มองวิกฤติโลกแบบวิกรม กรมดิษฐ์ (1)

มองวิกฤติโลกแบบวิกรม กรมดิษฐ์ (1)
วิกรม กรมดิษฐ์ vikrom@vikrom.net กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552
ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ลุกลามขยายวงไปทั่วโลก ทำให้ผมต้องหวนกลับมานึกถึงบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจพิษต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในปี 2540 เพราะก่อนหน้าที่จะก้าวเข้าสู่บทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตนั้น ชีวิตของผมอยู่ในอาการโลดโผนโจนทะยาน มีปัญหาที่ต้องแก้ไขมากมายรายวัน สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าพอควร ทั้งนี้ เพราะ ขาดประสบการณ์ ไม่รู้ ไม่ได้เตรียมตัวรับมือ เลยลามจนถึงขั้นหลงลืมตัวคิดว่าตัวเอง “ประสบความสำเร็จ”
อาการเช่นนั้นแน่นอนว่าหากเกิดกับใครขึ้นมาแล้วไม่ได้ฉุกคิดหรือเตือนตัวเองให้กลับมาสู่แก่นแท้แห่งความจริงแล้ว สถานการณ์ต่างๆ คงลุกลามไปจนยากแก่การแก้ไขเยียวยา
แต่นับว่า ผมยังโชคดีที่สามารถผ่านความยากลำบากครั้งนั้นมาได้ด้วยความอดทน ความรับผิดชอบในการใช้คืน หนี้สิน ทั้งของบริษัทและส่วนตัว กว่าจะใช้หนี้หมดใช้เวลาเกือบ 7 ปีทีเดียว
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมหันกลับมาปรับตัว ปรับใจดำเนินชีวิตใหม่ ด้วยการเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่า “ไม่ทำอะไรเกินตัวและไม่ทำในสิ่งที่มีความเสี่ยงมากเกินไป”
ผมประคองตัวใช้ชีวิตอย่างราบรื่น เรียบง่ายและระมัดระวัง จนเมื่อกลางปี 2551 ผมเริ่มมองเห็นเมฆหมอกเค้าลางการก่อตัวของคลื่นยักษ์ใต้น้ำ ที่กำลังถาโถมเข้าสู่เศรษฐกิจโลก ลุกลามมาจนกลายเป็นวิกฤติครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2552
ที่มาของปัญหาเกิดจากการเติบโตด้านเศรษฐกิจโลก ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาต่อเนื่อง หลักการยุติความขัดแย้งของโลกตะวันตกและโลกคอมมิวนิสต์ ทำให้ประชากรโลกมีความมั่นใจที่จะเดินไปสู่สันติ สงครามใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นลดลง พร้อมกับการนำงบประมาณด้านกลาโหมที่ใช้ในการป้องกันประเทศต่างๆ แปรเปลี่ยนมาสร้างสรรค์งบประมาณด้านสาธารณูปโภค จนทำให้เกิดการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวโลก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ สิ่งแวดล้อม และการคมนาคม มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
ผลพวงจากการพัฒนาด้านต่างๆ เหล่านี้ ช่วยย่อโลกให้เล็กลง มีความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างมากมาย อาทิเช่น มีคนร่ำรวยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนยากจนเป็นจำนวนมากเช่นกัน วิทยาการทางด้านการแพทย์ทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการทุ่มเทงบประมาณด้านการวิจัยและการพัฒนา เป็นต้น
ช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (GDP) มีการเติบโตสูงระดับ 4-5% จนทำให้ทุกประเทศทั่วโลกมุ่งขยายการลงทุน การพัฒนาทุกด้านกันถ้วนหน้า จนทำให้เกิดการเติบโตทั้งโลกแบบก้าวกระโดดอย่างเหลือเชื่อ
โดยเฉพาะวงการการเงิน การธนาคารและตลาดน้ำมันดิบที่มีการขยายตัวทั้งการผลิตและราคาจนโลกมีการบริโภคน้ำมันสูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ คือ 87 ล้านบาร์เรล/วัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปสูงสุดเช่นกันที่ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล ในเดือนกรกฎาคม 2551
จากการที่มนุษย์ได้ใช้พลังงานของโลกเกินความจำเป็น ประกอบกับได้นำพลังงานในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ด้วยการกู้เงินเพื่อนำมาก่อสร้างจนเกิดเป็นทรัพย์สิน (ที่อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า) มากมายเกินความจำเป็น ในการใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั้งโลกในปัจจุบัน อันเกิดจากการเก็งกำไรในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
ธนาคารทั่วโลกต่างมุ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดมีมาก่อน ในระยะเวลาเพียง 10 ปีเศษ จนทำให้สถาบันการเงินต่างประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สร้างภาพลวงตาด้วยผลกำไรที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เป็นที่มาของการปล่อยกู้ด้อยคุณภาพ (ซับไพร์ม) ละเลยกฎระเบียบทางการเงิน การธนาคารที่เคยมีอยู่อย่างเคร่งครัด มุ่งหวังแต่ผลกำไร
สหรัฐอเมริกา คือ ประเทศแรกที่เกิดวิกฤติซับไพร์ม จนส่งผลกระทบออกเป็นวงกว้างกระจายลุกลามแบบโดมิโน ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก สร้างความเสียหายในรูปหนี้สินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบเท่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐอเมริกาเอง
เพียงไตรมาสที่ 4 เมื่อปี 2551 สหรัฐอเมริกามีธนาคารเก่าแก่อายุนับร้อยปีทยอยกันล้มละลาย เกือบ 20 แห่งตามมาด้วยไตรมาสแรกของปี 2552 ที่ขอล้มละลายอีกเกือบ 20 แห่ง มีนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจหลายคนคาดการณ์ ว่า จะมีบริษัทการเงินการธนาคารทั่วโลกล้มละลายกันเป็นจำนวนพันแห่ง
ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเพียงแค่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 ที่เริ่มเกิดความเสียหายของธุรกิจโลกก็ส่งผลกระทบให้บริษัทที่ใหญ่ที่สุด เติบโตมากที่สุด และมีผลประกอบการระดับแนวหน้าต่างทยอยกันประกาศผลขาดทุน ปลดพนักงาน หรือถึงขั้นปิดบริษัทกันมากมายแล้ว
ปี 2552 คงจะเลวร้ายกว่าปี 2551 เพราะแค่ไตรมาสแรก การส่งออกของประเทศที่ถือว่ามีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน ต่างแถลงตัวเลขหดตัวกันสูงถึง 30-40%
แค่นี้อาจทำให้เราไม่กล้าคิดเสียแล้วว่า ผลกระทบจากความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจปีนี้ จะมีขนาดใหญ่เท่าใด และจะยืดเยื้อยาวนานถึงเมื่อไร
มนุษย์ทุกคนบนโลกไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจน ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมใหญ่หรือเล็กต่างต้องได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ยุคแห่งการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของชาวโลกหลังสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อกลางปี 2551 ที่ผ่านมา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *