มองอนาคตผ่านกระแสไมโคร

มองอนาคตผ่านกระแสไมโคร
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2550
ท่านผู้อ่านลองสังเกตไหมครับว่า วันๆ หนึ่งท่านคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง และเคยสังเกตต่อไหมครับว่า เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันท่านผู้อ่านใช้ไปในการคิดเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า คนเราชอบคิดเกี่ยวกับอนาคตครับ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตอันใกล้หรืออนาคตอันไกล เมื่อนักวิจัยเริ่มนับว่า วันๆ หนึ่งคนเราคิดเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง เราพบว่าร้อยละ 12 ของเรื่องที่เราคิดนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตครับ หรือถ้าคิดง่ายๆ ก็คือทุกแปดชั่วโมงของการคิดนั้น เราจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการคิดถึงอนาคต หรือคิดในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น
ในหนังสือขายดีเมื่อปีที่แล้วโดย Daniel Gilbert จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ชื่อ Stumbling on Happiness นั้น เขาระบุไว้อย่างชัดเลยครับ ว่า ความโดดเด่นของสมองมนุษย์เรา คือการคิดไปในอนาคตถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เกิด
ท่านผู้อ่านลองย้อนกลับมาดูตัวท่านเองด้วยใจที่เป็นธรรมนิดหนึ่งนะครับ แล้วท่านจะพบว่าวันๆ ท่านใช้เวลาคิดถึงอนาคต มองไปในอนาคต หรือฝันกลางวันมากน้อยแค่ไหน เรื่องของการที่สมองเราชอบคิดไปในอนาคตนั้น อาจจะเป็นได้ในหลายรูปแบบครับ อาทิเช่น คิดถึงสิ่งที่จะทำให้ช่วงหยุดสุดสัปดาห์นี้ คิดถึงความสำเร็จของงานที่จะเกิดขึ้น คิดถึงความสำเร็จของลูกหลานในการเรียนหรือกิจกรรมต่างๆ คิดถึงสถานที่ที่จะไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงวันหยุดปิดเทอมนี้ คิดถึงว่าตัวเองถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ฯลฯ
แล้วท่านผู้อ่านลองสังเกตนะครับว่า เวลาเรานั่งคิดไปในอนาคตหรือฝันกลางวันนั้น เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องดีๆ มากกว่าความล้มเหลว ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเราก็มักจะไม่คิดถึง หรือตัดไปจากความคิด
ปัญหาสำคัญของเราคือ ทำไมสมองเราต้องคิดถึงอนาคตกันมากขนาดนั้น ทั้งๆ ที่มีเรื่องของปัจจุบันให้ต้องคิดอยู่มากมาย นอกจากนี้ เมื่อเราคิดถึงความสำเร็จต่างๆ ในอนาคต ทำให้หลายครั้งเราละเลยที่จะหาหนทางไปถึงสิ่งที่เราหวังหรือฝันถึง แถมบางครั้งความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอาจจะไม่หอมหวานเหมือนกับสิ่งที่เราฝันถึงก็ได้ เช่น ลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง จะชอบฝันหวานถึงการไปกินอาหารที่ร้านอร่อยๆ ในตอนเย็นหลังเลิกงานกับแฟนหนุ่ม ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แต่พอไปกินจริงๆ แล้ว รสชาติของอาหารที่ร้านดังกล่าว มักจะไม่อร่อยสุดยอดเหมือนที่ฝันหวานไว้
นอกจากชอบฝันหวานถึงอนาคตแล้ว เรายังชอบไปดูหมอดูชื่อดังตามที่ต่างๆ ซึ่งความอยากรู้อนาคต คิดถึงอนาคตนั้น ไม่ใช่เพราะเรามีความสุขจากการรู้อนาคตหรอกครับ แต่เป็นเพราะเราสามารถทำบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต เช่น ถ้าเรารู้ว่าน้ำมันจะขึ้นราคา เราก็จะได้เติมน้ำมันไว้ก่อน หรือถ้าเรารู้ว่าจะมีเทศกาลลดราคาของห้างดัง เราก็จะยังไม่ซื้อของที่ต้องการ หรือแม้กระทั่งการดูพยากรณ์อากาศแล้วพบว่า บ่ายนี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนองโดยทั่วไป เราก็จะหยิบร่มก่อนออกจากบ้าน
จะสังเกตนะครับว่า คนเรานั้นชอบที่จะรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดจากการพยากรณ์ หรือการดูจากแนวโน้ม หรือแม้กระทั่งการคาดเดา และเมื่อเรารู้แล้ว เราก็สามารถที่จะดำเนินการ หรือจัดการอะไรสักอย่าง กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
และเพื่อเป็นการสนองความอยากจะรู้ถึงแนวโน้มต่างๆ ในอนาคตนั้น ก็มักจะมีพวกนักมองอนาคตเกิดขึ้นมากมายครับ โดยนักมองอนาคตเหล่านี้ไม่ใช่หมอดู แต่เป็นพวกนักวิชาการ ที่ปรึกษา ที่สามารถมองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ซึ่งอาจจะถูกบ้าง หรือผิดบ้าง แต่สำหรับบุคคลทั่วไปแล้วก็ถือว่าดีกว่าไม่มีคนมาชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเสียเลย
ผมเองก็ไปได้หนังสือเล่มหนึ่งมาครับชื่อ Microtrends เขียนโดย Mark Penn ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton หรือ Bill Gates ที่เขาจะมองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกว่า 75 ประการ เพียงแต่แนวโน้มต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ Megatrends เหมือนในอดีตที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ เพียงไม่กี่ประการ แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประชากรเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสังคม ธุรกิจ และการเมืองได้พอสมควรครับ
เราลองเริ่มต้นดูแนวโน้มเล็กๆ น้อยๆ แต่สำคัญเหล่านี้ก่อนนะครับว่า มีอะไรน่าสนใจบ้าง ผมคงไม่สามารถนำเสนอได้หมด แต่ขอนำเสนอบางประเด็นที่คิดว่าตรงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ
เรื่องแรก เลยก็คือ Sex-Ratio Singles หรือสัดส่วนของเพศของผู้ที่ครองตนเป็นโสดครับ หรือถ้าเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็คือปัจจุบันแนวโน้มของสุภาพสตรีที่จะครองตัวเป็นโสดนั้นมีมากขึ้น ผมเองยังไม่เห็นตัวเลขของไทยนะครับ (เชื่อว่ามี) แต่คิดว่าแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในไทยคงจะไม่ต่างจากอเมริกามากนัก เนื่องจากเราจะพบว่าในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น ที่สุภาพสตรีจะอยู่เป็นโสดมากขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก็ต้องเรียนว่าไม่ใช่ความผิดของบรรดาคุณสุภาพสตรีหรอกนะครับ แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ชายแท้ๆ กลับมีน้อยลง และเริ่มที่จะไม่เพียงพอสำหรับสุภาพสตรี
เราลองมาดูสถิติของอเมริกากันหน่อยก็ได้ครับ ในช่วงแรกเกิดขึ้นอัตราส่วนของเพศชายจะมีมากกว่าเพศหญิง โดยในแต่ละปี จะมีทารกเพศชายมากกว่าถึง 90,000 คน แต่พอเด็กเหล่านี้อายุครบ 18 ปี อัตราส่วนเพศชายต่อหญิงจะเหลือ 51:49 เนื่องจากเด็กผู้ชายมีโอกาสเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ มากกว่าเพศหญิง และเมื่อโตขึ้น ผู้ชายชาวอเมริกาประมาณ 5% ที่เป็นเกย์ ทำให้สุดท้ายสัดส่วนชายต่อหญิงกลายเป็น 47:53 ไม่แน่ใจว่าสถิติเหล่านี้ในไทยเป็นเท่าไรนะครับ แต่ดูแนวโน้มไม่น่าจะต่างกันมาก
เสียดายที่เนื้อที่หมดก่อนนะครับ สัปดาห์หน้าเรามาต่อกันในเรื่องของ Microtrends ครับ พร้อมทั้งมาเฉลยด้วยว่า การที่ผู้หญิงอยู่เป็นโสดมากขึ้น จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสังคม ธุรกิจ การเมือง เพื่อช่วยให้เรามองอนาคตกันได้สนุกขึ้นครับ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *