ แต่เขาเลือกไปทำงานด้วยการขับรถสเตชั่นวากอนทาทา อินดิโก้ มารีน่าราคา 12,500 เหรียญด้วยตนเอง อีกทั้งยังชอบที่จะใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์อย่างสันโดษกับสุนัขที่เลี้ยงไว้ 2 ตัวในบ้านริมชายหาดที่เขาออกแบบด้วยตนเอง และเนื่องจากเป็นคนที่ไม่ชอบการประจบสอพลอ เขาจึงไปไหนมาไหนตามลำพังแม้กระทั่งเวลาเดินทางไปติดต่อธุรกิจ เพราะต้องการหลบเลี่ยงกลุ่มผู้ติดตามที่มักจะคอยตามมาเอาใจประมุขของบริษัทอย่างเขาอยู่ตลอดเวลา
ราตันในวัย 69 มีลักษณะนิสัยที่ใจกล้าบ้าบิ่นอยู่ด้วย เขาเป็นนักบินไฟแรงที่มักจะขับเครื่องบินบิสสิเนสเจ็ตฟัลคอน 2000 ของตนไปทั่วอินเดีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ร่วมงานแสดงการบินแอโร อินเดีย 2007 ด้วยการเป็นนักบินร่วมบังคับเครื่องบินรบล็อคฮีดเอฟ-16และเครื่องโบอิ้งเอฟ-18 ในการแสดงโชว์
เขาใช้อุปนิสัยด้านที่กล้าหาญนี้ในการเจรจาธุรกิจด้วย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ราตันเริ่มดำเนินการลงทุนอย่างหนักเพื่อทำให้ผู้เล่นในระดับภูมิภาคที่เคยเชื่องช้ากลายเป็นยักษ์ใหญ่ในเวทีโลก ตั้งแต่ปี 2003 ทาทาได้เข้าซื้อแผนกผลิตรถบรรทุกของบริษัทแดวู มอเตอร์สของเกาหลีใต้ ซื้อหุ้นในเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียแห่งหนึ่ง รวมทั้งเข้าซื้อหุ้นในโรงหล่อเหล็กกล้าในสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม บริษัทเทคโอเวอร์โรงแรมทันสมัยมากมายอย่างเช่น โรงแรมปิแอร์ในนิวยอร์ก โรงแรมริทซ์-คาร์ลตันในบอสตัน และโรงแรมแคมเดน เพลสในซานฟรานซิสโก การซื้อธุรกิจเคเบิ้ลสื่อสารใต้น้ำของบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนลด้วยเงิน 130 ล้านเหรียญในปี 2004 นับว่าเป็นการซื้อมาในราคาถูกมาก แต่มันส่งผลให้ทาทากลายเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้หลังจากที่ได้เข้าซื้อกิจการอินแคท อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทวิศวกรรมจากสหราชอาณาจักรด้วยมูลค่า 91 ล้านเหรียญ ทำให้ปัจจุบันบริษัท ทาทา เทคโนโลยีส์กลายเป็นซัพพลายเออร์หลักสำหรับการออกแบบอุตสาหกรรมแบบเอาต์ซอร์สให้แก่บริษัทรถยนต์และเครื่องบินในสหรัฐฯ โดยมีวิศวกรอยู่ในสังกัด 3,300 คนทั้งในอินเดีย สหรัฐฯ และยุโรป
การซื้อขายครั้งสำคัญที่สุดของบริษัท คือ การที่ทาทา สตีลเทคโอเวอร์คอรัส กรุ๊ป บริษัทเหล็กกล้ายักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ-เนเธอแลนด์ด้วยเงิน 1.3 หมื่นล้านเหรียญเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งหากย้อนไปเพียง 2-3 ปีก่อน เป้าหมายในการเทคโอเวอร์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว การเทคโอเวอร์ในครั้งนี้เพียงครั้งเดียวช่วยให้ทาทา สตีลขยายตัวขึ้นอย่างมากในด้านจำนวนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อีกทั้งยังช่วยยึดฐานลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกถึง 5 เท่าจากโรงหล่อที่เพิ่มขึ้นมาในเพนซิลวาเนียและโอไฮโอ
กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้ทาทาสามารถทะยานขึ้นไปโดดเด่นในวงการผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกได้ขณะเดียวกันมีข่าวว่าบริษัทกำลังเสนอซื้อจากัวร์ คาร์สและแลนด์ โรเวอร์ที่ฟอร์ด มอเตอร์ โค ต้องการขาย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในช่วง 5 ปีข้างหน้ากลุ่มบริษัททาทาวางแผนที่จะลงทุนในอินเดียด้วยเงิน 2.8 หมื่นล้านเหรียญในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ยานยนต์ โทรคมนาคม พลังงาน เคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ “เราปรับความคิดในเรื่องการเติบโตของบริษัทกันใหม่” ราตันกล่าวในระหว่างการดื่มชาในบอมเบย์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทมาตั้งแต่ปี 1926 บอมเบย์เฮ้าส์ที่ปูพื้นด้วยหินอ่อนอย่างดี พร้อมเรียงรายด้วยงานศิลปะอินเดียยุคโมเดิร์นคอลเล็กชั่นใหญ่แห่งนี้เป็นดังโอเอซิสอันสงบสุขที่พนักงานทุกคนจะได้ทำงานพร้อมรับประทานไอศกรีมวนิลาในเวลาบ่ายสามโมงของทุกวัน “เราต้องทั้งบังคับ ทั้งล่อหลอกพนักงานให้ทำงานเพื่อบริษัทให้ได้ดีเช่นนี้”

กาวใจ
มาตรการทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งนี้ใช้ได้ผลดีมาก มูลค่าตลาดของบริษัทในเครือทาทา 18 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 6.2 หมื่นล้านเหรียญจาก 1.2 หมื่นล้านเหรียญในปี 2003 ยอดขายและกำไรของกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มาอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านเหรียญและ 2.8 พันล้านเหรียญตามลำดับ บริษัทใหญ่ 3 แห่งในเครือทาทานั่นคือ ทาทา สตีล ทาทา มอเตอร์ส และทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสซึ่งทำยอดขายคิดเป็น 75% ของกลุ่มก็ทำยอดขายได้ดีที่สุดในประวัติการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ทาทา ที ทำกำไรสุทธิ 523 ล้านเหรียญหลังจากโคคา-โคล่า โค จ่ายเงิน 1.2 พันล้านเหรียญเพื่อซื้อหุ้น 30% ของทาทา ทีในบริษัท เอนเนอร์จี แบรนด์ส อิงค์ ผู้ผลิตน้ำผสมวิตามินกลาโซ ซึ่งนับว่าไม่เลวเลยกับการลงทุนซื้อบริษัทนี้มาเมื่อเพียง 9 เดือนก่อน “นี่คือบริษัททาทาที่ได้รับการปฏิรูปใหม่” ราชีพ คุปตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเพื่อการลงทุนในกองทุนเอกชน คาร์ไลย์ แอดไวซอรี่ พาร์ทเนอร์สกล่าว
ความพยายามที่จะขยายอาณาจักรไปสู่ระดับสากลเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากผ่านช่วง 10 ปีแรกอันยากลำบากในฐานะประธานบริษัทมาได้ ราตันตั้งคณะกรรมการพิจารณาเพื่อวางนโยบายให้บริษัท รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของอินเดียกับจีนด้วย เขาตกตะลึงกับความบ้าบิ่นถึงขีดสุดของโครงการต่างๆ ของจีน “ไม่ว่าจีนจะสร้างท่าเรือหรือทางหลวง คนจีนมักจะทำให้ใหญ่ไว้ก่อน ใหญ่ขนาดที่จะทำให้พวกขี้สงสัยอุทานออกมาเลยว่า ‘ให้ตายสิ นี่มันเกินไปแล้ว’ “ราตันกล่าว “แต่เรื่องอย่างนี้แหละที่คนจีนถนัด” เขาจึงสรุปว่าอินเดียก็ควรจะคิดการณ์ใหญ่เช่นกัน รวมทั้งทาทา กรุ๊ปด้วย ราตันจึงคิดว่าด้วยการยกระดับศักยภาพที่มีอยู่มากมายของอินเดีย บริษัทจะสามารถขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกได้
ทาทาดูเหมือนจะเป็นบริษัทที่สำคัญที่สุดในหมู่บรรษัทข้ามชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากประเทศกำลังพัฒนาใหญ่ๆ อย่างจีน บราซิล และรัสเซีย บริษัทใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งแรงงานราคาถูก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และแหล่งทรัพยากรได้ ขณะที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่มในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก ด้วยเงินทุนที่มีอยู่ล้นมือและความมั่นใจเต็มเปี่ยม บริษัทเหล่านี้จึงเริ่มแนะนำรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ที่ถือเป็นนวัตกรรมไปยังประเทศที่มีการดำเนินงานที่ท้าทายมากที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี การสร้างองค์กรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันและมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมหลากหลายในตลาดหลายรูปแบบนับเป็นงานที่น่าหวาดหวั่นไม่น้อย ยักษ์ใหญ่หลายรายในเอเชียเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นทั้งบริษัทแดวูของเกาหลี เครือเจริญโภคภัณฑ์ของไทย และกลุ่มบริษัท ซาลิม กรุ๊ปของอินโดนีเซีย บริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่ท้ายที่สุดก็ต้องแตกแยกกันไป บททดสอบครั้งสำคัญของทาทาจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูของอินเดียสิ้นสุดลง เพราะเมื่อถึงเวลานั้น บริษัทจะต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงพนักงานฝีมือดีและส่วนแบ่งการตลาดมาจากคู่แข่งชาวอินเดียเองที่รุกรานมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติกระเป๋าหนักที่เริ่มแข่งขันกันอย่างรุนแรง แต่กลุ่มบริษัททาทาไม่เหมือนเครือบริษัทอื่นๆ ในเอเชียเพราะ “บริษัทแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถผ่านพ้นวิกฤติมาได้และมีการปรับโครงสร้างอยู่เสมอ” ทารุณ ขัณนะ ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ด ผู้ได้ศึกษาเครือบริษัททาทามาอย่างใกล้ชิดกว่าสิบปีกล่าว
ศูนย์กลางกลุ่มบริษัททาทาคือตัวราตันนั่นเอง เขาจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์เมื่อปี 1962 ราตันถือเป็นหัวหน้าด้านการต่อรองธุรกิจ ผู้สร้างวิสัยทัศน์ และเป็นกาวเชื่อมใจของทุกคนไว้ด้วยกัน เขาเข้ามาทำงานให้บริษัทหลังจากจบมหาวิทยาลัยและก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลำดับ เขาได้เข้ามาเป็นประธานบริษัทเมื่อ 16 ปีก่อน หลังการเสียชีวิตของเจ อาร์ ดี ทาทา คุณลุงผู้ชอบเข้าสังคมของเขา พร้อมๆ กับที่ประเทศอินเดียเริ่มยกเลิกการควบคุมการดำเนินธุรกิจแบบสังคมนิยมที่มีมานาน นับจากนั้นราตันเป็นผู้ดูแลการลดจำนวนพนักงานลงจำนวนมาก ทำให้บริษัทเข้ามาเป็นผู้ผลิตรถยนต์และเริ่มดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมแม้จะมีความเสี่ยงสูง พร้อมปฏิรูปอาณาจักรที่เคยมีทัศนคติคับแคบและมีวัฒนธรรมการจัดการองค์กรที่เฉื่อยชา ปัจจุบัน ราตันต้องการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัททาทามีความสามารถในการแข่งขันในโลกตะวันตกอันร่ำรวยและตลาดในประเทศกำลังพัฒนาที่แม้จะคาดเดาได้ยากแต่ก็มีอนาคตไกล ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องการวางรากฐานอันมั่นคงให้กับกลุ่มบริษัทของตนบนเส้นทางสู่ความสำเร็จก่อนที่เขาจะวางมือ
นักธุรกิจผู้ร่ำรวยผู้ทรงอิทธิพลมากผู้นี้ยังไม่ได้เลือกผู้สืบทอดที่จะเข้ามาดูแลบริษัทต่อจากเขาและยังไม่ได้วางแผนที่จะลงจากบัลลังก์ ขณะที่เขากำลังจะมีอายุครบ 70 ปีในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เขายังสามารถจับมือทักทายได้แนบแน่น เพื่อนร่วมงานต่างก็ทึ่งกับความแตกฉานด้านตัวเลขและรายละเอียดเล็กน้อยทางเทคนิคของบริษัทในเครือทาทาต่างๆ ของเขา และการที่เขาไม่สามารถแต่งตั้งผู้สืบทอดได้เป็นเรื่องน่ากังวลใจอย่างยิ่ง บางคนถึงกับตั้งคำถามว่าการวางมือของราตันจะทำให้เกิดการแตกแยกของกลุ่มทาทาได้หรือไม่ “ใครจะเข้ามาเป็นกาวที่คอยประสานทุกคนไว้“คนวงในเก่าแก่คนหนึ่งในบริษัทกังวลว่า “แม้แต่ตำแหน่งผู้นำศูนย์รวมของทุกคนก็ยังไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่”
ราตันอาจเป็นคนในตระกูลคนสุดท้ายที่ได้ดูแลกลุ่มบริษัททาทา แผนผังวงศ์ตระกูลที่แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ของบริษัทซึ่งแสดงเชื้อสายบรรพบุรุษย้อนกลับไป 800 ปีถึงรุ่นนักบวชในลัทธิปาร์ซีซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในอินเดียที่สืบเชื้อสายมาจากชาวเปอร์เซีย แผนผังดังกล่าวมาสิ้นสุดลงที่ราตันผู้ยังไม่ได้แต่งงานและไม่มีบุตร และเหล่าลูกพี่ลูกน้องของเขา น้องชายของราตันที่ชื่อจิมมี่และน้องสาวต่างแม่อีกสามคนของเขาก็ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของบริษัท โนเอลผู้รักสันโดษซึ่งเป็นน้องชายต่างแม่อีกคนหนึ่งของเขาเป็นผู้ดูแลเครือข่ายบริษัทค้าปลีกในเครือทาทา แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าเขาจะมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สืบทอดหรือไม่ การหาผู้สืบทอด “ถือเป็นปัญหา” ราตันเข้าใจดี “ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ มากกว่าที่ผมคิดว่าผมควรจะยุ่ง”
หากราตัน ทาทาจะก้าวลงจากบัลลังก์จริง เขาจะทำให้เกิดช่วงรอยต่อขนาดใหญ่ แม้เขาและสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ จะถือหุ้นเพียง 3% ในบริษัททาทา ซันส์ บริษัทโฮลดิ้งซึ่งมีหุ้นในการบริหารกิจการบริษัทในเครือธุรกิจ แต่ตัวทาทาเองกลับเป็นประธานบริหารบริษัทหลักๆ ทั้งทาทา มอเตอร์สและทาทา สตีล เขาข้องเกี่ยวอย่างใกล้ชิดกับการเจรจาธุรกิจใหญ่ๆ ทั้งหมดของบริษัทและเป็นผู้ผลักดันให้มีการเข้าซื้อกิจการเช่นการเข้าซื้อบริษัทคอรัส การลงทุนในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและโทรคมนาคมก็เป็นโครงการที่เขาปลุกปั้นมากับมือ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการฟูมฟักธุรกิจใหม่ๆ และพัฒนาไอเดียที่รวบรวมมาได้จากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ แล้วส่งต่อให้ผู้บริหารนำไปดำเนินการต่อ
ราตันยังมีภาระที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง ขณะที่เขาเองชอบพอกับพวกนักกฎหมายและวาณิชธนากรทั้งหลาย แต่เขาเองก็ยังไม่หลงลืมประเทศกำลังพัฒนา เขาเป็นผู้สนับสนุนภารกิจด้านการรับผิดชอบสังคมของบริษัทอย่างแข็งขัน ซึ่งถือเป็นภารกิจของบริษัทมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในยุคปี 1870 โดยปู่ทวดของเขา ชังเสฎชิ ทาทา ผู้เป็นทั้งนักอุตสาหกรรมหัวก้าวหน้า ผู้ใจบุญ และผู้ที่มีแนวคิดชาตินิยมรุนแรง ชังเสฎชิได้เดินทางไปยังสหรัฐฯ กับปราชญ์คนหนึ่งเพื่อพบกับนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลในสมัยนั้น แล้วจึงกลับมาเปิดโรงงานทอผ้าแห่งแรกในอินเดียขึ้น โดยมีจุดหมายหลักเพื่อไม่ให้ชาวอินเดียพึ่งพิงทางอุตสาหกรรมกับสหราชอาณาจักรมากเกินไป นับแต่นั้นโรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็นโรงงานที่ทอฝ้ายส่วนใหญ่ของชมพูทวีปและเป็นผู้นำผ้าทอราคาสูงลงเรือส่งกลับไปยังประเทศอาณานิคมต่างๆ บริษัททาทาให้สวัสดิการ เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตรและเงินบำนาญแก่ลูกจ้างของบริษัทก่อนชาวตะวันตกเสียอีก ต่อมา ลูกชายคนหนึ่งของชังเสฎชิก็ช่วยให้เงินทุนกับมหาตมะ คานธีในวัยหนุ่มเมื่อท่านกำลังเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้อพยพชาวอินเดียขณะอาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้ด้วย
จนถึงปัจจุบัน ทาทา กรุ๊ปก็ยังเสียสละเพื่อสังคมไม่เสื่อมคลาย กองทุนการกุศลต่างๆ คิดเป็นถึง 66% ของหุ้นในบริษัทแม่ทาทา ซันส์ และบริษัทในเครือหลายแห่งก็สนับสนุนทุนแก่โครงการต่อสู้กับความยากจนในระดับรากหญ้าซึ่งไม่ได้ใกล้เคียงกับธุรกิจหลักๆ ของบริษัทเลย เมื่อถามประธานบริษัทแห่งนี้ถึงความท้าทายที่สุดสำหรับบริษัท เขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่ามีสองสิ่งคือ “การรักษาคนเก่งๆ ไว้และการรักษาระบบค่านิยมของเราไว้ขณะที่เราขยายตัวและมีความหลากหลายมากขึ้น เราต้องเพิ่มศักยภาพในการจัดการแต่ต้องรักษามาตรฐานจริยธรรมเดียวกันไว้”
ราตันยอมรับว่ากลุ่มบริษัททาทาในวันนี้ไม่มีเป้าหมายชัดเจนเท่าที่เขานึกย้อนไปในปี 1991 เมื่อเขาปฏิญาณว่าจะสลัดบริษัทในเครือที่มีอยู่มากมายออกให้เหลือเพียง 10 กว่าบริษัทเท่านั้น เขาทิ้งบริษัทที่ทำกำไรน้อยอย่าง ธุรกิจเครื่องสำอาง สี และซีเมนต์ และก้าวสู่ธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม เทคโนโลยีการเกษตรและอื่นๆ ปัจจุบัน ทาทา กรุ๊ปประกอบด้วยบริษัทเกือบ 100 บริษัทและมีสาขากว่า 300 แห่งในธุรกิจกว่า 40 ประเภท การลดขนาดของกลุ่มลง “เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำแต่ก็ทำไม่สำเร็จ” ทาทายอมรับ
“ผมจะไม่มีทางขยับไปไหนเด็ดขาด”
ทาทาบริหารงานเช่นนี้เพราะหวังว่าโครงสร้างแบบแหกคอกของทาทา กรุ๊ปจะให้ความคล่องตัวเต็มที่กับแต่ละบริษัทในเครือเพื่อตอบรับโอกาสใหม่ๆ หรือตอบโต้การคุกคามต่างๆ ได้ทันท่วงที “องค์กรนี้จัดการได้ง่ายกว่าเครือบริษัทแบบตะวันตกมาก” อลัน โรสลิง ชาวอังกฤษผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายขยายเครือข่ายนานาชาติให้ทาทากล่าว “ไม่มีการวางกลยุทธ์กลางของบริษัท เราไม่มีงบการเงินรวมของบริษัทด้วยซ้ำ” กลุ่มบริษัททาทารวมตัวกันได้ด้วยพนักงานกลุ่มเล็กๆ ของทาทา ซันส์และบริษัทโฮลดิ้งอีกบริษัทหนึ่งคือทาทา อินดัสตรีส์ ทั้งสองบริษัทมีราตันเป็นประธานและเป็นผู้วางวิสัยทัศน์ด้านนโยบาย ควบคุมความเป็นแบรนด์ทาทา และยื่นมือเข้าช่วยในการดำเนินการใหญ่ๆ และทาทา ซันส์สามารถระดมเงินสดเพื่อเริ่มธุรกิจใหม่ๆ หรือช่วยจัดหาทุนในการจัดซื้อต่างๆ อย่างเช่นการซื้อบริษัทคอรัสได้ด้วย ในปี 2004 บริษัทหาเงิน 1.3 พันล้านโดยการขายหุ้น 10% ของบริษัททาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสให้แก่สาธารณชน
สำนักงานบอมเบย์เฮาส์มีอิทธิพลกับสำนักงานประจำเครือบริษัทหรือกรุ๊ป คอร์เปอเรท ออฟฟิศด้วยเช่นกัน สำนักงานดังกล่าวตั้งขึ้นโดยราตัน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับอาวุโส 9 คนที่เป็นผู้บริหารของบริษัทในเครือทาทา ทำหน้าที่เป็น “สจ๊วต” คอยให้คำปรึกษาผู้จัดการของบริษัทและช่วยส่งเสริมสำนึกรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม เช่น อาร์ เค กฤษณะ กุมาร อดีตประธานบริษัททาทา ทีและเครือโรงแรมอินเดียน โฮเทลที่ช่วยฟูมฟักให้เกิดโรงแรมจินเจอร์ โฮเทล เครือโรงแรมราคาถูกแห่งใหม่ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีและเคเบิ้ลทีวีในราคาเพียงประมาณ 25 เหรียญในใจกลางย่านธุรกิจที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในอินเดีย ซึ่งราคา 25 เหรียญคิดเป็น 1 ใน 10 ของค่าบริการที่โรงแรมธุรกิจส่วนใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้า อาร์ โคปาละกฤษนันผู้ปลดเกษียณจากยูนิลีเวอร์สาขาอินเดียในปี 1998 เข้ามาเป็นประธานบริษัทวิจัยยาแห่งใหม่ของทาทาและเป็นที่ปรึกษาของบริษัทผลิตปุ๋ยทาทา เคมิคอลส์ เพื่อทำตามกลยุทธ์ใหม่ที่ตั้งเป้าไว้สูงว่าจะขายทุกอย่างตั้งแต่เมล็ดพืชไปจนถึงบริการประกันราคาถูกโดยการสร้างเครือข่ายร้านค้าและทำงานกับเกษตรกรยากจนเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร บอมเบย์เฮาส์ “เป็นผู้ให้คำปรึกษาและสร้างทัศนคติ” สาทิศ ประธาน หัวหน้าศูนย์ฝึกการจัดการเครือข่ายของทาทา กรุ๊ปในเมืองปูเนกล่าว “เราช่วยเหลือบริษัทต่างๆ โดยไม่เข้าไปก้าวก่าย”
อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าสจ๊วตของกรุ๊ป คอร์เปอเรท ออฟฟิศคือราตัน ทาทานั่นเอง เขาเป็นผู้เจรจาธุรกิจครั้งสำคัญๆ และใส่ใจกับรายละเอียดของธุรกิจยานยนต์ โทรคมนาคมและเหล็กกล้าอย่างมาก “เขามีหัวทางด้านเทคโนโลยีมากจริงๆ” บี มุถุรามัน กรรมการบริหารทาทา สตีลกล่าว นอกจากนี้ราตันยังเป็นคนไม่กลัวการต่อสู้ด้วย ระหว่างการประท้วงหยุดงานที่โรงงานของทาทา มอเตอร์สในเมืองปูเน สมาชิกสหภาพแรงงานในสภาพพร้อมรบรุมประชาทัณฑ์เหล่าผู้จัดการของทาทาและเข้ายึดส่วนหนึ่งของเมืองเอาไว้ “ถ้าจะเอาปืนมาจ่อหัวผมล่ะก็” ราตันประกาศ “ถ้าไม่เอาออกไปก็เหนี่ยวไกได้เลย เพราะผมจะไม่มีทางขยับไปไหนเด็ดขาด” ราตันเซ็นข้อตกลงกับสหภาพดังกล่าวและสลายการชุมนุมหลังจากเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้ประท้วง “แม้เขาอาจจะดูไม่ใช่คนแบบนั้น” มุถุรามันกล่าว “แต่เขาถือเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก” การปฏิรูปทาทา สตีลแสดงให้เห็นอิทธิพลของราตันด้วยเช่นกัน ในช่วงต้นยุคปี 90 เมื่ออินเดียเริ่มเปิดบ้านเพื่อแข่งขันในตลาดโลก บริษัทอายุ 100 ปีแห่งนี้เต็มไปด้วยโรงงานอันคร่ำครึ พนักงานที่มีปริมาณมากเกินความจำเป็น และ “ไม่มีทิศทางในการทำการตลาด…เราเป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับบริษัทที่ใกล้เจ๊งเต็มที” มุถุรามันหวนนึกถึงช่วงนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ทาทาได้ลดจำนวนพนักงานจาก 78,000 คนเหลือ 38,000 คน และใช้เงิน 2.5 พันล้านเหรียญในการทำให้บริษัททันสมัยขึ้น สิบปีต่อมา ทาทา สตีลกลายเป็นบริษัทผู้ผลิตเหล็กที่มีประสิทธิภาพและทำกำไรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเริ่มไล่ซื้อกิจการคู่แข่ง “ราตันถือเป็นหัวหน้าทีม” ในการเจรจาซื้อคอรัส มุถุรามันกล่าว “ผมกังวลเรื่องปริมาณเงินลงทุนที่มากมาย แต่เขาก็ค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่นให้ผม” กลยุทธ์คือ ทาทาเป็นบริษัทผลิตเหล็กกล้าเพียงไม่กี่แห่งของโลกที่มีแหล่งถ่านหินและเหล็กที่อุดมสมบูรณ์เป็นของตัวเอง จึงสามารถผลิตเหล็กขั้นต้นด้วยต้นทุนต่ำในอินเดีย หลังจากนั้นค่อยส่งลงเรือไปยังโรงหล่อเหล็กชั้นดีของคอรัสในประเทศตะวันตกเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ ได้
ทาทา สตีลให้ความสำคัญกับความท้าทายในการปรับสมดุลวิถีทางแบบเก่ากับโลกแห่งความจริงของเศรษฐกิจยุคใหม่ เมืองชัมเชทปุระซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานการผลิตใหญ่ของบริษัทในอินเดียตอนเหนือมีสภาพคล้ายย้อนเวลาไปอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่ใช้การปกครองแบบพ่อปกครองลูก เพราะเป็นเมืองที่มีป่าไม้ร่มรื่นที่มีสิ่งก่อสร้างแบบบ้านผู้ดีในยุคอาณานิคมและมีถนนหลวงที่ตัดผ่านป่าตั้งแต่ปี 1908 ทาทาใช้เงินกว่า 40 ล้านเหรียญต่อปีในการให้ความช่วยเหลือและให้การศึกษาแก่ชาวเมือง แม้ว่าบริษัทจะจ้างชาวเมืองนี้เพียง 20,000 คนจากจำนวนประชากรทั้งหมด 700,000 คน และในโครงการลดจำนวนพนักงานของบริษัท พนักงานที่ตกลงจะปลดเกษียณก่อนกำหนดจะได้รับเงินค่าจ้างเต็มจำนวนจนกว่าจะอายุ 60 ปีพร้อมได้สิทธิรักษาพยาบาลตลอดชีพด้วย
บริษัทยังใช้เงินหลายล้านเหรียญต่อปีเป็นทุนให้โครงการด้านการศึกษา สุขภาพ และการพัฒนาด้านการเกษตรใน 800 หมู่บ้านใกล้เคียง เช่น ในหมู่บ้านสิธมา คุธระ เมืองหน้าด่านห่างไกลที่มีแต่บ้านที่สร้างจากหินทาด้วยปูนขาวมุงหลังคาจาก ซึ่งก่อนหน้านี้ 32 ครอบครัวในหมู่บ้านยังชีพด้วยการปลูกพืชชนิดเดียวคือข้าวเกรดต่ำและหาเงินวันละ 1 เหรียญจากการเก็บกิ่งไม้จากภูเขาใกล้เคียงไปขาย แต่เมื่อสองปีที่แล้ว ด้วยเงินทุนจากทาทา หมู่บ้านก็มีระบบชลประทานเป็นของตัวเองซึ่งช่วยให้ชาวบ้านทำการเพาะปลูกข้าวและพืชผักอื่นๆ ได้ พื้นที่ตรงไหล่เขาในตอนนี้ปกคลุมด้วยต้นกล้ามะฮอกกานีและต้นสักเป็นพันๆ ต้นที่ปลูกไว้เพื่อหารายได้ในอนาคต และอุดมไปด้วยพุ่มต้นสบู่ดำหรือสลอดป่าที่เมล็ดสามารถนำไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้ เด็กๆ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ได้รับการตกแต่งใหม่ หมู่บ้านมีโทรทัศน์ 3 เครื่องซึ่งใช้ไฟจากเครื่องผลิตไฟพลังงานแสงอาทิตย์ของทาทา ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟได้มากพอจะเหลือมาใช้กับหลอดไฟและนาฬิกาในหมู่บ้านด้วย
ความใจดีของทาทาเช่นนั้นกำลังถูกทดสอบเมื่อตอนนี้บริษัทต้องดูแลคอรัส กรุ๊ปที่กำลังย่ำแย่ การซื้อคอรัสทำให้ผู้ผลิตเหล็กกล้าจากแดนภารตะต้องติดลบอยู่ถึง 7.4 พันล้านเหรียญ และการต้องรวมต้นทุนการดำเนินงานอันสูงลิ่วของคอรัสยิ่งทำให้สัดส่วนกำไรของบริษัทลดลง คำถามสำคัญข้อหนึ่งคือ จะทำอย่างไรกับโรงหล่อเหล็กของคอรัสที่เมืองพอร์ต ทัลบอตในเวลส์ซึ่งมีพนักงานทั้งหมด 3,000 คน ทาทาประกาศจะดำเนินการทุกอย่างตามที่ทางคอรัสได้วางแผนไว้กับโรงหล่อแห่งนี้ แต่สหภาพแรงงานซึ่งเป็นตัวแทนพนักงานส่วนใหญ่ของคอรัสต้องการให้ทาทา สตีลลงเงินทุนเพิ่มเติมอีก 600 ล้านเหรียญให้แก่โรงงานในพอร์ต ทัลบอตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าโรงงานจะยังมีความสามารถในการแข่งขันและจะไม่มีการปลดพนักงาน คณะผู้แทนซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนพนักงานคอรัส 20 คนได้เดินทางไปยังโรงงานฐานของบริษัทในชัมเชทปุระเพื่อพบกับเจ้าของคนใหม่ของโรงหล่อ แต่ผู้บริหารของทาทาปฏิเสธที่จะให้คำมั่นอะไร “เราประทับใจมากกับแรงงานและการรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท” ไมเคิล ลีฮี หัวหน้ากลุ่มผู้แทนกล่าว “แต่เขายังตอบไม่ได้ว่าจะปรับหลักการเช่นนั้นให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคมอังกฤษหรือยุโรปได้อย่างไร”
การเสนอซื้อจากัวร์และแลนด์ โรเวอร์อาจนำความท้าทายมาให้บริษัทมากยิ่งขึ้นไปอีก บริษัททั้งสองซึ่งเป็นของฟอร์ดอาจช่วยให้ทาทามีแบรนด์ที่หรูหราขึ้นและช่วยพัฒนาการผลิตรถเอสยูวีของบริษัทได้มาก แต่กว่าจะฟื้นฟูสัญลักษณ์อันหรูหราของจากัวร์กลับมาได้คงต้องพัฒนากันอย่างหนัก เพราะก่อนหน้านี้ความหรูหราของสัญลักษณ์นี้ถูกทำลายลงไปเมื่อจากัวร์ใช้พื้นฐานการออกแบบเดียวกับฟอร์ด ผู้บริหารของทาทาซึ่งยังไม่ยืนยันว่าบริษัทสนใจจะซื้อทั้งสองแบรนด์ยังไม่ตั้งเป้าหมายสูงในตลาดรถยนต์ของสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเข้าไปในตลาดนี้และบริษัทยังมีพันธะต่อประเทศเกิดใหม่ ความพยายามที่จะขายรถยนต์ขนาดเล็กภายใต้แบรนด์โรเวอร์ในอังกฤษมีระยะเพียง 2 ปีท่ามกลางการร้องเรียนด้านคุณภาพ ทาทา มอเตอร์สซึ่งเคยผลิตแต่รถบรรทุกสร้างความประหลาดใจให้พวกช่างสงสัยด้วยความสำเร็จของรถอินดิก้า รถยนต์นั่งราคาพอซื้อหาได้ซึ่งพัฒนาจากภาพร่างและผลิตขายจริงในยุคปี 1990 ปัจจุบัน อินดิก้าเป็นรถยนต์อันดับสองของอินเดียซึ่งขายดีในแอฟริกาใต้ สเปน และอิตาลี ในอนาคต ทาทาจะเริ่มส่งออกรถยนต์นั่งและรถบรรทุกโดยการร่วมทุนกับเฟียตและกำลังดูแลโครงการแบบเดียวกันในแอฟริกาใต้อยู่ด้วย บริษัทผลิตรถยอดฮิตออกมาอีกหนึ่งรุ่นในปี 2006 ชื่อรุ่นเอซ ซึ่งเป็นรถกระบะราคาประหยัดที่ราคาไม่ถึง 6,000 เหรียญ ซึ่งทาทาได้เพิ่มยอดผลิตรถกระบะเล็กรุ่นนี้จาก 75,000 คันเป็น 250,000 คันแล้ว
ก้าวสะดุดที่ไม่อาจเลี่ยง
อย่างไรก็ดี ความต้องการสูงสุดของราตันคือการสร้างรถยนต์ราคา “1 ลาขะ” (1 ลาขะคือหนึ่งแสนรูปี ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 2,500 เหรียญ) ตั้งแต่ช่วงกลางยุคปี 90 ราตันมีความประสงค์ที่จะสร้างรถยนต์ที่ทนทานแต่ราคาถูกมากๆ เป็นโครงการที่เขาเชื่อว่าจะพลิกหน้าประวัติศาสตร์วงการยานยนต์และช่วยให้อินเดียกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ราตันดูแลโครงการนี้ด้วยตนเองและเดินทางไปศูนย์พัฒนาของทาทา มอร์เตอร์สในเมืองปูเนอยู่บ่อยครั้งเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า โดยแต่เดิมเขาคิดจะสร้างยานพาหนะชนิดใหม่ที่ทำจากพลาสติกซึ่งไม่มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเรียกว่ารถยนต์ในปัจจุบัน เขายอมรับว่ารถยนต์ต้นแบบทรงรีรูปไข่เรียบๆ ที่จะเปิดตัวในต้นปี 2008 นี้ยังไม่ได้มาตรฐานรถอันสูงส่งที่เขาตั้งเป้าไว้ เพราะรถยังทำจากเหล็กและยังรูปร่างเหมือนรถยนต์อยู่ และเพื่อลดราคารถคันนี้ให้ได้ต่ำถึง 2,500 เหรียญ วิศวกรจึงลดขนาดตัวรถและตัดสิ่งประดับหรูหราต่างๆ อย่างเบาะนั่งที่ปรับระดับได้และวิทยุติดรถยนต์ออก “เป็นรถที่ไม่ได้ใช้นวัตกรรมใหม่อะไรนัก” ราตันกล่าว “เรายังไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ธุรกิจนี้เลย”
ทาทามีความใฝ่ฝันที่จะสร้างรูปแบบใหม่ๆ กับการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เช่นเดียวกัน บริษัท ทาทา บีพี โซล่าร์ จำกัดที่เกิดจากการร่วมทุน 260 ล้านเหรียญกับบีพี บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ เป็นผู้ให้บริการไฟฟ้าในอาคารในประเทศเยอรมนีด้วยระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาตึก แต่ในประเทศกำลังพัฒนา บริษัทเห็นโอกาสของตลาดขนาดใหญ่ในการนำไฟฟ้าไปสู่หมู่บ้านที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง โดยบริษัทได้แนะนำปั๊มน้ำและตู้เย็นพลังงานแสงอาทิตย์ราคาถูก รวมทั้งตะเกียงราคา 30 เหรียญที่ให้แสงสว่างได้นาน 2 ชั่วโมงหากชาร์จไฟไว้ 1 วัน และได้ติดตั้งระบบราคา 300 เหรียญไปแล้วใน 50,000 หลังคาเรือนโดยสามารถให้กระแสไฟฟ้าแก่หลอดไฟ 2 ดวง กระทะไฟฟ้า พัดลม และโทรทัศน์ 14 นิ้วอีกหนึ่งเครื่อง “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น” เค สุพรามันยา ซีอีโอของทาทา บีพี โซล่าร์กล่าว “เราต้องเผยแพร่ให้กับคนอีกหลายล้านคน”
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าโอกาสของทาทาทั้งในอินเดียและในต่างประเทศจะติดขัดหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าทาทาจะประสบความสำเร็จในตลาดทุกแห่งพร้อมๆ กันได้หรือไม่ วิกฤติจะเกิดขึ้นแน่เมื่อเศรษฐกิจของอินเดียเริ่มชะลอตัวลงซึ่งมันจะทำให้บริษัทสาขาของทาทาจะต้องสะดุด สำหรับผู้จัดการที่จะเข้ามาบริหารในอนาคตเมื่อเกิดสภาพติดขัดเช่นนั้นจะเห็นภาระหนักที่บริษัทต้องจ่ายในชัมเชทปุระและโครงการพัฒนาชนบทต่างๆ เป็นเป้าหมายอันเย้ายวนในการลดรายจ่ายของบริษัท บริษัทในเครือทาทาอาจไม่สนใจสินค้าแมสราคาถูกที่ไม่มีประธานกลุ่มสนับสนุนอย่างแข็งขันอีกต่อไป และกลุ่มอาจต้องพิจารณาบริษัทต่างๆ ให้ถี่ถ้วนขึ้นเพื่อแยกบริษัทนั้นออกไป
อย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้ เรื่องเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญสักเท่าใดนัก แม้ทาทาจะปฏิญาณว่าเขา “จะไม่ทำเช่นนี้ไปตลอดกาล” โดยเขากล่าวว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกอย่างน้อยสองปีหลังจากที่เลือกผู้สืบทอดได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงดูเหมือนว่าจะต้องทำภาระสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการสร้างเครือข่ายบริษัทให้สามารถผงาดได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ขณะเดียวกันยังต้องรักษาค่านิยมแบบดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้ ก่อนที่ราชันย์ที่ชื่อราตัน ทาทาจะก้าวลงจากบัลลังก์
ร่วมกับนันทินี ลักษมัณในมุมไบ
© 2007 by The McGraw-Hill Companies Inc. All rights reserved.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *