ฟื้นลำเหมืองชุมชน..วิถีชีวิตกับสายน้ำ

ฟื้นลำเหมืองชุมชน..วิถีชีวิตกับสายน้ำ
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
กระตุ้นสำนึกรักษ์ชาวบ้าน-เยาวชน ใส่ใจสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว

คนสมัยก่อนใช้ประโยชน์จากน้ำเป็นสำคัญ ทั้งอุปโภคบริโภค นอกเหนือจากดื่มกิน และชะล้างในชีวิตประจำวันแล้ว ยังใช้เพาะปลูก และสัญจรไปมา จนมีคำเปรียบเทียบว่า “สายน้ำประดุจโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิต” ต้องขุด “ลำเหมือง” หรือ “คลอง” เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำสายหลักเข้ามาใช้ในไร่นา พร้อมทั้งแต่งตั้ง “แก่เหมือง – แก่ฝาย” คอยดูแล ให้จัดสรรการใช้น้ำอย่างทั่วถึงและยุติธรรม

แต่วันนี้วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไป สังคมอุตสาหกรรมรุกคืบเข้ามาแทนที่เกษตร เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งน้ำดื่มแบบ Delivery บริการส่งถึงที่ และน้ำใช้ที่ไหลมาตามท่อประปา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแม่น้ำลำคลอง จึงห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ แม่น้ำหลายสายถูกทิ้งให้เน่าเสีย จนกลายเป็นแหล่งมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต และสิ่งแวดล้อม ที่ยังคงอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้น

ธวัชชัย กันทะวันนา หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และฟื้นคืนสภาพลำเหมืองในชุมชน ต.ริมปิง อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าว่า หลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา ชาวบ้านในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ และลำพูน ใช้ประโยชน์จากลำน้ำปิงในทุกๆ ด้าน ทำให้คนมีความผูกพันกับสายน้ำปิงทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ จึงช่วยกันดูแลรักษาและจัดสรรทรัพยากรน้ำเป็นอย่างดี

แต่เมื่อโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยน คนก็มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของแม่น้ำปิงน้อยลง ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ ทำให้น้ำเน่าเสีย อีกทั้งมีสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำ จนหดแคบลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 ก่อให้เกิดอุทกภัยใหญ่ ดังที่เคยเกิดที่เชียงใหม่ และลำพูน ในปีพ.ศ.2549

ผลที่เกิดขึ้นยังกระทบต่อลำน้ำสาขาต่างๆ เช่น ลำเหมืองแม่แกบก้อง ที่แยกมาจากลำคลองแม่ปิงเก่า และแยกมาจากแม่น้ำปิงอีกต่อหนึ่ง ไหลผ่านพื้นที่ ต.ประตูป่า และ ต.ริมปิง มีพื้นที่ใช้ประโยชน์จากลำเหมืองประมาณ 14 ตารางกิโลเมตร

ปัจจุบันลำเหมืองแม่แกบก้องต้องประสบปัญหาหลายๆ ด้าน เช่นเดียวกับแม่น้ำปิง ถูกชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากน้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม นำขยะและสิ่งปฏิกูลทิ้งลงลำเหมือง ซ้ำยังใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในการทำเกษตร รวมทั้งกำจัดวัชพืชริม 2 ฝั่งคลอง ทำให้สารเคมีถูกชะล้างลงสู่ลำเหมือง เกิดอันตรายแก่สัตว์น้ำ

อีกทั้งผู้คนที่เคยเก็บผักเก็บหญ้าริมน้ำไปทำอาหาร หรือให้สัตว์เลี้ยง บางช่วงก็เกิดน้ำเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็นจากสารเคมี ขณะเดียวกันความสำคัญของระบบเหมืองฝายก็ถูกลดทอนลง เมื่อภาครัฐเข้ามาจัดสร้างฝายคอนกรีต ที่มีลักษณะคงทนถาวรเข้ามาแทนที่ฝายแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน

ทั้งนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็ทำให้ผู้คนที่เคยใช้ประโยชน์จากน้ำในลำเหมืองผลักภาระการดูแล รักษาให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเกิดปัญหาซ้อนขึ้นมาทันที ด้วยข้อจำกัดของบุคลากร งบประมาณ และปริมาณงาน จนไม่สามารถดูแลเหมืองฝายได้อย่างทั่วถึง การกำจัดวัชพืชในลำเหมือง และโดยรอบก็มีทั้งการใช้เครื่องตัดหญ้า และใช้สารเคมี เพื่อให้ทันต่อการควบคุมวัชพืช ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม

“การทำงานตามโครงการนี้จึงดึงแกนนำชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อค้นหาประวัติศาสตร์ลำเหมืองชุมชน การบริหารจัดการน้ำ การใช้ประโยชน์จากน้ำ เพื่อกระตุ้นให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ลำเหมือง และเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน อนุรักษ์ ดูแล ฟื้นฟูลำเหมืองของชุมชน”

“รวมทั้งหารูปแบบการเฝ้าระวัง ฟื้นฟู บำบัดคุณภาพลำเหมืองในชุมชนให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดี สอดคล้องกับภูมิปัญญาและบริบทของชุมชน ถือว่าได้รับความร่วมมืออย่างดี ที่สำคัญคือเด็กและเยาวชนใน ต.ริมปิง ให้ความสนใจ และเข้ามามีส่วนร่วมในทุกๆ ด้านด้วย” ธวัชชัยกล่าว

ด้าน กิตติพจน์ เพิ่มพูน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องลุ่มน้ำ อธิบายถึงหลักการอนุรักษ์น้ำว่า ไม่ใช่แค่การสงวนไว้เท่านั้น หากเป็นการใช้อย่างยั่งยืน สมเหตุสมผล และใช้อย่างฉลาด รวมถึงฟื้นฟูสิ่งที่เสื่อมโทรมด้วย ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลคุณภาพน้ำ และข้อมูลสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ

โดยส่วนใหญ่ที่มาของมลพิษในแหล่งน้ำจะมาจาก 3 ทางด้วยกัน คือ จากธรรมชาติ เช่น สารตะกั่ว จากตัวแหล่งน้ำเอง และจากกิจกรรมของมนุษย์ อาทิ ชุมชน พาณิชยกรรม เกษตรกรรม อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลาง เล็ก และโอท็อป เป็นต้น

ขณะที่ ดร.พฤฒินันท์ สุฤทธิ์ ผู้จัดการโครงการชุดอนุรักษ์ฟื้นคืนสภาพแม่น้ำลำคลอง สสส. บอกว่า โครงการนี้มุ่งเน้นไปใน 3 ด้าน คือการอนุรักษ์ การมีส่วนร่วม การวัดคุณภาพน้ำ ดำเนินการไปแล้วทั่วประเทศ 33 จังหวัด 72 โครงการ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 29 โครงการ ภาคอีสาน 22 โครงการ ภาคใต้ 9 โครงการ ภาคกลางและภาคตะวันออก 12 โครงการ

“ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะทุกพื้นที่ที่มีช่วยกระตุ้นสำนึกของชาวบ้านและเยาวชน ให้หันมาเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว รู้จักเฝ้าระวัง สังเกต และร่วมกันพัฒนาแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันก็ส่งผลทางอ้อมถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อได้ทำงานร่วมกัน” ดร.พฤฒินันท์อธิบาย

ความเข้มแข็ง และจริงจัง จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของโครงการที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคตอนนี้ หากสามารถขยายผลออกไปในวงกว้างเท่าใด ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อแม่น้ำลำคลองเป็นเงาตามตัว ที่สำคัญจะเป็นการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน เพราะคนในชุมชนลุกขึ้นมาเรียนรู้ และปกป้องร่วมกัน ตามวิถีชุมชนปัจจุบันอย่างเหมาะสม กลายเป็นความตระหนักรู้ ตระหนักทำ ที่สืบทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *