มองวิกฤติโลกแบบวิกรม (2)

มองวิกฤติโลกแบบวิกรม (2)
วิกรม กรมดิษฐ์ vikrom@vikrom.net กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
คราวที่แล้ว ผมทิ้งท้ายไว้ว่า “ยุคแห่งการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของชาวโลก หลังสงครามเย็น ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อกลางปี 2551 ที่ผ่านมา”
เมื่อต้นปี 2551 นายอลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้สัญญาณเตือนที่หนักหน่วงกว่าอดีตที่เคยออกมาพูด ว่า ได้เกิดความผิดพลาดของระบบการเงิน การปล่อยกู้ของสหรัฐอเมริกาในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง และผลดังกล่าวจะทำให้เกิดภาระต่อสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงิน การธนาคารของหลายประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการกู้เงินครั้งนี้อย่างขนานใหญ่ในอนาคต
นอกจากนี้ นายจอร์จ โซรอส ได้ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบอย่างมากมายจากธุรกรรมการใช้เงินเกินตัวครั้งนี้เช่นกัน
สุดท้ายตามมาด้วย นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ออกมาเตือนหลายครั้งในช่วงเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา ว่า ความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ จะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจต่างๆ อย่างมากมายอย่างที่ยากจะหลีกเลี่ยง และเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ปี 2552 ได้ออกมาแสดงความกังวล ว่า ขนาดความเสียหายของวิกฤติในครั้งนี้ อาจเกินความสามารถของมนุษย์ทั้งโลก ที่จะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น
หากคำเตือนเหล่านี้เป็นจริง ผมคิดว่าอดีตที่ผมเคยผ่านประสบการณ์เจ็บปางตายเมื่อปี 2540 นั้น คงเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้
หากยังจำกันได้ วิกฤติทางการเงินเมื่อปี 2540 เริ่มจากการปล่อยกู้เกินขนาด จนทำให้ฟองสบู่แตกที่บ้านเรา ลุกลามไปถึงเกาหลี ขยายตัวกลับมาในกลุ่มประเทศอาเซียน แม้หากรวมผลิตภัณฑ์มวลรวมของทุกประเทศเข้าด้วยกันแล้ว ก็มีสัดส่วนไม่ถึง 1 ส่วน 10 ของขนาดเศรษฐกิจของประเทศทั้งโลก ที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายคนต่างออกมาพยากรณ์กัน ว่า นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา จะไม่มีวิกฤติใดจะสร้างความเสียหายให้กับโลกได้มากเท่าครั้งนี้
ผมมองว่าปรากฏการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ และต่อไปจนกระทั่งวิกฤติยุติลงนั้น หากบรรดาประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า G-20 นั้น ไม่สามารถสร้างกฎเกณฑ์หรือกติกาในการแสวงหาความร่วมมือ และไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังด้วยความพร้อมเพรียง แต่หากยังคงมุ่งหน้าสร้างเงื่อนไขของการอยู่รอดด้วยการกีดกันทางด้านการค้า ดังเช่นมาตรการที่สหรัฐอเมริกาวางแผน จะนำออกมาใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิเช่น การออกระเบียบให้โครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่กำลังจะสร้างใหม่นั้น ให้ใช้เฉพาะเหล็กหรือวัสดุที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าในการนำเข้าสินค้า เพราะสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญหน้ากับตัวเลขการขาดดุลสูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2551 โดยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช
เป็นเรื่องน่ากังวลใจว่าหากผู้นำประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก ต่างนำมาตรการกีดกันเช่นนี้ออกมาใช้ ย่อมเป็นการเพิ่มความรุนแรงให้กับแก้ไขปัญหาให้ยากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า ทุกประเทศต้องการแสวงหาทางรอดของตัวเอง แต่แนวคิดหรือมาตรการใดๆ เพื่อการอยู่รอดนั้น ต้องคำนึงถึงประเทศอื่นๆ ในโลกด้วย ไม่มีใครอยู่ได้คนเดียวในโลกอย่างแน่นอน
ในช่วงที่ผ่านมา โลกมีมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดถึง 47 ล้านล้านดอลลาร์ และทุกประเทศต่างพากันโทษสหรัฐอเมริกา ว่า เป็นผู้เริ่มต้นของปัญหาจนลามเป็นวิกฤติ แล้วกำลังจะกลายเป็นผู้เริ่มต้นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า แหล่งผลิต อันเป็นการกลับลำแนวความคิดเสรีนิยม ที่สหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีมาแต่ก่อน
แต่ละประเทศต่างมีบริษัทใหญ่น้อยทยอยปิดตัว ล้มละลายรายวัน การแก้ปัญหาย่อมยากเย็นมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระทำที่สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอดมากที่สุด อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในโลก
จะทำให้มนุษย์ทั้งโลก 6,800 ล้านกว่าคนมาเสียสละกระทำในสิ่งเดียวกันนั้นพร้อมกันต้องถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ
ผมมอง**** เหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ในครั้งนี้ เหมือนว่าเรากำลังยืนอยู่ริมทะเล ข้างหน้าของเรามีคลื่นยักษ์สึนามิที่อีกไม่นานกำลังวิ่งถาโถมเข้ามา **** แต่คราวนี้เป็นคลื่นยักษ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ แล้วมนุษย์จะต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่ายากดีมีจน หรืออยู่ที่ใดในโลกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
โดยเฉพาะประเทศไทยของเรา ผมมองว่ากำลังยืนอยู่ตรง แนวสึนามิที่จะพุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง เพราะเกือบ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของเรานั้นอาศัยการส่งออก
หากประเทศผู้ซื้อของเราพากันบาดเจ็บ ล้มตายและไม่มียอดสั่งซื้อ เป็นดั่งที่นักวิเคราะห์ทั้งหลายได้เสนอความคิดเอาไว้ ประเทศไทยของเราคงหนีไม่พ้นกลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของวิกฤตการณ์ และความเสียหายครั้งนี้มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *