‘ยืดหยุ่น-สร้างสรรค์’

“ยืดหยุ่น-สร้างสรรค์”
ถ้าองค์กรมีระบบในการบริหารพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ นอกจากคิดอะไรใหม่ๆ ได้แล้ว ยังสร้างความยืดหยุ่นได้มากกว่า
“ไม่มีอะไรหยุดความคิดเราได้ องค์กรรุ่นใหม่ต้องไม่ทำให้พนักงานเบื่อ ต้องกระจายอำนาจออกไป อย่าทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เพราะหนึ่งในกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นขั้นตอนของการลดความเสี่ยงให้ธุรกิจ”
ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 37.5 องศาเซลเซียส จำกัด ที่ปรึกษาทางด้านการจัดการองค์กร บอกเล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟัง ถึงพลังความคิดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ในสภาพแวดล้อมที่ทุกอย่างดูนิ่ง ความคิดใหม่ๆ อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องหยิบฉวยมาใช้ แต่ในยุคที่องค์กรล้วนแล้วแต่เผชิญกับภาวะไม่แน่นอน การบริหารธุรกิจหลายอย่างดูเหมือนการคลำหาทางในห้องมืด
“กล่าวได้ว่าปีหมูนี้เป็นแห่งห้องมืดจริงๆ เราจะทำแผนเอ แผนบี รองรับความเสี่ยงธุรกิจ จะยังพออยู่ไหม? ในสภาพที่แวดล้อมไม่ชัดเจน เหมือนเราทำธุรกิจอยู่ในห้องมืด เมื่อแสงน้อยจะทำอย่างไรให้ทะลุไปได้ ต้องรู้สึกตัวรับรู้ได้เร็ว องค์กรต้องปรับตัวได้เร็ว”
ถ้าเปรียบว่าผู้บริหารไม่ต่างอะไรกับสมอง พนักงานทุกคนก็คือแขนซ้ายขวา ที่ต้องตื่นตัวตามติด ต้องฝึกคิดเร็ว ทำใหม่ คิดใหม่ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและต่างไปกว่าเดิม
วรรคทองของไอน์สไตน์ ที่ศรัณย์บอกว่า โดนใจบรรดานักคิดนักสร้างสรรค์แบบเต็มๆ ก็คือ ประโยคที่ว่า “ความฟั่นเฟือนคือการทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วคาดหวังผลที่ได้จะต่างไปจากเดิม” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนและองค์กรล้วนต่างเผอเรอ
“เมื่อองค์กรต้องการผลต่างไปจากเดิม ต้องการส่วนแบ่งตลาด ต้องการประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องการการทำงานที่เร็วกว่าเดิม ผิดพลาดน้อยกว่าเดิม ก็ต้องหาวิธีการทำที่ต่างไปจากเดิม และการจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมได้ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องนำทาง”
หลายปีมานี้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากหลายองค์กร
อยากบ่มเพาะให้มี และอยากดูดีแบบองค์กรสร้างสรรค์
หลายบริษัทพยายามปักธงตัวเองว่า เป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ พยายามเรียกตัวเองว่าเป็น Creative Organization หรือ Innovative Organization บางแห่งบรรจุเอาความคิดสร้างสรรค์ หรือนวัตกรรม เป็นหนึ่งในความสามารถหลัก (core competency) ของพนักงานที่ต้องมีต้องเป็น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กร บางแห่งก็กำหนดไว้ในเครื่องมือชี้วัด KPIs อย่างเช่น ทรู คอร์ปอเรชั่น ดีแทค และยูนิลีเวอร์
ถึงกระนั้นบางบริษัทก็ยังดำเนินการอย่างครึ่งๆ กลางๆ มุ่งเน้นไปทางการฝึกอบรมให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่มุ่งเน้นวิธีปฏิบัติ หรือมุ่งการบริหารจัดการภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเมล็ดพันธุ์
“ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ต้องให้พนักงานมีไอเดียใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ยิ่งมีการแข่งขัน องค์กรต้องยิ่งเปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเยอะ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเยอะ ถ้าองค์กรมีระบบในการบริหารพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ นอกจากคิดอะไรใหม่ๆ ได้แล้ว ยังสร้างความยืดหยุ่นได้มากกว่า”
เขาสรุปว่า “ความคิดสร้างสรรค์” กับ “ความยืดหยุ่น” จึงเป็นสิ่งที่คู่กัน
จุดเริ่มต้นของการไต่บันไดสู่องค์กรมีหัวคิดและรู้จักสร้างสรรค์ อันดับแรกต้องรู้จักการบริหารการเปลี่ยนแปลง หรือ change management รู้ว่าอะไรต้องปรับเปลี่ยน มองว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์
ตัดทอนระบบที่ไม่เอื้อ เน้นการให้รางวัล ปรับวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับทางเดินสายใหม่ขององค์กร
“ให้มองว่าอะไรเป็นอุปสรรคแล้วตัดออก เปลี่ยนแปลง ล้างไพ่ซะ แล้วมองเรื่องของภาวะผู้นำ จะบริหารจัดการอย่างไร ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในทุกหน่วยงาน สุดท้ายก็มาถึงตัวพนักงานจะปรับวิถีคิดอย่างไรให้ได้ผลที่ต่างไปจากเดิม”
ทั้งหมดนี้ ต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมของความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดใจ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่เคร่งครัด ให้โอกาสทุกคนได้แสดงความคิด ไม่ใช่สร้างบรรยากาศแบบข้ามาคนเดียว แล้วคนอื่นๆ กลับต้องตายหมู่
“เปรียบเสมือนเราปลูกต้นไม้ รอวันให้เติบโต ก็ต้องเตรียมที่ดิน จัดที่จัดทาง เตรียมน้ำรด เปิดทางให้แสงส่อง เตรียมปุ๋ยไว้เติม โรยเมล็ดพันธุ์ พอรากงอกขึ้นมา ทุกอย่างก็พร้อมเดินหน้า”
ถือเป็นกระบวนการบริหารจัดการคน ซึ่งล้วนต่างก็มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในหัว ให้สามารถแงะออกมาแล้วสร้างให้เกิดประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย หน้าที่นี้หนีไม่พ้นบรรดาผู้นำและกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นหัวหน้า
“เวลาต้องบริหารจัดการคนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ คนส่วนมากคิดว่าต้องเป็นผู้นำหรือคนที่เป็นหัวหน้า แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ หัวหน้ามีหน้าที่บริหารจัดการ ให้พนักงานเอาความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้”
3 หลักการเร้าความคิดสร้างสรรค์ให้ตื่นตัว อันดับแรกคือ ผู้นำต้องถ่อมตัวในความคิดสร้างสรรค์ เพราะเวลาหัวหน้าคิดไอเดียกระจาย ลูกน้องก็จะทำตัวไม่ให้ความคิดหลุดกระเจิง แล้วบอกว่า ไอเดียลูกพี่เท่สุดๆ แล้ว งั้นขอเป็นผู้ตามละกัน
“จริงๆ แล้วลูกน้องมีความคิดสร้างสรรค์เยอะ แต่ไม่กล้าเสนอความคิดให้ลูกพี่ ถ้าหัวหน้าถ่อมตัว ถือเป็นโอกาสให้ลูกน้องได้เติมเต็มความคิดนั้น เพราะยังไงเสียลูกน้องต้องสัมผัสเนื้องานโดยตรงมากกว่าลูกพี่ โอกาสมีความคิดใหม่ๆ ได้มากกว่า สัมผัสกับลูกค้ามากกว่า”
ฉะนั้น หน้าที่ของหัวหน้าที่ต้องทำมีเพียงแค่เอาความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อง มาผสมผสานกับประสบการณ์ที่หัวหน้ามีอยู่ แล้วสร้างสรรค์ออกมา
“หัวหน้าวางบทบาทตัวเองว่า มีความคิดสร้างสรรค์น้อย แต่มีประสบการณ์เยอะ ลูกน้องจะมีแนวโน้มมีความคิดสร้างสรรค์เยอะ เอามาผสมกันกับหัวหน้า ถ้าหน่วยงานไหนองค์กรไหนทำตรงนี้ได้เนียน จะทำให้เกิดรูปแบบการทำงานใหม่ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม”
หลายครั้งที่ความคิดสร้างสรรค์หลุดโลกเกินไป มีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อเป็นของใหม่ก็ต้องมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย แต่ถ้าเอาประสบการณ์มาตัดแต่ง จะทำให้ได้ความคิดที่มีความเสี่ยงน้อยลง ความผิดพลาดก็พลอยน้อยลงไปด้วย
หลักการที่สองคือ หัวหน้าต้องแสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็น โยนคำถามให้ลูกน้องอยู่ตลอดเวลา “เอ๊ะ! ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ? ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป?” เอ๊ะ! ไปเรื่อยๆ ถามนำให้ลูกน้องคิดไปเรื่อยๆ จะกระตุ้นเซลล์สมอง ทำให้ลูกน้องเริ่มคิดอะไรใหม่ๆ
หลักการสุดท้ายคือ หัวหน้าต้องมีความอึดเวลาไม่ได้คำตอบให้นานที่สุด เช่น ไตรมาสแรกนี้เมื่อบริษัทต้องการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในที่ทำงาน จะด้วยจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่ (เพิ่มยอดขาย ลดขั้นตอน ลดข้อผิดพลาด) ก็สร้างบรรยากาศระดมความคิด “ลองไปคิดดูสิ อาทิตย์นี้ไม่ได้ไม่เป็นไร อาทิตย์หน้าลองไปคิดมาใหม่นะ” อดทนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ไอเดียหลุดโลก นอกคอก ที่สามารถแปลงสภาพไปเป็นความคิดสร้างสรรค์ได้ในท้ายที่สุด
“ช่วงหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ เราเรียกว่าบ่มความคิด ทำให้เต็มที่ ยื้อให้สุดๆ แล้วกลั่นออกมาเป็นวิถีทางให้เกิดความคิดสร้างสรรค์”
ตัวอย่างที่น่าสนใจขององค์กรความคิดสร้างสรรค์จากผู้คนต่างจำพวก เช่นการรับพนักงานที่หัวหน้าไม่ชอบหน้ามาทำงาน ให้สวนทางกับวิธีคิดแบบเดิมๆ ที่เลือกเฉพาะคนถูกใจ เพราะถ้าเรารับพนักงานที่เราชอบ แสดงว่าเรากำลังรับคนที่มีอะไรเหมือนเรา มีความคิดเหมือนเรา มีมุมมองเหมือนเรา มีทัศนคติเหมือนเรา แล้วความคิดจะต่างจากเราไปได้ไหม?
ส่วนบริษัทที่ตั้งใจฝืนตัวเองว่ารับพนักงานที่ไม่ชอบ เพราะคนที่เราไม่ชอบ ไม่ได้เป็นเพราะดีหรือเลว แต่เป็นคนที่มีอะไรต่างกับเรามาก ยิ่งต่างมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ไม่ชอบเท่านั้น
แต่ความต่างนี่เองเป็นต้นกำเนิดความคิด ที่ทำให้แผนกสามารถทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม
“การรับคนที่เราชอบ หรือสีเดียวกับเรา ข้อดีก็มีนะ ทำงานราบรื่น ว่าไงว่าตามกัน แต่ว่าจะไม่มีอะไรใหม่ ต้องถามตัวเองว่า เราอยากได้องค์กรหรือหน่วยงานที่ทำงานราบรื่น หรือต้องการหน่วยงานที่ทำอะไรใหม่ๆ ถ้าราบรื่นก็โอเค รับคนที่เราชอบ ถ้าต้องการความคิดใหม่ๆ ก็ต้องฝืนใจรับคนที่เราไม่ชอบ”
ไม่ต่างอะไรกับความหวานและความขม ความหวานรักษาโรคไม่ได้ แต่ความขมทำให้ใครหลายคนฟื้นไข้มาเยอะแล้ว…
Key Point
กระบวนความคิดสร้างสรรค์
C = Compare & Combine เปรียบเทียบ ผสมผสาน
R = Risk Taking เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน
E = Expand & Shrink ยืดๆ หดๆ
A = ASK : What is good?, What if?, What else? ดีอย่างไร? ถ้าไม่ใช่แบบนี้แล้ว จะเป็นแบบไหนได้อีก
T = Transform Viewpoint เปลี่ยนมุมมอง เพื่อทางออกที่ดีกว่า
I = In Another Sequence มองในลำดับที่แตกต่าง
V = Visit Other Places ไปในที่ที่ไม่เคยไปเสียบ้าง
I = Incubate กกไข่และฟูมฟักให้ได้ที่ อย่าเพิ่งหนีไปไหน
T = Trigger Ideas จงลั่นไกความคิด (ซะ)
Y = Youth Advantage ใช้ประโยชน์จากความเป็นเด็กให้ถูกที่ถูกทาง
Side bar 1
คิดนอกกรอบ VS คิดนอกคอก
คิดนอกกรอบ คือทำอย่างไรถึงจะคิด โดยที่หลุดจากกรอบความรู้เดิม หลุดจากกรอบประสบการณ์เดิม บางคนที่ไม่ได้อยู่ในแผนกอาจจะมีไอเดียดีๆ มีสิ่งที่ต่างออกไปได้มากกว่าคนที่จมอยู่ในแผนกเดียวกันทั้งปีทั้งชาติ
บางองค์กรจะสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อให้เกิดการแนะนำข้ามแผนก ถือเป็นข้อแนะนำที่หลุดจากความรู้และประสบการณ์ แต่ไม่ได้บอกว่าคำแนะนำเหล่านั้นจะใช้ได้และดีไปทั้งหมด บางอันอาจจะโหล่ยโท่ย แต่ก็ถือว่าแตกต่างและสามารถนำไปปรับใช้ได้
คิดนอกคอก คือ คิดแล้วประหลาด ผิดจรรยาบรรณ ผิดวัฒนธรรม ผิดการยอมรับสังคม ผิดวัฒนธรรมองค์กร ผิดการยอมรับของบริษัท
ขณะที่การคิดนอกกรอบคือ ความคิดที่อยู่นอกกรอบความคิดตัวเรา แต่ว่ายังเป็นไปตามกรอบสังคมและองค์กร แต่การคิดให้หลุดโลกไปเลย เป็นความคิดนอกคอก หรือเพ้อฝัน ไม่เป็นที่ยอมรับ
หน้าที่ของผู้นำคือ ทำอย่างไรถึงจะดักความคิดนอกคอกให้เป็นกรอบของสังคม และทำอย่างไรจะไปให้ถึงกรอบองค์กร
จากผลวิจัยพบว่า ขณะที่ความคิดนอกกรอบพอปิ๊งออกมาแล้ว บางทีก็งั้นๆ แต่ความคิดนอกคอกกลับสามารถแปลงออกมา ให้เป็นความคิดสร้างสรรค์กระฉูดๆ ได้
หลายความคิดที่เคยดูทุเรศๆ บางครั้งกลายเป็นไอเดียสุดเริ่ด ที่เข้ากรอบความคิดสร้างสรรค์แบบเข้ากั๊นเข้ากัน
เรื่อง : วรนุช เจียมรจนานนท

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *