สุขภาพ : ‘ภูมิแพ้อาหารแฝง’ ภาวะเรื้อรัง

สุขภาพ : ‘ภูมิแพ้อาหารแฝง’ ภาวะเรื้อรัง

ไม่น่าเชื่อว่าอาหารที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ จะกลายเป็นสาเหตุของการเป็นโรคภูมิแพ้อาหารแฝงไปได้ !!

มองจากภายนอก ทุกคนดูแข็งแรงเป็นปกติ แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเข้าข่ายเป็น “ภูมิแพ้อาหารแฝง” คำถามนี้ ทำให้หลายคนฉุกคิดและหันกลับมามองสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจัง โดยคนส่วนใหญ่จะละเลยสุขภาพ ถ้าไม่ป่วยจริงๆ ก็ไม่ยอมไปหาหมอ หรือว่ารอให้ป่วยแล้วรักษา เป็นการแก้อาการที่ปลายเหตุ เพราะสิ่งแวดล้อมที่ต้องเจออยู่ทุกวันนี้มีผลต่อสุขภาพกันทั้งนั้น ใครจะรู้ว่าร่างกายของเราเป็นที่สะสมของโรคบางชนิด

ตัวเลขจากองค์กรภูมิแพ้โลก พบว่า คนไทยเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่า 10 ล้านคน โดยโรคนี้จะเกิดกับทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 5 – 15 ปี จะพบบ่อยกว่าช่วงอายุอื่น คนเรานั้นมีโอกาสเกิดอาการแพ้อาหาร และการรับสารอาหารบางชนิดไม่ได้ หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้อาหารแฝง

นพ.ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพองค์รวมตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วอาการหรือปฏิกิริยาทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเมื่อทานอาหารบางชนิดเข้าไปนั้น มีความแตกต่างกันระหว่างคำว่า “การแพ้อาหาร” กับ “การรับอาหารบางชนิดไม่ได้” เพราะการแพ้อาหาร เกิดจากปฏิกิริยาที่ไวต่ออาหารนั้นๆ เป็นปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่ออาหาร เนื่องจากมีการกระตุ้นจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายชนิดต่างๆ ส่วนการรับอาหารบางชนิดไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด แต่ทั้งสองกลุ่มนี้อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน

ปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่พบได้บ่อย จะเป็นปฏิกิริยาการแพ้ชนิดที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน ซึ่งเป็นผลจาก 2 กลไกทางระบบภูมิต้านทาน คือ มีการกระตุ้นให้ ร่างกายสร้างภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบินชนิด อี หรือ ไอจีอี (Immunoglobulin E หรือ IgE) ขึ้น ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่าแอนติบอดีชนิดอี ที่อยู่ในกระแสเลือด และอีกกลไกหนึ่งเกี่ยวข้องกับมาสต์เซลล์ (Mast Cell) ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อที่เกิดอาการแพ้ เช่น ในจมูก คอ ปอด ผิวหนัง และทางเดินอาหาร แอนติบอดีชนิดอี สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้

“ก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ คนที่แพ้ต้องเคยได้รับอาหารชนิดนั้นมาก่อน เมื่อมีการย่อยอาหารก็จะกระตุ้นให้มีการสร้างแอนติบอดีชนิดอี จำนวนมากเข้าไปเกาะผิวของมาสต์เซลล์ และเมื่อมีการทานอาหารชนิดนั้นอีกครั้ง อาหารจะไปกระตุ้นแอนติบอดีชนิดอี จำเพาะบนผิวมาสต์เซลล์นั้น ทำให้เกิดการหลั่งสารเคมี เช่น ฮีสตามีน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ตามแต่บริเวณของเนื้อเยื่อที่มีการหลั่งสารเคมีนั้น เช่น มีการหลั่งสารเคมีที่บริเวณหู คอ จมูก มีอาการคันหรือบวมที่ปาก คอ หายใจลำบาก หรือกลืนอาหารลำบาก แต่ถ้าเป็นที่ทางเดินอาหาร อาจมีอาการปวดท้อง ท้องร่วงได้”

นอกจากปฏิกิริยาการแพ้แบบเฉียบพลันแล้ว ยังมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไป คือปฏิกิริยาของการแพ้ชนิดแฝงในปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบนี้ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นจากโปรตีนในอาหาร จะเริ่มสร้างอิมมูโนโกลบินชนิดจี หรือ ไอจีจี (Immunoglobulin G หรือ IgG) ที่เรียกว่า แอนติบอดีชนิดจี ซึ่งไม่ได้ไปกระตุ้นมาสต์เซลล์ เหมือนแอนติบอดี้ชนิดอี ทำให้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพ้ จึงไม่รู้ตัวว่าตนเองมีปฏิกิริยากับอาหารนั้น

แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อผู้ป่วยต้องทานอาหารที่มีโปรตีนชนิดนั้นอยู่เรื่อยๆ เช่น อาหารกลุ่มนม ไข่ ถั่ว ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีชนิดจี อย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่เกินความสามารถของเม็ดเลือดขาว ชนิดแมคโคร ฟาจ (macrophage) ซึ่งมีหน้าที่คอยกำจัดส่วนประกอบของภูมิต้านทานนี้ออกจาก ร่างกาย ทำให้เกิดการหลงเหลือของส่วนประกอบภูมิต้านทานอิสระไปทั่วระบบของร่างกาย ซึ่งจะไปกระตุ้นนำระบบกลไกที่ทำให้เกิดการอักเสบให้เกิดขึ้น ที่จุดใดจุดหนึ่ง ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง

“ภูมิแพ้ชนิดแฝงนี้ จึงเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น หวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือ อาจพบร่วมกับภาวการณ์อักเสบเรื้อรังที่ จุดอื่น เช่น ข้ออักเสบเรื้อรัง กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง หรือบางกรณีพบร่วมกับความผิดปกติทางอารมณ์ หรือพฤติกรรม เช่น ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง ภาวะสมาธิสั้น หรือ ภาวะออทิสติก ดังนั้นการมองหาภาวะภูมิแพ้ชนิดแฝง ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็มักจะเป็นอีกหนึ่งหนทางในการหาคำตอบของภาวะความไม่สมดุลที่มีอยู่ในร่างกายได้”

การรักษาหมอจะเริ่มจากการซักประวัติอาการที่เป็นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สภาพของระบบทางเดินอาหาร และการตรวจวัดด้วยเครื่องเพื่อตรวจหาแอนติบอดีชนิดจี ต่ออาหารที่ทำให้คนไข้มีอาการภูมิแพ้แฝง

ทางที่ดี คือ เมื่อทราบแล้วว่าแพ้อาหารชนิดใด ต้องระมัดระวังการเลือกทานอาหารให้ดีพยายามลดและหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ โดยในรายที่เป็นภูมิแพ้อาหารแบบแฝง ควรงดอาหารชนิดนั้นเป็นเวลา 3 – 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายได้กำจัดออกไปได้หมดก่อน

“หลังจากนั้น เริ่มทำการเริ่มทดสอบโดยการทานอาหารชนิดนั้นใหม่ เพื่อดูว่าร่างกายมีการตอบสนองอย่างไร หากทุกอย่างเป็นปกติดี ก็สามารถกลับมาทานอาหารชนิดนั้นได้อีกตามปกติ แต่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วยการหมุนเวียนหมู่อาหาร ไม่ทานอาหารแบบเดิมซ้ำกันทุกวัน รวมทั้งจะต้องไม่ลืมการฟื้นฟูการทำงานของระบบทางเดินอาหารในแง่ของการย่อย การดูดซึม และสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ควบคู่กันไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีก ตรงนี้คงต้องขึ้นอยู่กับคนไข้ว่ามีความตั้งใจในการเข้ารับการรักษาและเห็นความสำคัญของปัญหามากน้อยอย่างไรด้วย” นพ.ต่อศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

จากโรคภูมิแพ้อาหารแฝงนี้ ทำให้เห็นว่า บทบาทของอาหารในชีวิตประจำวันมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงควรใส่ใจกับอาหารทุกจานที่ทาน

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *