รสชาติ 'พันท้ายนรสิงห์' โลกลิ้มรสอร่อยแบบพื้นบ้านไทย

รสชาติ ‘พันท้ายนรสิงห์’ โลกลิ้มรสอร่อยแบบพื้นบ้านไทย
ใครเลยจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์พันท้ายนรสิงห์ ที่ขจรไกลไปถึงอเมริกาและยุโรปประเทศ จนมียอดขายสินค้าบางไลน์ครองตลาดเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอเมริกา เช่น น้ำพริกเผา น้ำจิ้มไก่
ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นแค่ SMEs เล็กๆ ที่อาศัยร่มเงาของสถานีรถไฟมหาชัยเป็นทำเลหากิน

+”พันท้าย” ตำนานข้าวเกรียบโลก
จากจุดเริ่มต้นธุรกิจขายข้าวเกรียบกุ้งของครอบครัววัฒนาพร ในปี 2505 ซึ่งมี “สมศักดิ์ -สุรีย์” สองสามีภรรยาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการสร้างธุรกิจเล็กๆซึ่งมีทำเลการค้าเป็นแผงขายของที่หัวรถไฟ (มหาชัย-วงเวียนใหญ่) ทว่าด้วยศักยภาพของทำเล ผสานกับฝีมืออันยอดเยี่ยมในการผลิตข้าวเกรียบกุ้งของ “สมศักดิ์” ทำให้ลูกค้าในละแวกดังกล่าวนิยมซื้อข้าวเกรียบไปเป็นของฝากให้กับญาติพี่น้องในกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าบางรายเริ่มที่จะหาเครื่องจิ้มเพื่อจิ้มรับประทานกับข้าวเกรียบให้ออกรสชาติ ด้วยเหตุนี้ “สมศักดิ์”จึงได้คิดค้นน้ำพริกเผาขึ้นมาเป็นเครื่องจิ้มซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ส่งผลให้ทั้งข้าวเกรียบและน้ำพริกเผา ซึ่งในขณะนั้นติดยี่ห้อพันท้ายนรสิงห์ ได้เติบโตขึ้นในระดับภูธร

+จากมหาชัย ถึงเมืองหลวง
5 ปีหลังจากที่เขายึดทำเลที่หัวรถไฟเลี้ยงครอบครัว ก็เริ่มที่จะขยับขยายเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นจากที่สนามหลวงซึ่งในอดีตเป็นศูนย์รวมสินค้าจากหลายๆพื้นที่ สิ่งสำคัญที่พันท้ายนรสิงห์ครองใจลูกค้าคือ รสชาติ และ ไอเดียในการนำเสนอสินค้าเนื่องจากในอดีตบ้านไหนที่ต้องการน้ำพริกเผาก็ต้องมาตำเองไม่มีใครนำมาขายสำเร็จ ซึ่ง “สมศักดิ์” สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคนั้นได้อย่างลงตัว เขาเป็นเจ้าแรกๆที่ทำน้ำพริกเผาสำเร็จรูปชนิดแบ่งขายเป็นกิโลกรัม (ประมาณ 15 บาท) หรือแบ่งขายเป็นขวด( 3 บาท) ได้สำเร็จอย่างงดงามจนสามารถขยายไลน์สินค้าอื่นๆออกมาอีกหลายอย่าง เช่น น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกตาแดง น้ำพริกกุ้ง น้ำพริกปลาย่าง
เมื่อประสบความสำเร็จในสนามหลวง เขาก็เริ่มที่จะออกร้านในเทศกาลงานประจำปี เช่น งานกาชาด งานวชิราวุธ งานแสดงสินค้าไทย นอกจากนี้เขายังได้มีโอกาสออกโทรทัศน์โดยผ่านเพื่อนฝูง เช่น ดารารุ่นเก่าอย่าง เทิ่ง สติเฟื่อง ช่วยเหลือฝากฝังกับผู้ใหญ่ในแวดวง หรือบางรายการที่ก็ขอออกรายการที่เป็นรายการส่งเสริมสินค้าไทย
แม้ว่าจะได้ออกรายการโทรศัพท์แต่ก็ยังไม่ติดตลาดในทันที เขาจึงเริ่มนำสินค้าไปฝากขายกับร้านค้าต่างๆในย่านชุมชน เช่น ประตูน้ำ สนามเป้า บางลำพู ตลาดราชวัตร ประมาณ 30-40 แห่งในย่านชุมชนพระนคร ในขณะนั้น “สุนทร” ทายาทของ “สมศักดิ์” ที่จบการศึกษาจาก Saint john College of Commerce ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศ

+อีกย่างก้าวสู่ต่างแดน
ในปี 2515 “สมศักดิ์” จึงตั้งร้านพันท้ายนรสิงห์ขึ้นมาที่ตลาดสนามเป้า เพื่อเป็นช่องทางจัดจำหน่ายและศูนย์รวมสินค้าพันท้ายนรสิงห์ ที่สำคัญในห้วงเวลาดังกล่าวเป็นก้าวย่างแรกที่พันท้ายจะออกไปสู่ต่างประเทศ เพราะในขณะนั้นชนชั้นสูงและชนชั้นกลางบางกลุ่มนิยมส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังอเมริกา ทำให้พันท้ายฯได้มีโอกาสติดปีกตามว่าที่ปัญญาชนเหล่านั้นข้ามทวีปด้วยการพัฒนาแพ็กเกจให้สามารถพกพาได้ ทำให้ชื่อเสียงของพันท้ายฯยิ่งขจรไปไกลยังเมืองลุงแซม เมื่อสินค้าติดตลาดปริมาณความต้องการสูงมากขึ้น จนผลิตสินค้าไม่ทัน จึงได้มีการขยายโรงงานเพื่อที่จะวางรากฐานในการส่งออกสินค้าอย่างเต็มตัว ภายใต้มาตรฐานต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งแผนก QC และ R&D ในปี 2517

+ตั้งเป้าส่งออกเป็นหลัก
กระทั่งทุกอย่างพร้อม “สมศักดิ์” จึงได้ส่ง “สุนทร” ไปดูตลาดที่อเมริกาเพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยในดินแดนแห่งเสรีภาพจำนวนมากต่างก็เป็นลูกค้าของพันท้ายนรสิงห์ รวมไปถึงกลุ่มผู้อพยพในอินโดจีน จากนั้นจึงมีการเดินทางเพื่อศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าในอเมริกาอีกหลายครั้งจนกระทั่งผลการเจรจาลงตัว
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ “สุนทร” วางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวให้กับบริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์ ฯ ว่าจะเน้นการส่งออก 70% และทำตลาดภายในประเทศ 30% เพราะเขามองเห็นว่า”ประเทศไทยประดุจดั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่นานาประเทศเสมือนดั่งมหาสมุทร” จากนั้นเขาก็เดินหน้าแสวงหาพันธมิตรธุรกิจในอีกหลายประเทศในยุโรปเพื่อส่งออกสินค้าแบรนด์พันท้าย เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ ฮอลแลนด์ ฯลฯ
อีกด้านหนึ่งก็พยายามพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจที่ตั้งเป้าจะรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว แนวคิดในเรื่อง Put the light man in the light Job จึงเป็นกลไกเบื้องต้นในการพัฒนาคนภายในองค์กร จากนั้นจึงนำไปสู่การอบรมการทำงานเป็นทีมเพื่อหลอมรวมทุกคนให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เนื่องจาก “สุนทร”เชื่อว่า การพัฒนาที่ถูกต้องจะต้องพัฒนาเป็นองค์รวม ขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างแท้จริง

+บทเรียนการส่งออก
ทว่าการค้ากับต่างประเทศใช่ว่าจะราบรื่น ที่ผ่านมาก็มีสารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามามากไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาเรื่องการไม่จ่ายเงินของลูกค้าในบางประเทศ การถูกกีดกันทางการค้า การก๊อบปี้สินค้า ความไม่ซื่อสัตย์ของคู่ค้า และที่โดนหนักที่สุดจนเป็นบาดแผลลึกๆในใจ “สุนทร” ก็คือ วิกฤติในการลดค่าเงินปี 2528 แทบทำให้พันท้ายฯสิ้นชื่อก็ว่าได้เนื่องจากส่วนต่างของค่าเงินในขณะนั้น ทั้งยังถูกลูกค้าบางรายโกง DA (ไม่จ่ายเงิน) กว่า 3-4 ล้านบาท ทว่าตลาดในประเทศของเขาไม่มีปัญหา แม้ยอดขายไม่พุ่งแต่ก็ไม่ลด ทำให้ธุรกิจของเขาพอประคองตนเองให้ผ่านพ้นวิกฤติ จนสามารถสะสางปัญหาการค้ากับลูกค้าบางคนสำเร็จ
ด้วยแนวคิดในการพัฒนาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ส่งผลให้ทุกองค์กรต่างเข้ามามีบทบาทและใช้ศักยภาพของตนเองในการร่วมกันประคองธุรกิจไม่ให้ล้มพังท่ามกลางพายุวิกฤติให้ห้วงเวลาดังกล่าว “สุนทร” ได้สรุปกุญแจสำคัญในการยกระดับธุรกิจ SMEs ให้สามารถส่งออกสินค้าไปต่างประเทศโดยอาศัยบทเรียนของพันท้ายฯ เป็นบิสิเนสโมเดล ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ถ้าคิดจะส่งออกสินค้าต้องมองในเรื่องการวิจัยพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ เพราะการวิจัยพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญมากไม่เฉพาะแต่การวิจัยในโปรดักต์หรือพัฒนาคุณ
ภาพสินค้าเท่านั้น คุณต้องเข้าใจในกลุ่มลูกค้าและพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด สองคุณต้องศึกษากฎระเบียบให้ถ่องแท้และปรับตัวเองให้สอดคล้องตามกฎระเบียบเหล่านั้น เช่น GMP , HACCP , ฮาลาล เพราะมาตรฐานเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการส่งออก เพราะยังมีหลายประเทศที่ดำเนินนโยบายกีดกันการค้าแบบแฝง และสุดท้ายสำคัญที่สุดคือคุณ ต้องซื่อสัตย์และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าทุกคน”

+ขยายโรงงานรองรับตลาดต่างประเทศ
กระทั่งในปี 2540 ซึ่งตรงกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ทว่าบริษัทอุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์ ฯ ภายใต้การนำของ “สุนทร” ก็สามารถสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นมาบนเนื้อที่ 80 ไร่ โดยไม่ได้มีการกู้เงินจากธนาคารซึ่งตรงนี้ก็เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงขุมพลังทางการเงินของพันท้ายฯได้ว่าอยู่ระดับที่ไม่ธรรมดา
แม้ในปีนี้เศรษฐกิจของประเทศจะตกต่ำ หลายธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่สำหรับพันท้ายฯแล้วกลับเติบโตอย่างมั่นคงซึ่งนี่ก็เป็นบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของ สุนทร ที่มุ่งเน้นส่งออกสินค้าเป็นหลักจนแทบจะไม่กังวลกับกำลังซื้อในประเทศ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *