มองวิกฤติโลกแบบวิกรม (จบ)

มองวิกฤติโลกแบบวิกรม (จบ)
วิกรม กรมดิษฐ์ vikrom@vikrom.net กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552
วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีผลกระทบมนุษย์ทุกคนในโลก จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เราคนไทยต้องสนใจและพยายามมองหาทางออก เพื่อให้สามารถฝ่าวิกฤติไปได้ เพียงแค่ไตรมาส 4 ของปี 2551 ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของเราติดลบกว่า 4% แล้ว
จะว่าไปแล้วปี 2551 นั้น ปัญหาของวิกฤติเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น การที่ไทยมีการติดลบมากขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะวิกฤติโลก แต่ยังมีแรงส่งจากวิกฤติภายในประเทศ ที่เราคนไทยกันเองได้สร้างขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ ที่ขยายตัวมากสุดในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา
ความขัดแย้งของคนเพียงไม่กี่คน จนบานปลายมาเป็นปัญหาทางการเมือง ที่ต้องการทำลายความเชื่อมั่นของประเทศด้วยการปิดสนามบินนานาชาติ เพื่อขับไล่รัฐบาลของอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อันเป็นการกระทำที่เรียกว่าทุบหม้อข้าวตัวเองที่ร้ายแรงที่สุด ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ทำให้ภาพลักษณ์ของคนไทยที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร สมัครสมานสามัคคีกลายเป็นติดลบในสายตาเพื่อนชาวโลกไปในทันที
ผลกระทบโดยตรงทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเกือบ 2 แสนล้านบาท ที่จะมาลงทุนในไทยหันไปเข้ากระเป๋าเพื่อนบ้าน อาทิเช่น เวียดนาม มาเลเซีย และจีน
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนด้านการผลิตถือเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้คนไทยจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างงาน และที่แย่หนักกว่านี้อีก คือ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศไทยของเรานั้น มีอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในเอเชีย
ผมคิดว่าเราคงจะประสบปัญหาล้มละลายทางธุรกิจกันอีกมากมายทั้งในปีนี้และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพราะการลงทุนจากต่างประเทศของเราในปี 2551 นั้น น้อยกว่าเวียดนามถึงเกือบ 700% และการส่งออกหดตัวอย่างมหาศาล พร้อมกับการท่องเที่ยวก็หายไปเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะคนทั่วโลกลดการเดินทางลงอย่างรุนแรง
หากเป็นเช่นนี้สภาพสถานการณ์ที่แท้จริงของเศรษฐกิจและสังคมไทย จะอยู่ในสถานที่อันตรายอย่างมาก นับเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะเลวร้ายลงไปอีก หากความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งขั้ว หากเราขาดนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ที่จะช่วยกันแก้ปัญหาของบ้านเมืองที่หนักหนาสาหัส มากกว่าการเล่นเกมทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และความอยู่รอดของพวกพ้อง
ผมมองวิกฤติครั้งนี้ ว่า ทุกคนในโลกกำลังเผชิญกับ สึนามิเศรษฐกิจของโลก แต่สิ่งที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้มีมากกว่าหนึ่งขั้น เราต้องพบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้เท้าของเรายืนด้วยความสั่นคลอน เพราะ ปัญหาจากการเมืองที่ขัดแย้งภายในและขยายตัวอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้หนทางในการอยู่รอดของเรานั้นยากมากขึ้น เรากำลังต่อสู้กับวิกฤติในประเทศและวิกฤตินอกประเทศไปพร้อมๆ กัน และจะยากมากขึ้นไปอีก หากเรายังคงมองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจอย่างแท้จริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ หนทางในการแก้ไขปัญหาคงมืดมน อันนำไปสู่ความเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้
ผมเชื่อว่าทุกอย่างในโลกนี้ย่อมสามารถบริหารจัดการได้ หากเราเข้าใจ ร่วมมือร่วมใจกันทำในสิ่งที่ถูกต้อง
การวางแผนอย่างรอบคอบ รวดเร็ว รู้เท่าทันปัญหาย่อมเป็นหนทางนำไปสู่การแก้ไขวิกฤติในครั้งนี้ได้
ผมขอยกตัวอย่างเวียดนามที่กลุ่มอมตะไปลงทุนนั้นมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาไปในทางสร้างสรรค์ตลอดเวลา เพราะคนเวียดนามมีความสามัคคี ไม่มีความแตกแยกทางความคิดมากเช่นเรา และนโยบายส่งเสริมการลงทุน เวียดนามได้ยึดเอาต้นแบบจากสิงคโปร์นำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเหมาะสม กลมกลืน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักลงทุนขนเงินเข้าเวียดนามในปี 2551 มากกว่าไทยเกือบ 7 เท่า ที่ 2 ล้านล้านบาท เวียดนามไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เท่าใดนัก การขายที่ดินในนิคมอมตะที่เวียดนามยังคงดำเนินไปด้วยดี แต่ธุรกิจนิคมอมตะในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 นี้ ลดลงถึง 300%
นับตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ผมเริ่มมองเห็นเค้าลางของสึนามิลูกใหญ่ที่กำลังมาเยือนช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนช่วยกัน
ข้อแรก ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมด จะใช้เฉพาะที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น
ข้อสอง ไม่ลงทุนใดๆ ที่จะต้องใช้เงินสด แต่หากเอาที่ดินซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่าหมื่นไร่ไปตีเป็นทุนก็ให้ทำได้ ข้อสำคัญต้องเป็นโครงการที่เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าในนิคมอมตะ
ข้อสาม เพิ่มความพยายามหาช่องทางในการขายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียนเข้ามา
ข้อสี่ หาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมงานในการสร้างความมั่นคงของบริษัท และเพิ่มความสามารถในการพัฒนาอนาคตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ข้อห้า เพิ่มวงเงินกู้จากธนาคารเพื่อกันการขาดกระแสเงินสด ในช่วงวิกฤติที่จะมาถึง หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ
ผมยังหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจบานปลายไปมากกว่าที่จะแก้ไขหรือควบคุมได้ ในระยะเวลา 3-5 ปีนี้ การใช้ชีวิตแบบพอเพียงให้มากที่สุด ถือเป็นการบริหารการเดินทางสู่อนาคต ที่จะทำให้ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้
ทุกอย่างอยู่ที่วิสัยทัศน์ ความอดทน ความมุ่งมั่น ความมีเหตุและผลในการวางแผนปรับตัวควบคู่ไปกับการมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต
ปัญหาต่างๆ ในโลกนี้ ล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น ผมมีความเชื่ออย่างแรงกล้า ว่า เราจะสามารถฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
หากเราเตรียมตัวมากเท่าใด ปัญหาก็จะยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น
หากเรามีความหวัง อนาคตย่อมมีหนทางให้เราเดินไปได้เสมอ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *