มองงานของผู้รับรางวัลโนเบล

มองงานของผู้รับรางวัลโนเบล
โดย : ดร.ไสว บุญมา

ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ นอกจากผู้ได้รับคนหนึ่งชื่อ เอลินอร์ ออสตรอม จะเป็นสตรีที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นคนแรกแล้ว เธอยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์แทนที่จะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วย เนื่องจากการประกาศผลงานของคณะกรรมการรางวัลโนเบลอ้างถึง governance ว่า เป็นแก่นงานของเธอ สื่อไทยจึงมักใช้คำว่า “ธรรมาภิบาล” ซึ่งผมมองว่าน่าจะสื่อความหมายได้เพียงส่วนเดียว จึงขอเรียนบางอย่างที่อาจให้ความกระจ่างเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านการนำผลการวิจัยของเธอมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ

งานวิจัยส่วนใหญ่ของเอลินอร์ ออสตรอม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากร เราทราบดีแล้วว่า การบริหารจัดการทรัพยากรก็เช่นเดียวกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจ กล่าวคือ เราอาจแยกแนวคิดได้เป็นสองขั้ว ซึ่งผมกล่าวถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้แก่ ขั้วตลาดเสรีกับขั้วคอมมิวนิสต์ ในขั้วตลาดเสรี เอกชนมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพยากรและมักใช้การซื้อขายกันในตลาดเป็นกรอบของการตัดสินใจใช้ทรัพยากร ส่วนขั้วคอมมิวนิสต์ รัฐมีสิทธิเหนือทรัพยากรและเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้อย่างไร รัฐในที่นี้อาจตีความหมายว่าเป็นชุมชนเล็กๆ ก็ได้ ในอดีต มีการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าทรัพยากรเป็น “ของกลาง” (commons) สมาชิกของชุมชนต่างใช้ของกลางกันอย่างเต็มที่ โดยไม่มีใครสนใจดูแลยังผลให้ของกลางนั้นเสื่อมโทรมหรือพังทลาย ตัวอย่างที่มักอ้างถึงกัน ได้แก่ ทุ่งหญ้า เมื่อสมาชิกต่างนำฝูงสัตว์ขนาดใหญ่เข้าไปเลี้ยง เพียงไม่นานทุ่งหญ้านั้นก็เตียนหมด ปรากฏการณ์เช่นนั้น มักเรียกกันว่า “โศกนาฏกรรมแห่งของกลาง” (tragedy of the commons) ซึ่งผู้ยึดแนวคิดขั้วตลาดเสรีนำมาอ้าง เพื่อแบ่งของกลางให้เอกชนเป็นเจ้าของ

การวิจัยชุมชนทั่วโลกของ เอลินอร์ ออสตรอม พบว่า การถือว่าทรัพยากรเป็นของกลางไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความเสื่อมโทรมเสมอไป ตรงข้ามมันอาจนำไปสู่ความยั่งยืนก็ได้ ผลจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับการทำงานของสถาบัน หรือองค์กรที่สังคมตั้งขึ้นเพื่อการนั้น ผลการวิจัยถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นฐานของการบริหารจัดการทรัพยากรผ่านการจัดตั้งของกลางจำพวกป่าชุมชนในปัจจุบัน ในบรรดางานจำนวนมากของเธอ มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเธอเป็นบรรณาธิการชื่อ Foundations of Social Capital หรือ “ฐานของทุนทางสังคม” หนังสือเล่มนี้มีกุญแจไขปริศนาการพัฒนาดอกสำคัญ นั่นคือ องค์กรหรือสถาบันจะบริหารจัดการให้บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของกฎเกณฑ์ที่สมาชิกในสังคมตั้งขึ้น และความเคร่งครัดที่พวกเขาปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น ความเคารพในกฎเกณฑ์เป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งของสิ่งที่นักวิชาการเรียกกันว่า “ทุนทางสังคม” ในกรณีของป่าชุมชน ป่าจะอยู่คู่กับชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อกฎเกณฑ์ในการใช้ประโยชน์จากป่าของสมาชิกในชุมชนเหมาะสมกับธรรมชาติของป่านั้นบวกกับการที่บรรดาสมาชิกพร้อมใจกันทำตามกฎเกณฑ์ที่พวกเขาตั้งขึ้นอย่างเคร่งครัด

การทำตามกฎเกณฑ์เป็นทุนทางสังคมที่มีความสำคัญยิ่งในหลากหลายด้าน ตัวอย่างง่ายๆ ได้แก่ การไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้เมืองไทยประสบความวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 77 ปี สำหรับในด้านเศรษฐกิจ เรายึดแนวคิดตลาดเสรีที่มีส่วนประกอบของสังคมนิยมผสมอยู่เล็กน้อยเป็นหลัก ที่ว่ามีส่วนประกอบของสังคมนิยมผสมอยู่ ก็เพราะรัฐบาลเข้าไปมีบทบาทในตลาดโดยตรงในบางกรณี อาทิเช่น การมีรัฐวิสาหกิจและการควบคุมราคาสินค้า การบริหารจัดการเศรษฐกิจของเรามักมีปัญหา เพราะนักการเมืองและข้าราชการมักเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย หรือไม่ก็เข้าไปทำธุรกิจเสียเอง การกระทำเช่นนั้น เป็นการละเมิดกฎข้อสำคัญของตลาดเสรี เราอาจกล่าวได้ว่าปัญหามีที่มาจากการมีทุนทางสังคมต่ำ ซึ่งนักการเมืองและข้าราชการมีส่วนทำให้เกิดขึ้น

แม้จะมีความสำคัญ แต่ทุนทางสังคมมักไม่ค่อยได้รับความใส่ใจ อย่างไรก็ดี ตอนนี้เริ่มมีการศึกษากันมากขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ มีหนังสือสามเล่มพิมพ์ออกมาซึ่งพูดถึงความสำคัญของทุนทางสังคมต่อการพัฒนา คือ The Wealth and Poverty of Nations โดยเดวิด แลนเดส Bowling Alone โดยโรเบิร์ต พัทนัม และ Active Social Capital โดยอนิรุธ กฤษณา เรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com ผู้เขียนหนังสือสองเล่มนี้ ให้นิยามของทุนทางสังคม ว่า “เครือข่าย ฐานทางคุณธรรมและความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเอื้อให้เกิดการประสานงาน และการทำงานร่วมกันให้สัมฤทธิผล”

นิยามรวมคำว่า “ฐานทางคุณธรรม” อยู่ด้วย คำนี้มีความลุ่มลึกมากจนยากแก่ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านสังคมเช่นผมจะอธิบาย จากมุมมองของการพัฒนา ผมมองง่ายๆ ว่า มันคือการทำตามกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมที่จะยังผลให้สมาชิกของสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่นนั่นเอง สังคมไหนมีสมาชิกทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมมาก สังคมนั้นมีทุนทางสังคมสูง ตรงข้าม การไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างแพร่หลายยังผลให้สังคมมีต้นทุนต่ำ การไม่ทำตามกฎเกณฑ์อาจเป็นจำพวกมองเห็นได้ง่ายและไม่มีผลร้ายแรงนัก อาทิเช่น การทิ้งเศษกระดาษลงบนถนน ไปจนถึงความฉ้อฉลและการลุแก่อำนาจของผู้นำ ซึ่งมีความร้ายแรงสูงมาก

ทุนทางสังคมมีความสำคัญต่อการพัฒนาไม่น้อยกว่าทุนทางเศรษฐกิจ แต่นักพัฒนาก็มักไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่า การเพิ่มทุนทางสังคมจะทำอย่างไร การศึกษามักถูกอ้างถึงว่าเป็นคำตอบ แต่การศึกษาที่ผมเห็นมามากต่อมากมักมุ่งไปที่ด้านเทคนิค ซึ่งทำได้ไม่ยากหากมีผู้สอนและเครื่องมือเพียงพอ ส่วนในด้านการสร้างคุณธรรมและการร่วมมือกันทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมนั้นยากกว่า เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นทำได้ในช่วงเวลา 50 ปีที่แล้ว การสร้างทุนทางสังคมเป็นปริศนาอันแสนยาก หากเราตอบไม่ได้ การพัฒนาให้ก้าวหน้าจนถึงขั้นสมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกัน โดยปราศจากความวุ่นวายย่อมไม่เกิดขึ้น

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *