มองโลจิสติกส์เวียดนามและอินเดีย

มองโลจิสติกส์เวียดนามและอินเดีย

 

โลจิสติกส์ยังพัฒนาไม่ทันกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งออกที่เพิ่มค่าอย่างมากมายของเวียดนามและอินเดียได้สร้างงานให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล

แต่ผู้ผลิตและผู้อยู่ในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์กลับต้องเผชิญปัญหาความล่าช้าของการส่งออกและการบริหารซัพพลายเชนที่ยังล้าหลังพัฒนาตามไม่ทัน นักวิเคราะห์ชี้ว่าโลจิสติกส์ที่โตไม่ทันการนี้กลายเป็นอุปสรรคถ่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งที่ควรจะไปได้มากกว่านี้ 

จากรายงานวิจัยล่าสุดยังพบว่า หากรัฐบาลเวียดนามและอินเดียไม่เร่งรัดการเปิดโอกาสให้เอกชนและทุนต่างชาติมีส่วนในการร่วมทุนเพื่อก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดแคลนและล้าหลังให้ทันการแล้ว จะทำให้การผลิตและการส่งออกชะลอตัว
อุปสรรคของเวียดนาม
     
จากข้อมูลการวิจัย Vietnam Logistics 2009 ของ Transport Intelligence (TI) เปิดเผยว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามยังสูงมาก เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรฐกิจของประเทศ แม้เวียดนามกำลังปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนประเทศอื่นอยู่ แต่การขาดแคลนระบบโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับสินค้าคงคลังที่มีระดับสูงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่
     
ต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามคิดเป็นร้อยละ 25 ของจีดีพี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าประเทศพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน นักวิเคราะห์ของ TI ฟันธงว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงนี้เป็นอุปสรรคทำให้เวียดนามไม่อาจใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบในการเป็นแหล่งค่าแรงราคาถูกได้เต็มที่เท่าที่ควร และถ่วงการสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งจากการส่งออก
    
รายงานของ TI ยังบอกว่าต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงนี้เกิดจากระบบขนส่งที่ใช้เกินขีดจำกัด ความล้าหลังของโครงสร้างพื้นฐาน (ทั้งท่าเรือ สนามบิน ถนน และทางราง) ผนวกกับระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ (ความล่าช้าในการผ่านพิธีการศุลกากร) และการที่ผู้ผลิตของเวียดนามยังใช้บริการของ 3PLs น้อย
     
ความจริงเวียดนามมีระบบการขนส่งทางน้ำในประเทศที่เชื่อมทั่วประเทศที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ทางรถยนต์ยังขาดเน็ตเวิรต์ที่เชื่อมต่อกัน ส่วนเส้นทางรถไฟมีจำกัด ทำให้การขนส่งสิ้นเปลืองเวลามาก การต้องมีสินค้าคงคลังในระดับสูงก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนทางโลจิสติกส์สูงด้วย
     
สถานการณ์เช่นนี้คงจะเปลี่ยนแปลงในไม่ช้านี้เพราะรัฐบาลเวียดนามได้ตกลงที่จะลงทุนสร้างระบบพื้นฐานด้วยงบประมาณ 17.5 พันล้านเหรียญ ทั้งยังจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อการนี้ด้วยหลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือกายแม๊บเป็นท่าคอนเทนเนอร์ ที่อยู่ใกล้โฮจิมินท์ โครงการสร้างสนามบินลองแถ่งที่จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2558 ผลทางด้านโลจิสติกส์ที่ได้รับอานิสงห์จากการขยายการลงทุนระบบพื้นฐานคือ เกิดถนนที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านนั่นคือ Kunming-Hekou-Hanoi-Haiphong Corridor ทำให้ผู้ให้บริการขนส่งทางรถ สามารถเชื่อมเน็ตเวิร์คถนนไปยังภาคต่างๆ ได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือหรือสนามบิน ทำให้ลดค่าขนส่งได้ถึง 30% แต่ยังมีนักวิเคราะห์ให้ข้อสังเกตว่า การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนามค่อนข้างช้ากว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ หากเศรษฐกิจของโลกพลิกฟื้นจากภาวะวิกฤติเมื่อไหร่ สินค้าคงคลังที่ยังสูงและซัพพลายเชนที่ยังขับเคลื่อนค่อนข้างช้าจะเป็นอุปสรรคขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้
     
ปัจจุบันมีบริษัทดำเนินงานโลจิสติกส์ราว 900 แห่งในเวียดนาม แต่อุปสงค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่แม้ว่าจะการนำเข้าและส่งออกเติบโตทุกปี รายได้ของธุรกิจโลจิสติกส์ยังอยู่ที่ 4.4% ของจีดีพีรวม ในขณะที่ของประเทศไทยและสิงคโปร์อยู่ที่ 15% ของจีดีพี
     
บริษัทโลจิสติกส์ในเวียดนามสนองตอบอุปสงค์ได้เพียง 25% และส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ อาทิ Maersk Logistics และ APL Logistics แต่ตัวเลขนี้คงเปลี่ยนไปหลังการลงทุนทางด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ของรัฐบาลสำเร็จเป็นผล แต่ตอนนี้บริษัทโลจิสติกส์ของเวียดนามต้องแข่งขันชิงลูกค้ากับบริษัทต่างชาติ อย่างไนกี้ก็ใช้บริการของ Schenker Logistics ในการขนส่งและ sourcing ในประเทศแถบอาเซียน ทาง 3PLs ของเวียดนามกำลังเร่งหาหุ้นส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธภาพในการบริการ โดย Germadept บริษัทเวียดนามขนาดกลางก็ประกาศจะมีการร่วมทุนกับ Schenker เพื่อสร้างศูนย์โลจิสติกส์ในมาตรฐานสากลขึ้นที่จังหวัดบิ้ญดวงที่อยู่ทางใต้ บริษัทอื่นๆ ก็เริ่มเจรจาเพื่อหาหุ้นส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการขนานใหญ่

อินเดียกับความท้าทายของงานโลจิสติกส์
ปัญหาที่ผู้ส่งสินค้าทางเรือในอินเดียยังเป็นกังวลคือ ระบบขนส่งที่ยังล้าหลังอยู่มาก แม้การผลิตในประเทศจะเป็นเพียง 16% ของจีดีพีรวมของอินเดีย แต่จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญมองว่า จะมีบริษัทข้ามชาติหันมาใช้การ sourcing ในอินเดียมากขึ้น นักวิเคราะห์จาก AMR Research เปิดเผยว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียอย่าง Moser Baer, Bharat Forge, Bajaj และ Larsen & Toubro กำลังเร่งลบภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งผลิตสินค้าถูก ด้อยคุณภาพโดยการหันมาใช้แรงงานฝีมือ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการผลิตในตลาดโลก แต่นักวิเคราะห์บอกว่ายังไม่ใช่งานง่าย เพราะกระแสไฟฟ้าที่ดับๆ ติด ๆ ถนนที่ด้อยพัฒนา ความหนาแน่นของท่าเรือและสนามบิน การขาดสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังด้อยกว่าประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดีย
     
นักวิเคราะห์จาก Drewry Shipping Consultants Ltd. ในลอนดอนให้ความเห็นว่า ปัญหาความหนาแน่นของท่าเรือจะบรรเทาลงได้หากมีการลงทุนพัฒนาท่าเรือโดยเอกชน และบอกว่าอุตสาหกรรมหลักอย่างเหล็ก น้ำมัน แร่และซิเมนต์จะได้รับอานิสงห์หากรัฐบาลอินเดียมีนโยบายให้เอกชนสร้าง captive berth ที่ท่าเรือใหญ่ๆ ทั่วทุกภูมิภาค
     
โดยหลักการของ captive berth คือให้บริษัทเอกชนดำเนินการท่าเทียบเรือโดยประกันปริมาณคาร์โก้ขั้นต่ำและค่า royalty ต่อตัน แต่บริษัทที่ดำเนินการสามารถให้บริษัทที่สามมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้หากได้รับอนุมัติจากการท่าเรือของอินเดีย นโยบายนี้จะทำให้มีการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วกว่าหากรัฐบาลจะทำเอง
     
สภาการค้าอเมริกัน-อินเดียเห็นด้วยว่า การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาท่าเรือ และเห็นว่าควรต้องเร่งปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานส่วนอื่นด้วย Ron Somers ประธานสภาการค้าอเมริกัน-อินเดีย กล่าวว่า “นี่เป็นโอกาสทดสอบการร่วมทุนของรัฐกับเอกชนในการก่อสร้างพัฒนาสนามบิน ท่าเรือ และระบบรางในอินเดีย” และย้ำว่า รูปแบบการลงทุนนี้จะต้องรับประกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสัญญาอันจะเกิดจากการเมืองของอินเดียที่มักเกิดขึ้นเสมอๆ ไว้ด้วย ส่วนการขนส่งทางรถไฟอินเดียต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพและรับประกันความปลอดภัย รัฐบาลอินเดียต้องกำหนดการร่วมทุนก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นนโยบายแห่งชาติ มร. รอน กล่าวว่า ทางสภาการค้าอเมริกัน-อินเดียยินดีสนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาการขนส่งระบบเวิร์ลคลาสในอินเดียตามข้อตกลง Open Skies ระหว่างสองประเทศ 
     

FedEx Express เป็นบริษัทขนส่งที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายใหม่นี้ โดย Ron Ellioot ประธานของ FedEx Express Europe, Middle East and Africa เปิดเผยว่า “จีดีพีของอินเดียเติบโตด้วยอัตรา 7% ต่อปี ถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก การเติบโตนี้ทำให้เราจะได้ลูกค้าที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น”
     
FedEx ขยายตลาดโดยการเพิ่มเที่ยวการขนส่งทั้งขาเข้าและขาออก และขยายการเชื่อมต่อกับศูนย์ส่งออกสำคัญในประเทศและในภูมิภาค ทำให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการให้บริการลูกค้าในเดลลีและทางเหนือของอินเดีย และยังเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้คาร์โก้ไปถึงตลาดสำคัญภายใน 24-48 ชั่วโมง
     
ปัจจุบันผู้ส่งสินค้าทางเรือของอินเดียใช้บริการของ Menlo Worldwide Logistics เป็นหลัก เพราะมีเครือข่าย 3PL ให้เลือกหลากหลายรูปแบบที่เชื่อมการขนส่งครอบคลุมอนุทวีป และยังเพียบพร้อมด้วยบริการในทุกด้าน ทั้งคลังสินค้าในภูมิภาค บริหารการขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนการจัดการซัพพลายเชน สามารถนำส่งสินค้าไปยังเมืองสำคัญๆ อย่างเชนไน เดลี มุมไบ และวาโดดารา นักวิเคราะห์ชี้ว่า บริษัทโลจิสติกส์ระดับโลกสนใจเข้ามาให้ดำเนินกิจการในอินเดียแต่ที่ส่วนใหญ่ยังรีรออยู่ เพราะอยากรู้ว่ารัฐบาลอินเดียจริงจังต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแค่ไหน และการสร้างเน็คเวิร์คทางทางบก ทางน้ำและทะเลจะเกิดขึ้นได้เร็วเพียงใด

ที่มา  นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์ จากบทความ Vietnam and India Logistics: Strained โดย Patrick Burnson, Logistics Management

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *