มอง 'เศรษฐศาสตร์' ให้ถึงแก่นสาร

มอง “เศรษฐศาสตร์” ให้ถึงแก่นสาร
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย เพสซิมิสต์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3837 (3037)
ขณะนี้มีการกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจกันมาก ซึ่งอิงไปถึงทฤษฎีที่แตกต่างจากทฤษฎีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ความผาสุกของประชาชนหรือ gross national happiness (GNH) เศรษฐกิจพอเพียงและการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เช่น กรีนจีดีพี ตลอดจนการพูดถึงการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน
ผมไม่ขอเข้าร่วมการวิเคราะห์หรือขยายความประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่อยากอาศัยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ในตารางทางเศรษฐศาสตร์ทั่วไป มาใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่ได้มีการกล่าวถึงกันในเชิงของการโต้วาที กล่าวคือ ตั้งใจอาศัยทฤษฎีเพื่อชี้ขาวชี้ดำ ไม่ใช่การเขียนแบบประนีประนอม ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขบคิดกันอย่างลึกซึ้งและจริงจัง เพราะในหลายๆ กรณีนั้น บางครั้งการเสนอแนวคิดใหม่ๆ จะฟังแล้วน่าสนใจและน่าประทับใจ แต่ก็ควรพิจารณาและวิเคราะห์ให้ถึงแก่นสาร ว่ามีความหมายสมเหตุสมผลและสามารถนำไปปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด
1.การส่งเสริมการออมและอันตรายของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด : คงไม่มีใครถกเถียงได้ว่าการส่งเสริมการออมนั้นเป็นสิ่งที่ดี และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ นั้นเป็นสิ่งที่อันตรายต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ แต่ผมขอให้ข้อคิดดังนี้
ในส่วนของการออมนั้น เห็นได้ว่าการออมของครัวเรือนของไทยปรับลดลงมาโดยตลอด และหากการออมอยู่ที่ระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นปัจจุบันที่ออมไม่เพียงพอสำหรับใช้สอยเมื่อตนเกษียณแล้ว ก็จะขัดสนและเป็นภาระต่อสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพัฒนาการทางสาธารณสุขยิ่งทำให้คนในปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้น ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการส่งเสริมให้ครัวเรือนไทยมีการออมมากขึ้น
แต่ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ให้กำเนิดทฤษฎีเศรษฐกิจมหภาคคนหนึ่ง ได้ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการที่จะออมเพิ่มขึ้นนั้นอาจส่งผลให้ไม่สามารถออมได้มากขึ้น แต่กลับจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง ทั้งนี้เพราะความต้องการออมมากขึ้นหมายถึงการบริโภคที่ลดลง ทำให้ธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถขายสินค้าและมีกำไรได้ดังคาด ดังนั้นการลงทุนจึงตกต่ำไปด้วย จนในที่สุดเศรษฐกิจโดยรวมไม่สามารถขยายตัวต่อไปได้ Keynes ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการลงทุนซึ่งเขาเห็นว่าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะสั้น (และในระยะยาวด้วยเพราะการลงทุนคือการเพิ่มกำลังการผลิตและรายได้ในระยะยาว) และปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุนนั้น ได้แก่ ความมั่นใจ เพราะหากไม่มีความมั่นใจแล้ว จะลดดอกเบี้ยหรือเพิ่มสภาพคล่องให้ล้นหลามเพียงใด ก็จะไม่สามารถชักจูงให้เกิดการลงทุนได้
ดังนั้น Keynes จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้จ่ายของภาครัฐ เพราะเม็ดเงินที่ระบายลงสู่เศรษฐกิจนั้นจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรงและเป็นที่ประจักษ์ของนักลงทุน จึงจะช่วยให้ความมั่นใจกลับคืนมาได้โดยเร็ว
ประเด็นคือ หากเราจะใช้นโยบายการคลังขาดดุลถึง 1 แสนล้านบาท แต่กลับส่งเสริมให้ออมเพิ่มขึ้น แล้วจะไม่ถือว่าเป็นนโยบายที่สวนทางกันหรือ เพราะหากการบริโภคก็ขยายตัวตามปกติ แต่รัฐบาลยืมเงินประชาชนมาใช้ลงทุนเพิ่มขึ้น ก็น่าจะส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
บางคนอาจเถียงว่า ต้องการลดการบริโภคเพื่อมิให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลส่งผลให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือ หากประชาชนยังบริโภคเท่าเดิม แต่รัฐบาลใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายโดยรวมของประเทศก็จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย เป็นผลให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ประเด็นนี้สามารถแสดงได้โดยอาศัยสมการดังนี้
Y = C + I + X – M + G – T
โดย Y = จีดีพี (รายได้ประชาชาติ) C = การบริโภค I = การลงทุน X = การส่งออก M = การนำเข้า G = การใช้จ่ายของรัฐ T = ภาษี
Y – C = I + X – M + G – T
แต่ Y – C = S หรือการออมของประชาชน
และสมมุติว่าประชาชนออมเท่ากับการลงทุนคือ S = I หรือในอีกทางหนึ่ง S – I = 0
ดังนั้นจะได้ว่า
S – I = X – M + G – T หรือ
X – M + G – T = 0 นั่นเอง
หมายความว่า G > T จะทำให้ M > X กล่าวคือหากประชาชนไม่ลดการบริโภคและเพิ่มการออม การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณก็จะทำให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดิน สะพัดได้
แต่หากพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาซึ่งเผชิญกับปัญหาน้ำมันราคาแพงขึ้น ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น เราอาจเห็นว่าการบริโภคก็ชะลอตัวลง การลงทุนก็ยิ่งชะลอตัวลงและการชะลอตัวลงดังกล่าวส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเปลี่ยนจากการขาดดุลเป็นการเกินดุล เช่น ในเดือนสิงหาคมศกนี้ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 800 ล้านเหรียญ หากพิจารณาจากสมการข้างต้นอีกครั้งโดยสมมุติว่า ภาครัฐดำเนินนโยบายการคลังแบบสมดุล คือ G – T = 0
Y = C + I + X – M
Y – C = I + X – M
S = I + X – M
S – I = X – M
ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคือ X > M ก็ย่อมหมายความว่า เรามีเงินออมมากเกินกว่าความต้องการลงทุน จริงอยู่การเกินดุลของเราในขณะนี้อาจเป็นการเกินดุลเพียงชั่วคราว แต่หากราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นอีกและหากภาคเอกชนยังขาดความมั่นใจ ไม่ยอมลงทุน การส่งเสริมให้ออมเพิ่มขึ้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในระยะยาว) ก็อาจส่งผลกระทบในทางลบในระยะสั้นได้ เพราะการลงทุนที่ตกต่ำอาจตกต่ำลงไปอีก หาก ผู้ประกอบการเห็นการบริโภคปรับตัวลดลง
ดังนั้นการส่งเสริมการออมให้เพิ่มขึ้นในระยะยาวจึงต้องพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ด้วย
– ประเทศไทยมีลู่ทางและโอกาสให้ลงทุนมากมายเพียงใด เพราะหากลู่ทางการลงทุนมีค่อนข้างจำกัด การเร่งการออมก็จะยิ่งทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเปิดโอกาสให้นำเงินออมส่วนเกินดังกล่าว ถูกนำไปลงทุนในต่างประเทศที่มีลู่ทางการลงทุนที่แจ่มใสกว่า แต่หากทำเช่นนั้นก็คือการมอบผลประโยชน์ ที่พึงได้จากการลงทุนไปให้กับต่างชาติ แทนที่จะนำมาสร้างประโยชน์ในประเทศไทยนั่นเอง
– จะเห็นได้ว่าประเด็นหลักจะไม่ได้อยู่ที่การออม แต่อยู่ที่ความน่าลงทุนของประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยสามารถกำจัดการคอร์รัปชั่นไปได้สัก 80-90% คงจะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้เกิน 10% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อีกมาก
– สำหรับการออมหรือเงินที่จะนำมาลงทุนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินออมของคนไทย หรือเงินออมของนักลงทุนต่างประเทศก็ไม่ต่างกัน แต่หากนำเอาเงินออม (หรือเงินทุน) มาจากต่างประเทศ เขาก็ต้องหวังผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของทุน ดังนั้นในกรณีที่มีลู่ทางในการลงทุนมาก จึงสมควรที่จะเร่งส่งเสริมการออมภายในประเทศให้มาก แต่ในบางครั้งเราใช้เงินออมในประเทศไม่ได้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความสามารถในการบริหารจากต่างประเทศ ทำให้ต้องอาศัยเงินทุนของต่างประเทศ เช่น ประเทศไทยมีปัจจัยเกื้อหนุนการเป็นฐานการผลิตรถบรรทุกแบบ 1 ตัน (ที่เราเรียกว่ารถกระบะ) แต่ต้องพึ่งความเชี่ยวชาญของ โตโยต้าในการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ กล่าวคือ ในหลายกรณีทุนของต่างชาติให้ผลตอบแทนสูงกว่าทุนของคนไทย บางคนอาจโต้ว่า เราควรพัฒนารถยนต์ของคนไทย คำตอบคือ มาเลเซียพยายามทำมาหลายสิบปีแล้วก็ยังมีปัญหามากมาย และเมื่อใดที่ยกเลิกการให้ความคุ้มครองทางด้านภาษี ก็จะขาดทุนทันที ทำให้ต้องมีเรื่องทะเลาะกับประเทศไทย เนื่องจากไม่ยอมเปิดเสรีตามพันธะที่มีต่อการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่าแม้บริษัทขนาดยักษ์ของสหรัฐ เช่น ฟอร์ดและจีเอ็มก็ยังประสบปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกอยู่ในขณะนี้ ส่วนไครสเลอร์นั้นก็ถูกบริษัทเยอรมนีคือเดมเลอร์ซื้อไปนานแล้ว
2.การลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน
ความเป็นธรรมในสังคมนั้นย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงการลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ก็จะได้รับการตอบรับในหลักการ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ในเชิงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์นั้น สรุปได้ว่ามีเหตุผลที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน จะปล่อยให้ทำโดยเสรีตามความเอื้ออาทรของคนในสังคมไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะนักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า การที่คนรวยคนหนึ่งยอมเสียสละโอนรายได้ของตนไปช่วยคนยากจนให้มีความกินดีอยู่ดีนั้น ย่อมเป็นความสุขของผู้ที่เสียสละและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม กล่าวคือ คนที่ร่ำรวยคนอื่นๆ ก็จะสามารถ “บริโภค” ประโยชน์ที่ได้มาจากความเป็นธรรมที่เพิ่มขึ้นในสังคมไปด้วย (เช่น ทำให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มขึ้น) กล่าวคือ การนำมาซึ่งความเป็นธรรมในสังคมดังกล่าวข้างต้นให้ประโยชน์กับคนทุกคนในสังคม โดยสามารถแยกแยะกีดกันผลประโยชน์ให้ตกไปสู่เฉพาะผู้ที่ยอมอุทิศทรัพย์สินเงินทองของตนให้กับผู้ด้อยโอกาสได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น การ “ผลิต” ความเท่าเทียมกันในสังคมหรือการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจึงจะต่ำเกินไป หากปล่อยให้ดำเนินการกันโดยสมัครใจ จึงต้องเข้ามาแทรกแซงและช่วย “ผลิต” สินค้านี้เพิ่มขึ้น
แต่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ยังไม่สามารถหาจุดที่เหมาะสมได้ว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เหมาะสมนั้น อยู่ที่ใด แน่นอนว่า หากรัฐเข้ามาแทรกแซงให้ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกันหมด ก็จะต้องส่งผลกระทบอย่างมาก กับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโดยรวม เพราะจะไม่มีใครกระตือรือร้นที่จะทำงานให้โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เพราะในที่สุดแล้วก็จะได้ผลตอบแทนหรือเงินเดือนเท่าเทียมกันหมด
บางคนอาจเสนอว่า ควรให้ภาครัฐให้บริการต่างๆ ที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เช่น การให้การบริหารด้านสาธารณสุข เช่น การปรับปรุงโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค หรือที่สำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุดในการให้โอกาสคนยากจน ในการที่จะพัฒนาสถานะของตนเองให้มั่นคง และยั่งยืน แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณสุข หรือการศึกษาก็ต้องใช้งบประมาณของภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่า ภาษีที่รัฐเก็บก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้หลายคนคงอยากเห็นงบประมาณเพิ่มขึ้นตามความต้องการของรัฐ เพราะเศรษฐกิจขยายตัวดีมากกว่าการเพิ่มงบประมาณ โดยเพิ่มอัตราที่เก็บจากประชาชน หมายความว่า ในที่สุดแล้วการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนั้น ย่อมสำคัญยิ่งต่อการดำเนินนโยบายเพื่อลดส่วนต่างระหว่างคนรวยกับคนจน
สำหรับแนวทางที่ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้อย่างฉับพลันทันทีนั้น คือการเก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูงมาก หรืออาจเก็บ 100% คือรับมรดกทั้งหมดนั่นเอง หากจะมองในแง่ของความเท่าเทียมกันในสังคมนั้น ลูกหลานของคนรวยนั้น ได้เปรียบมาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว คือได้รับการเลี้ยงดูที่ดีกว่าลูกหลานของคนจน และคงจะได้รับการศึกษา ประสบการณ์ที่ดีกว่าลูกหลานของคนจน อย่างเทียบกันไม่ติด ดังนั้นแม้ลูกหลานคนรวยจะไม่ได้มรดกในเชิงของทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่สตางค์แดงเดียว ก็จะยังได้เปรียบลูกหลานคนจนอยู่มาก แต่ในภาวะตรงกันข้าม หากลูกหลานคนรวยที่ได้เปรียบทุกประตูอยู่แล้วยังได้รับมรดกอีกหลายร้อยหลายพันล้าน ก็จะยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยต้องเพิ่มขึ้น ไม่ลดลงอย่างแน่นอน
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวข้างต้น เพราะหลายคนคงจะแย้งว่า ทุกคนควรมีสิทธิอย่างเต็มรูปแบบในเงินทอง และทรัพย์สินที่ตนหามาได้ และถือว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมไปแล้ว เพราะเมื่อมีรายได้ หรือกำไรก็ได้จ่ายภาษีไปให้รัฐบาลไปแล้ว และเมื่อฝากเงินดอกเบี้ยที่ได้รับก็ยังถูกเก็บภาษีไปแล้วเช่นกัน ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความต้องการความเป็นธรรมในสังคมนั้นจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะอาจส่งผลกระทบในเชิงลบได้อย่างมาก อาทิ การเก็บภาษีมรดกจะสร้างความไม่พอใจ และบั่นทอนประสิทธิภาพของเศรษฐกิจได้
3. การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
วิธีลดปัญหามลพิษในประเทศไทยที่สมควรเร่งดำเนินการอย่างยิ่ง คือ การลดการใช้รถบรรทุก 10 ล้อ เพื่อการขนส่งสินค้า และรถบัสเพื่อบรรทุกผู้โดยสารในประเทศ เพราะการใช้รถไฟจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้อย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังจะลดปัญหามลพิษ ลดปัญหาถนนชำรุด และลดการพึงพาการนำเข้าน้ำมันมากเกินควรพร้อมกันไปด้วย แต่แนวทางดังกล่าวจะต้องถูกคัดค้านจากผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ คือเจ้าของรถบรรทุกและรถบัส แต่ที่ท้าทายที่สุดน่าจะเป็นความจำเป็นที่จะต้องแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เป็นบริษัทเอกชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองอย่างมาก
เรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น เราพร้อมจะลดการค้นหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ในน่านน้ำของประเทศไทย เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ? เราจะกล้าใช้พลังไฟฟ้านิวเคลียร์แทนไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินหรือไม่ เพื่อลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสร้างปัญหาทำให้โลกร้อนขึ้นหรือไม่
จะเห็นได้ว่าการกล่าวในหลักการนั้น อาจ มองผิวเผินว่าดำเนินการได้โดยง่าย แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งครับ
หน้า 46

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *