ยุคใหม่ความรวย มหาเศรษฐีอินเดีย-จีน ยึด ‘บิลเลียนแนร์’ โลก

ยุคใหม่ความรวย มหาเศรษฐีอินเดีย-จีน ยึด ‘บิลเลียนแนร์’ โลก

นิตยสารฟอร์บส์บอกว่า เลขนัมเบอร์ 13 ถือเป็น “อันลัคกี้ นัมเบอร์” ของคนทั่วไป เท็จจริงแค่ไหน ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่า บิลเกตส์ซึ่งครองตำแหน่งคนรวย “ที่สุด” ของโลกมานานถึง 13 ปี ก็เสียแชมป์ให้กับ “วาร์เรน บัฟเฟตต์” เพื่อนรักต่างวัยในปีนี้
ส่วนประเทศซึ่งเศรษฐกิจสุดจะบูมอย่างอินเดีย จีน ก็มีปริมาณเศรษฐีเพิ่มขึ้นแบบอะเมซิ่ง รวยมหัศจรรย์
โดยเฉพาะอินเดีย ปีนี้ประกาศความเกรียงไกร ติด “ท็อป เท็น” รวยระดับโลกถึง 4 คน
ในการจัดอันดับบุคคลที่ “รวยที่สุด” ในโลกประจำปี 2008 ของนิตยสารฟอร์บส์ ปรากฏว่าจากจำนวนเศรษฐีทั่วโลกที่มีสินทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์นั้น มี “มหัศจรรย์จากเอเชีย” เกิดขึ้น
เพราะในบรรดาเศรษฐีที่เข้ารอบ 1,125 คน มีเศรษฐีจากเอเชียดาหนาเข้ามามากเป็นพิเศษถึง 211 คน จาก 160 คนในปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นในสัดส่วนสูงสุด 30%
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากจำนวนเศรษฐีอินเดียและจีนนั่นเอง โดย 2 ประเทศนี้มี “จำนวน” เศรษฐีที่รวยติดอันดับโลกสูงในอันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ
อินเดียนั้นครองแชมป์ “เจ้าความรวย” จากเอเชีย เพราะมีเศรษฐีติดอันดับฟอร์บส์มากสุดถึง 53 คน
เทียบในระดับโลก ก็เป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐและรัสเซียเท่านั้น
โดยสหรัฐอเมริกามีจำนวนเศรษฐีมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มี 469 คน ตามมาด้วยรัสเซีย 87 คน และอันดับสาม คือ อินเดีย 53 คนนั่นเอง
เท่านั้นไม่พอ เศรษฐีอินเดียยังแซงเศรษฐีทั่วโลก เพราะติดอันดับ “ท็อป เท็น” ผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกถึง 4 คน จากปกติแล้วผู้ที่ติดท็อปเท็น คือ เหล่าเศรษฐีอเมริกันล้วนๆ
บิลเลี่ยนแนร์แดนภารตะ ก็เช่น ลักษมี มิตตาล ผู้ค้าเหล็กรายใหญ่ของโลก ซึ่งรวยเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วย มิตตาลมีทรัพย์สิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ มูเกช อัมบานี นักธุรกิจปิโตรเคมีรวยเป็นอันดับ 5 ของโลกด้วยทรัพย์สิน 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ อานิล อัมบานี รวยเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยทรัพย์สิน 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์จากธุรกิจหลายประเภท
“นับแต่เราสำรวจมา 22 ปี ผลสำรวจได้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
2 ปีก่อน 10 อันดับแรกของโลกเป็นเศรษฐีอเมริกัน แต่เดี๋ยวนี้มีแค่ 4 คนเท่านั้น มีเศรษฐีอินเดียติดท็อปเท็นถึง 4 คน สูงกว่าประเทศต่างๆในโลก” ฟอร์บส์กล่าวอย่างทึ่งๆ
ส่วนเศรษฐีจีน ตัวแทนจากเอเชียอีกรายก็ทำได้สมฐานะพี่เบิ้มเอเชียเช่นกัน เพราะจากที่เคยมีเศรษฐีติดอันดับ 20 คนในปีก่อน ปีนี้มีเศรษฐีจีนติดอันดับของฟอร์บส์พุ่งขึ้นเป็น 42 คน สูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก
นอกเหนือจากเศรษฐีแผ่นดินใหญ่แล้ว จีนยังมีฮ่องกงเขตปกครองพิเศษ ซึ่งมีเศรษฐีติดอันดับโลกอีก 26 คน
ดังนั้นถ้านับรวมเศรษฐีจากจีนและฮ่องกง จะทำให้จีนมีเศรษฐีติดอันดับโลกสูงถึง 68 คน เป็น “เจ้าเอเชีย” ด้านความรวยตัวจริงเสียงจริง
ฟอร์บส์บอกว่า เศรษฐีจีนก้าวสู่ทำเนียบคนรวยได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เช่น เกา เตอคัง เจ้าของธุรกิจผลิตเสื้อแจ๊คเก๊ตที่บุขนอ่อนของห่านรายใหญ่สุดของโลก ที่มีทรัพย์สิน 1.2 พันล้านดอลลาร์ ติดอันดับ 962
ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความรวย ปีนี้ต้องเสียแชมป์ประเทศที่มีเศรษฐีมากที่สุดให้กับอินเดียไป โดยญี่ปุ่นมีเศรษฐีติดอันดับโลก 24 คนเท่ากับปีก่อน
ประเทศเอเชียอื่นๆ ที่มีเศรษฐีรวยติดอันดับโลกก็เช่น เกาหลีใต้ 12 คน มาเลเซีย 8 คน ไต้หวัน 7 คน อินโดนีเซียและสิงคโปร์ประเทศละ 5 คน ไทย 3 คน และฟิลิปปินส์ 2 คน
โดยเจ้าสัวไทยทั้ง 3 คน นำโดย “เฉลียว อยู่วิทยา” ตามมาด้วย “เจริญ สิริวัฒนภักดี” และ “ธนินท์ เจียรวนนท์”
ทั้ง 3 เจ้าสัวได้ติดอันดับฟอร์บส์ในปีก่อนๆ อยู่แล้ว แต่ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงอันดับบ้าง
โดย “เฉลียว อยู่วิทยา” เจ้าพ่อเครื่องดื่มกระทิงแดงมีอัตรารวยเพิ่มขึ้น ทำให้ได้เลื่อนอันดับจาก 279 ในปีก่อน มาอยู่ที่ 260 สินทรัพย์มูลค่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 แสนล้านบาท
รองลงมา คือ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” เสี่ยเบียร์ช้าง รวยอันดับที่ 307 ของโลก มีสินทรัพย์ 3.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.1 แสนล้านบาท
ส่วนเศรษฐีชาวไทยคนสุดท้ายที่ติดอันดับโลก คือ “ธนินท์ เจียรวนนท์” แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ติดอันดับ 897 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 1.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 4.1 หมื่นล้านบาท เป็นอันดับที่ปรับลดลง
นอกจากเศรษฐีใหม่จากจีน อินเดียแล้ว การจัดอันดับของฟอร์บสครั้งนี้ ยังได้ต้อนรับสมาชิกเศรษฐีใหม่ที่สร้างความรวยด้วยตัวเอง และอาจจะมีอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ เพราะ “มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก” คนนี้มีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น
หนุ่มน้อยซัคเกอร์เบิร์กเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ ด้วยมันสมองฉลาดระดับอัจริยะทำให้ขณะนี้เขามีทรัพย์สิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาทแล้ว
สำหรับเศรษฐีโลกระดับ “ท็อป ทรี” แชมป์คนรวยคนใหม่ของโลก คือ “วาร์เรน บัฟเฟตต์” วัย 77 ปี เศรษฐีหุ้นสัญชาติอเมริกัน ที่มีทรัพย์สินก้าวกระโดดขึ้นจากปีก่อน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,922,000 ล้านบาท
ความมั่งคั่งนี้เป็นผลมาจากหุ้นบริษัทเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ของเขามีราคาพุ่งสูงขึ้น
อันดับ 2 คือ เจ้าพ่อเทเลคอม “คาร์ลอส สลิม เฮลู” ชาวเม็กซิกัน วัย 68 ปี ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2 เท่า ใน 2 ปี เป็น 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,860,000 ล้านบาท
“บิล เกตส์” วัย 52 เจ้าของบริษัทไมโครซอฟต์ อดีตคนรวยที่สุดในโลก ร่วงไปอยู่อันดับที่ 3 โดยมีทรัพย์สิน 5.8 หมื่นดอลลาร์ หรือประมาณ 1,740,000 ล้านบาท แต่เกตส์ก็รวยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 พันล้านดอลลาร์
นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่า เศรษฐีที่ติดการจัดอันดับครั้งนี้มีทรัพย์สินรวมกันทั้งหมด 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9 แสนล้านดอลลาร์จากปีก่อน โดยเศรษฐีอเมริกันเกือบจะเป็นครึ่งหนึ่งของเศรษฐีทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วน 42% และมีส่วนแบ่งทรัพย์สิน 37% นอกจากนี้ยังมีเศรษฐีใหม่ของโลกเพิ่มเข้ามา 226 คน ซึ่ง 77 คนเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ชาวอเมริกัน และครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้ร่ำรวยจากธุรกิจการเงิน การลงทุน
และ 16 ปีหลังการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้รัสเซียกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐีติดอันดับโลกถึง 87 คน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ และเฉือนหน้าเยอรมนีที่มีเศรษฐีติดอันดับ 59 คน ทั้งอยู่ในอันดับ 2 มา 6 ปีแล้ว
อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า จากการเกาะติดความรวย นิตยสารฟอร์บส์บอกว่า ก็จะมีทั้งคนที่สูญเสียอันดับ คนที่เป็นผู้ชนะ จากการขึ้น-ลงของความรวยนั่นเอง
ต้องมาติดตามต่อว่า ปีหน้าทำเนียบบิลเลียนแนร์โลกจะได้ต้อนรับใคร มหาเศรษฐีคนไหนจะหลุดโผความรวย และเศรษฐีหน้าใหม่คนไหนจะผงาด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *