มหาวิทยาลัยในอังกฤษ จี้รัฐลดบทบาท

มหาวิทยาลัยในอังกฤษ จี้รัฐลดบทบาท

วันที่ : 15 กรกฎาคม 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : การศึกษาอัพเกรด

สมาคมผู้บริหารมหาวิทยาลัย (Association of University Administrators) ประเทศอังกฤษ ได้จัดงานสัมมนาเมื่อต้นเมษายน ค.ศ.2008 ประเด็นหลักที่พูดถึงในการสัมมนานี้คือ มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการบริหารงานของมหาวิทยาลัยมากเกินไป

นายโจน เอฟ บาลวินด์ (Jon F. Baldwin) จากสำนักทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยวอร์ริค (University of Warwick) ผู้บรรยายหลัก กล่าวว่า การที่รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาแทรกแซงการบริหารของมหาวิทยาลัยมากเกินไป อาจกระทบต่อการแข่งขันในตลาดการอุดมศึกษา นายบาลวินด์ เปรียบการศึกษาระดับอุดมศึกษาเหมือน “เขาวงกต” ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาล แม้มหาวิทยาลัยจะประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายรัฐมากเพียงใด แต่งานที่ต้องรับผิดชอบไม่เคยสิ้นสุด

สาเหตุที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในอังกฤษ แสดงท่าทีไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงการบริหารมหาวิทยาลัย หรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการอุดมศึกษา เนื่องจากเบื่อหน่ายระบบราชการและปัญหาการแทรกแซงของภาครัฐ ดังนี้

ระบบราชการมีระเบียบกฎเกณฑ์มากเกินไป แซลลี่ ฮันท์ (Sally Hunt) เลขาธิการสหภาพมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย (University and College Union: UCU) กล่าวว่า จากงานวิจัยของ UCU พบว่า ระบบการทำงานแบบราชการและการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่มากเกินไป เป็นอุปสรรคต่องานวิชาการ นอกจากนี้ ยังต้องเสียงบประมาณไปกับการแก้ปัญหาการทำงานที่มีความซับซ้อน สอดคล้องกับแนวคิดของ ศ.ริค แทรนเนอร์ (Rick Trainor) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งสหราชอาณาจักร (Universities UK: UUK) กล่าวว่า ระบบการทำงานแบบราชการทำให้สูญเสียเวลาในการทำงานวิชาการและการบริหารจัดการ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเผชิญกับความยุ่งยาก เมื่อต้องแข่งในตลาดการศึกษาระดับโลก ศ.แทรนเนอร์ เรียกร้องให้รัฐลดระเบียบที่มากเกินของระบบราชการ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นสากลอย่างสมบูรณ์

ภาครัฐพยายามแทรกแซงมหาวิทยาลัย รายงานจากองค์กรอิสระด้านการตรวจสอบกฎระเบียบข้อบังคับภาคการอุดมศึกษา ที่เรียกว่า Higher Education Regulation Review Group (HERRG)ก่อตั้งโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงนวัตกรรม มหาวิทยาลัย และทักษะ (Department for Innovation, University and Skills) ด้านการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสตีฟ บันเดรด (Steve Bundred) ประธาน HERRG ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทม์ไฮเออร์เมื่อ 14 กันยายน ค.ศ.2007 ไว้ว่า รัฐมนตรีบางท่านต้องการเข้ามาเล่นบทบาทนำHERRGซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเกิดความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างหน้าที่ จนกระทบต่อการบริหารและงานวิชาการของมหาวิทยาลัย

ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยรัฐประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องค่าจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยรัฐเสียเปรียบมหาวิทยาลัยเอกชนมาก ค่าจ้างเฉลี่ยบุคลากรระดับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยรัฐอยู่ที่ 106,496 ดอลลาร์ต่อปี (ระหว่าง ค.ศ.2006-2007) แต่อัตราค่าจ้างดังกล่าวคิดเป็นเพียงร้อยละ 78 ของจำนวนเงินค่าจ้างทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยเอกชนกลุ่มไอวีลีก (Ivy league) กำหนดให้บุคลากรระดับเดียวกัน เพราะเล็งเห็นว่าการจ้างบุคลาการที่มีความเชี่ยวชาญจำเป็นสำหรับการพัฒนางานวิชาการ ความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยรัฐเสียเปรียบมหาวิทยาลัยเอกชนโดยสิ้นเชิง จึงเกิดกรณีที่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยรัฐลาออกไปทำวิจัยในองค์กรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ข้อเสนอทางออกมหาวิทยาลัยรัฐในอังกฤษ

นายบาลวินด์ได้เสนอว่า มหาวิทยาลัยควรจะมีแนวทางการทำงานที่เป็นของตนเอง ไม่จำเป็นต้องรอรับผลผลิตจากการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเดียว แต่สามารถติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดการศึกษาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบันตลาดการศึกษาระดับอุดมศึกษาอยู่ในยุคที่แข่งขันกันด้วยอัตราค่าธรรมเนียมทางการศึกษา เมื่อเทียบอัตราค่าธรรมเนียมการเรียนระหว่างมหาวิทยาลัยในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่าใกล้เคียงกัน คือ 10,000 ปอนด์ต่อคน หมายความว่า มหาวิทยาลัยในอังกฤษไม่มีทางเลือก นอกจากจะสร้างจุดต่าง โดยเพิ่มคุณภาพการศึกษาและกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ไม่สูงเกินไป นายบาลวินด์เชื่อว่า ความมั่นคงของมหาวิทยาลัยเกิดจากความยืดหยุ่น และเห็นว่า มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรรวมตัวเพื่อเล่นเกมของตนเอง และติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดการศึกษาด้วยตนเอง

กรณีมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจำนวน 78 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยรัฐ และในจำนวนนี้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ มีการบริหารงานเป็นอิสระแยกจากระบบราชการจำนวน 13 แห่ง ซึ่งก่อนหน้าการผลักดันมหาวิทยาลัยให้ออกนอกระบบอย่างจริงจังในช่วงปี พ.ศ.2550 พูดถึงปัญหาระบบราชการในมหาวิทยาลัยรัฐ ดังนี้

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์และแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย (พ.ศ.2546) ซึ่งได้วิเคราะห์ปัญหาการบริหารอุดมศึกษาภายใต้ระบบราชการว่า ระบบราชการเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ใช้กฎกติกาเดียวกัน ทำให้สถาบันอุดมศึกษาขาดความคล่องตัว การบริหารไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถดึงดูดคนเก่งเข้าสู่ระบบ สถาบันอุดมศึกษาจึงไม่สามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

ศ.ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เขียนหนังสือเรื่อง “การพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล: แนวคิดและประสบการณ์ของพระจอมเกล้าธนบุรี” (พ.ศ.2546) แสดงทัศนะเกี่ยวกับปัญหาระบบราชการในมหาวิทยาลัยรัฐไว้ว่า มหาวิทยาลัยรัฐไม่สามารถใช้กลไกตลาดกำหนดอัตราเงินเดือน จึงไม่สามารถจูงใจผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเข้ามาเป็นอาจารย์ นอกจากนี้ งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เพียงพอสำหรับการอยู่รอดของมหาวิทยาลัยเท่านั้น การจัดสรรงบประมาณเป็นปีต่อปีทำให้วางแผนระยะยาวไม่ได้ และระเบียบพัสดุที่ขาดความยืดหยุ่น ไม่เอื้อต่อการนำเข้านวัตกรรมใหม่ ข้อเสนอของ ศ.ดร.กฤษณพงศ์ คือ ให้มหาวิทยาลัยบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง เป็นมหาวิทยาลัยที่แยกจากส่วนราชการ เป็นอิสระคล่องตัว

ลักษณะที่เหมือนกันของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษและประเทศไทยคือ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐและบางส่วนเป็นสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ความไม่พอใจในระบบราชการและต้องการบริหารจัดการตัวเอง โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ ซึ่งอาจมองได้ 2 มุมมองคือ ให้มหาวิทยาลัยรัฐเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ หรือให้มหาวิทยาลัยรัฐมีลักษณะเดียวกันกับมหาวิทยาลัยเอกชน

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างจริงจัง อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อมหาวิทยาลัยต้องหาเลี้ยงตัวเอง ดังกรณีมหาวิทยาลัยเฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ (University of Hertfordshire) ประเทศอังกฤษ ภายหลังการออกนอกระบบ นักศึกษาต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น ปีการศึกษา ค.ศ.2006 นักศึกษาปริญญาตรีต้องจ่ายค่าเล่าเรียนถึง 3,000 ปอนด์ต่อคนต่อปี ส่งผลกระทบต่อโอกาสเข้าศึกษาต่อของนักศึกษายากจน นอกจากนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังกำหนดให้แต่ละภาควิชาต้องหารายได้เพิ่มทุกปี โดยเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาปริญญาโท ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มจ่ายค่าเล่าเรียนสูงมาก การจัดหลักสูตรพิเศษ และให้อาจารย์มหาวิทยาลัยไปเป็นที่ปรึกษาในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ

ผมเห็นด้วยที่จะให้มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการได้อิสระ เพราะจะทำให้มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เกิดการแข่งขัน อีกทั้งสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายและหลักสูตรได้รวดเร็วเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยังคงต้องเข้ามีบทบาทกำหนดมาตรฐานและกำกับด้านคุณภาพ รวมถึงทิศทางผลิตบัณฑิตในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาประเทศ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *