มองดูไบเวิลด์ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

มองดูไบเวิลด์ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ถึงวันนี้ท่านผู้อ่านเกือบทุกท่านคงได้เห็นได้ฟังข่าวฟองสบู่ที่ดูไบแตกดังโพละในช่วงที่ผ่านมาไม่นานครับ
โฆษณาโดย Google
Easy-Forex ® Gold TradingEnjoy the Drastic Changes in Gold Price. Low Spread for Gold Trading!www.Easy-Forex.com
Mackenzie Smith Law5 hours of free legal advice for criminal cases; others 2000Baht 1hrwww.macsmlaw.com
Sukhothai Charming HotelSteps from the World Heritage Site Come&Visit The Amazing Thai Culturewww.LeCharmeSukhothai.com
ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเผินๆ แล้ว ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย เนื่องจากรัฐดูไบเป็นรัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีชื่อเสียงด้านความร่ำรวยหรูหราฟู่ฟ่า ชนิดที่คนทั่วโลกต้องอิจฉา โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันพุ่งพรวดพราดไปหลายเท่าตัว ก็ยิ่งน่าจะสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ยากจะคาดคิดว่าวันนี้จะมาถึงดูไบเร็วเพียงนี้ครับ

โดยวิกฤติมาจากบริษัทดูไบเวิลด์ ที่เป็นบริษัทลงทุนขนาดยักษ์ของรัฐบาลดูไบ ลงทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาล ชนิดที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เพราะโครงการต่างๆ นั้น มีจุดขายที่ความแปลกแตกต่าง ไม่เหมือนใคร ท้าทายจินตนาการ ทั้งในแง่ของความหรูหรา และความเป็นไปได้

ไม่ว่าจะเป็นโครงการเกาะปาล์ม ที่นำทรายก่อสร้างคุณภาพสูงจากทั่วโลก มาถมทะเล สร้างเป็นเกาะขนาดใหญ่ รูปทรงมหัศจรรย์ และก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ราคามหาศาลอยู่บนนั้น ขายให้กับลูกค้าระดับไฮโซฝังเพชร ที่มีทั้งเงินทั้งชื่อเสียงระดับโลก อาทิเช่น นักการเมือง นักแสดง นักกีฬาระดับโลก ฯลฯ แว่วมาว่าจะต้องมีเทียบเชิญให้มาซื้อด้วยซ้ำไป ไม่ใช่จะกำเงินเดินเข้าไปซื้อกันง่ายๆ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างสำคัญๆ อีกหลายแห่ง ทั้งโรงแรมหรูหราที่สูงสุดในโลก ชอปปิงมอลล์ที่ใหญ่โตที่สุด ฯลฯ และยังมีการก่อสร้างสารพัดสิ่งอีกเหลือคณานับในดูไบ ถึงกับกล่าวขานกันว่า เครนก่อสร้างส่วนใหญ่ทั้งหมดของโลกมาอยู่ที่ดูไบนี่เอง

แต่ดูค่อนข้างจะขัดกันกับปริมาณคนในดูไบที่มีอยู่เพียงไม่กี่แสนคนเท่านั้น ย่อมมีดีมานด์ไม่เพียงพอที่จะรองรับอสังหาริมทรัพย์ทั้งขนาดและมูลค่ามหาศาลดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาชาวต่างชาติเข้ามาซื้อ และใช้บริการเกือบทั้งสิ้น ทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในดูไบ ฯลฯ

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เริ่มมีอาการของวิกฤตการณ์การเงินครั้งล่าสุด ชาวต่างชาติก็เริ่มหดหายไปจากดูไบมากพอควร กำลังซื้อที่คิดว่าจะถาโถมเข้ามามหาศาล ก็เริ่มชะงักงันไม่เป็นไปตามเป้า แต่ค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนที่จมลงไป ไม่สามารถเรียกคืนมาได้ ซ้ำร้าย ก็คือ ส่วนใหญ่ของเงินลงทุนนั้น มาจากการกู้ยืมเงินภายนอกทั้งสิ้น ทำให้ต้องมีภาระจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยมูลค่ามหาศาล จึงนำมาสู่ภาวะตึงเครียดด้านสภาพคล่องของดูไบเวิลด์นั่นเอง

โดยสรุปจะเห็นว่าวิกฤติดูไบที่เกิดขึ้นนั้น มาจาก “ความไม่พอเพียงและเกินตัว” นั่นเอง ยิ่งเพิ่งผ่านสัปดาห์มหามงคลมาไม่นาน และกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีใหม่นี้ จึง ขอน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์กรณีนี้ เพื่อให้เห็นถึงคุณประโยชน์และเป็นหลักชัยให้กับกิจการในบ้านเรายึดถือเป็นบทเรียนต่อไป

กล่าวโดยย่อนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เริ่มจากต้องมีการวิเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง 3 หลัก 2 เงื่อนไข นั่นคือ หลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล หลักการมีภูมิคุ้มกันที่ดี รวมถึงเงื่อนไขทางด้านความรู้ และทางด้านคุณธรรม

ซึ่ง หลักความพอประมาณนั้น หมายถึง ทางสายกลาง ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม หรือใช้จ่ายอย่างเกินตัวจนเกินไป ทำให้เกิดผลทางลบในระยะยาว ซึ่งหากนำไปประยุกต์เทียบกับธุรกิจ จะหมายถึง การเติบโตอย่างพอดี ไม่สูงเกินไป จนไม่สามารถรองรับการเติบโตนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาวตามมาได้

ถัดมา คือ ความมีเหตุมีผล โดยการจะตัดสินใจทุกครั้ง จะต้องมีการตัดสินใจอย่างรอบคอบ มีสติ รู้ทันปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะหน่วยงานธุรกิจควรต้องมีกระบวนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ สามารถผนวกรวมทุกปัจจัยเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจได้อีกด้วย

หลักการที่สาม ก็คือ การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งหากเป็นในแง่ของกิจการต่างๆ แล้ว จะพบว่า การสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือ การลดหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อกิจการ โดยจะพยายามให้กิจการได้รับผลกระทบทางลบจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้น้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้ ซึ่งก็จะมีผ่านทางการจัดตั้งระบบการจัดการความเสี่ยงต่างๆ ขององค์กรนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญสองเงื่อนไข ซึ่งก็คือ เงื่อนไขด้านความรู้ความเข้าใจ และเงื่อนไขทางด้านคุณธรรม ซึ่งด้านความรู้นั้น ก็แน่นอนว่า ต้องมีการหาข้อมูลที่สมบูรณ์ถูกต้อง ครบถ้วนและทันสมัยมาใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการวินิจฉัยสั่งการต่อไป

ส่วนเงื่อนไขท้ายสุด คือ ต้องมีคุณธรรม โดยจะตัดสินใจทำอะไร ต้องอยู่บนพื้นฐานของความนึกคิดที่ดี และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มครับ ไม่ใช่คำนึงถึงแค่ตัวเองหรือผู้ถือหุ้นเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน สังคม ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะวิเคราะห์กรณีดูไบเวิลด์ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะพบว่าขัดกับทุกหลักการที่กล่าวมาทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทั้งความ ความพอประมาณ และความมีเหตุผล ซึ่งมองว่าเป็นการเติบโตเกินตัว รวดเร็วเกินไป ไม่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม ที่อาจจะส่งผลกระทบทางลบมากมายภายนอกอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีการใช้หนี้สินจำนวนมหาศาล ส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนมีความเสี่ยงสูงมาก ทำให้ต้นทุนเงินทุนสูง และส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการอย่างง่ายดาย เมื่อดีมานด์ของโครงการได้รับผลกระทบจากความผันแปรด้านเศรษฐกิจของโลก

ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนอีกประการหนึ่ง ก็คือ โครงการดังกล่าว ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ว่า การถมทะเลในอาณาบริเวณที่กว้างขวางแบบนี้ จะก่อให้เกิดการรบกวนต่อระบบนิเวศน์ในภูมิภาคดังกล่าวมากพอสมควร โดยเฉพาะในระยะยาวซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไปอีกด้วย ซึ่งในทุกด้านล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความยั่งยืนของโครงการและกิจการดังกล่าว นำสู่ความสั่นคลอนที่เกิดขึ้นขณะนี้

ดังจะเห็นแล้วว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีครบถ้วนครอบคลุมทุกด้านจริงๆ และเป็นแนวคิดสมัยใหม่ที่เน้นการพัฒนาอย่างยิ่งยวดด้วย และนำไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้ในทุกระดับ หากมีความเข้าใจอย่างจริงจัง มิใช่เพียงแค่แนวคิดที่อยู่บนกระดาษเท่านั้น ดังนั้น ทุกท่านลองศึกษาปรัชญานี้ให้ลึกซึ้งนะครับ เพื่อการนำไปใช้ได้อนาคตอย่างยั่งยืน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *