มิติองค์กรบนความ 'ยั่งยืน'

มิติองค์กรบนความ “ยั่งยืน”
ความยั่งยืน (sustainability) เป็นคำที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง ในหลายเวทีสัมมนาการจัดการองค์กร บริษัทส่วนใหญ่ร่ำร้องหาคำคำนี้ว่า “เป็น อยู่ คือ” ที่จะผลักดันธุรกิจให้อยู่รอดแบบตีตั๋วยาว ยิ่งไกลได้ยิ่งดี

ปัญหาคือ จะไปซื้อหาความยั่งยืนแบบตีตั๋วเที่ยวเดียว โดยไม่ต้องย้อนกลับไปหาความถดถอยได้ที่ไหน

แม้แต่แดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า ก็ยังไม่แน่ว่าจะหาเจอ

“เอพีเอ็มกรุ๊ป” หยิบเอางานวิจัยที่ชื่อว่า Creating a Sustainable Future หรือแนวทางสร้างองค์กรให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน ของสถาบันการศึกษาและพัฒนาศักยภาพบุคลากร American Management Association (AMA) มาอธิบายแนวคิดการคงอยู่ขององค์กร ภายใต้สถานการณ์ที่พร้อมจะผันผวนตลอดเวลา

โดยยืมเอาวลีอมตะที่ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” มาแทนค่าความยั่งยืนในอนาคต ที่ไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ถ้าปราศจากการลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้

ฉะนั้น แทนที่จะร่ำร้องหรือออกไปซื้อหา ถึงเวลาต้องสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น ด้วยสองมือและแรงใจเกินร้อยของทุกคนในองค์กร

บริษัทหยิบยกเอาโมเดลพีระมิดแห่งความยั่งยืน 3 ชั้น ซึ่งเมื่อต่อรวมกันแล้วจะได้ topping ยอดแหลมสุดในเรื่องของผลประกอบการที่สร้างความยั่งยืนให้องค์กร

ฐานชั้นแรกเป็นเรื่องของ foundation “ภัทรศักดิ์ อุตตมะโยธิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอพีเอ็ม เลิร์นนิ่ง จำกัด อธิบายว่า การจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็นองค์กรแข็งแรงยั่งยืนได้ ผู้บริหารต้องเล่นด้วยในทุกประตู ตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนความเชื่อของคน ปรับทิศทางให้สอดรับกับกลยุทธ์ที่องค์กรจะมุ่งไป ดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติ สังคม การเงิน และทุนมนุษย์ มาหักกลบลบหนี้อยู่ในต้นทุนการผลิต ภายใต้หลักคิดขององค์กรมีจริยธรรม โปร่งใส ตรงไปตรงมา

จากนั้นก็กระจายคุณค่าดีๆ เหล่านี้จากบนลงล่าง ไม่ต่างอะไรกับน้ำตกย่อมไหลจากที่สูง ไม่ใช่ล่างขึ้นลงแบบน้ำพุที่พอหมดแรงดันจากผู้บริหารเมื่อไหร่ น้ำก็ไม่พุ่งออกมา

“บทบาทองค์กรที่อยากก้าวไปสู่ความยั่งยืน ต้องลองทำในสิ่งที่ถูกต้อง มากกว่าหลับหูหลับตาทำเฉพาะที่กฎหมายกำหนด เวลาตัดสินใจทำอะไรต้องอยู่บนพื้นฐานคนรอบข้าง ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ”

เขาย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดโดยง่าย แต่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีวันจบสิ้น และต้องอยู่ทนกับคนรุ่นต่อๆ ไป

ธีระ วีรธรรมสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอพีเอ็ม เอชอาร์ คอนซัลทิง จำกัด มองถึงความยั่งยืนบนฐานที่สองหรือ traction ว่า การยึดโยงเพื่อให้เกิดมิติความยั่งยืน จำเป็นต้องวัดและประเมินผล ภายใต้ระบบที่สอดรับกัน

ทุกวันนี้องค์กรทั่วโลกต่างวิ่งไปหาความยั่งยืน โดยผ่านประเด็นการจัดการรักษาสิ่งแวดล้อม ใครๆ ก็ห่วงใยโลกที่กำลังร้อนระอุ พอๆ กับเป็นกังวลกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งพรวดกันทั้งนั้น

ฉะนั้นถ้าอยากเกาะกระแสโลกในระดับมหกรรม ก็ต้องสร้างความยืนยงแบบมีรสนิยม ด้วยการทำให้สอดคล้องสมดุลกันระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ซึ่งถือเป็นเป้าหมายใหญ่ทางธุรกิจที่จะนำไปสู่การวัดความสามารถองค์กร และกลยุทธ์การจัดการคนอีกทอดหนึ่ง

“HR ต้องสนับสนุนคนให้มีแรงจูงใจทางด้านสิ่งแวดล้อม มีแรงผลักดันคิดจะทำอะไรดีๆ ให้สังคม แนวทางบริหารวันนี้ต้องโฟกัสไปที่กลยุทธ์ธุรกิจ ที่สุดท้ายแล้วต้องไปตอบโจทย์ในเรื่องของผลกำไร (profit) คน (people) และสิ่งแวดล้อม (planet) ให้

เขาบอกว่า ความแตกต่างอันหนึ่งที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงคือ แนวคิดตะวันออกจะมุ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงรักษาความสมดุลและสอดคล้องเอาไว้ ขณะที่ตะวันตกจะมุ่งการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง

แนวคิดอย่างแรกมีความเป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่วนแนวคิดอย่างหลัง มุ่งโจมตีธรรมชาติแทบไม่เหลือซาก ก่อปัญหาตามมาถึงทุกวันนี้

“เราหลอมรวมความผูกพัน ทั้งลูกค้าและคนในองค์กรเราขนาดไหน” อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอพีเอ็ม ตั้งคำถามในฐานที่สามว่าด้วยเรื่อง integration มุมมองของฐานนี้ใช้วิธีคิดแบบองค์รวม ในการยึดโยงระบบการจัดการทุกอย่างให้ลงล็อก ซึ่งหลักๆ จะอยู่ในประเด็นของการจัดการกลยุทธ์ ระบบการเงิน สินค้าและบริการ จริยธรรมและการดูแลผู้ถือหุ้น รวมถึงการพัฒนาคน

หลายประเด็นของการไขว่คว้าความยั่งยืนให้องค์กร เธอบอกว่า ต้องมองและสแกนอย่างมีกลยุทธ์ มีแนวโน้มอะไรใหม่ๆ เข้ามา ทั่วโลกกำลังหันหัวเรือไปทางไหน ต้องเห็นภาพให้ได้ว่าใครจะเป็นลูกค้าในอนาคต องค์กรยั่งยืนแค่ไหนต้องมีการวัดผล แล้วหาออกมาว่าองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด

“นวัตกรรมจะเกิดพร้อมกับการสร้างความยั่งยืน ผู้นำต้องปฏิวัติสินค้าและบริการใหม่ๆ วิเคราะห์คุณค่าที่เกิดขึ้น หรือประเด็นการเงินก็ต้องมองขาดว่า องค์กรใช้เงินแบบไหน ประเมินออกมา มองรายรับว่ากระจายตัวไปกี่ช่องทาง และช่องทางไหนมีโอกาสสร้างรายได้ให้เรา คำนวณเลยว่าต้นทุนแต่ละตัวมาจากค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วเราอยากให้คนในองค์กรเป็นแบบไหน”

เธอเรียกการไขว่คว้าเหล่านี้ว่า เป็นกรอบการทำงานที่เป็นกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน ใน 8 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การสแกนกลยุทธ์ 2.การวัดผลเฉพาะจุด 3.การวิเคราะห์คุณค่า 4.การประเมินการเงิน 5. การชี้ชัดถึงสินค้าและบริการที่โดดเด่น 6.การแจกแจงช่องทางรายรับ 7.การคำนวณต้นทุน และ 8.เข้าใจถึงจุดยืนองค์กร

ความยั่งยืนยังคงเป็นคำที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง ในหลายเวทีสัมมนาการจัดการองค์กร

ทั้งหมดเป็นเรื่องของแนวคิด ส่วนที่เหลือคือสิ่งที่ต้องลงมือทำ

ที่มา : วรนุช เจียมรจนานนท์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *