พี่ "คนเก่ง" สอนน้องปิยะ ซอโสตถิกุล

พี่ “คนเก่ง” สอนน้องปิยะ ซอโสตถิกุล
HR&Management : ชนิตา ภระมรทัต กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2551
ทำให้บนเวทีแนะแนวการศึกษาสนุกสนานคล้ายกับชม “ทอล์คโชว์” เลยทีเดียวสำหรับฝีปากของนายแบงก์หนุ่ม ที่มีประวัติยอดเยี่ยมทั้งด้านการเรียนและการทำงานที่ชื่อ “ปิยะ ซอโสตถิกุล” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ
เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ถือเป็นระดับท็อปเทนของอเมริกาและของโลก นั่นคือระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ และ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ อีกทั้งระดับปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ (เคมี) จาก เอ็มไอที อีกทั้งปริญญาโทเอ็มบีเอ จาก ฮาร์วาร์ด (ด้วยทุนของธนาคารกรุงเทพ)
ส่วนการทำงานนั้น เขาเคยผ่านงานจาก “โกลด์แมน แซคส์” ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่อยู่ในความใฝ่ฝันของคนเก่งๆ ทั่วโลกที่อยากจะร่วมงาน ก่อนหน้าที่จะมาทำงานให้กับธนาคารกรุงเทพหนึ่งในธนาคารระดับแนวหน้าของไทย
ล่าสุดก็ได้รับรางวัล “The Asian Banker Promising Young Banker Award for Asia Pacific Region 2007” ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 40 ปี โดยมี The Asian Banker รีเสิร์ชเฮ้าส์ของภูมิภาคเป็นผู้คัดเลือก
รางวัลนี้มีคู่แข่งที่เป็นคนเก่งจากหลายประเทศชั้นนำในเอเชีย ซึ่ง ปิยะถือว่ามีอายุ “น้อย” ที่สุด อีกทั้งไม่ว่าตำแหน่ง และความรับผิดชอบ ก็ยังน้อยกว่า หากแต่ผลงานของเขาถือว่าโดดเด่นจนเข้าตา และผ่านการคัดกรองจนได้ตำแหน่งชนะเลิศในที่สุด
ดังนั้นในงานบรรยายพิเศษเรื่อง “10 เคล็ดลับ การเข้าหลักสูตรเอ็มบีเอ ของสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลก” ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสที่ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพดำเนินงานครบรอบ 4 ทศวรรษนั้น ปิยะจึงมีความเหมาะสมที่จะขึ้นเวทีในฐานะของ “ไอดอล” ที่ช่วยชี้เคล็ดลับให้เยาวชนคนไทยก้าวสู่ความสำเร็จได้เฉกเช่นเดียวกัน และถือว่าเขาก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเยี่ยม
ศูนย์แนะแนวการศึกษาแห่งนี้ ก่อตั้งในปี พ.ศ.2511 เริ่มแรกให้คำปรึกษาในเรื่องพื้นฐานทั่วไปเช่น การขอวีซ่า การซื้อตั๋วเครื่องบิน หลังจากนั้นก็พัฒนาให้ผู้ที่เคยไปศึกษามาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง แต่โลกปัจจุบันซึ่งถูกย่อด้วยเทคโนโลยี ความต้องการมีลักษณะเฉพาะเจาะลึกมากยิ่งขึ้น
“คนเดี๋ยวนี้ต่างเคยไปเรียนต่างประเทศ วันนี้เราจึงต้องบอกเด็กๆ ว่า แล้วคุณจะเข้าเอ็มบีเอสถาบันระดับท็อปเทนได้อย่างไร เพื่อช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นอีกสเต็ป และให้เขารู้ว่ามีทางเลือกไม่ใช่ต้องไปอเมริกาที่เดียวแต่ยังมีประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน ฮ่องกง เป็นต้น” ปิยะกล่าว
สำหรับงานบรรยายครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานถึงพันกว่าคนเลยทีเดียว ซึ่งจากการสำรวจความสนใจปรากฏว่า เปอร์เซ็นต์ของสถาบันการศึกษาที่ เด็กไทยสนใจไปศึกษาต่อมากที่สุดอยู่ในประเทศอเมริกาคือมีถึง 51 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคืออังกฤษ,ออสเตรเลีย และแคนาดา ตามลำดับ
ซึ่งปิยะแนะนำว่าสิ่งสำคัญก็คือ ต้องรู้เหตุผลเสียก่อนว่า ทำไมเราถึงต้องเรียนเอ็มบีเอ? ซึ่งเหตุผลที่บอกว่าเพราะแรงเชียร์ของพ่อแม่ เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ หรืออยากเที่ยวเมืองนอก หรือเรียนแล้วเท่ …ล้วนไม่เข้าท่า
แต่ เหตุผลที่ดีก็คือ “ความมุ่งมั่นจะเพิ่มทักษะที่สำคัญต่อการทำธุรกิจ เนื่องจากอยากประกอบธุรกิจส่วนตัว หรืออยากก้าวหน้าในงานสู่ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ”
ทุกๆ ปีในสถาบันการศึกษาเอ็มบีเอของอเมริกา ,อังกฤษ ,ออสเตรเลีย มักจะถูกจัดลำดับโดยใช้เกณฑ์ในการตัดสินมากกว่า 20 ข้อ เช่น จีแมท จีพีเอ ฯลฯ ซึ่งข้อสังเกตของปิยะก็คือลำดับของสถาบันในอเมริกามักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ผิดกับในประเทศอังกฤษที่จู่ๆ อันดับ 15 ในปีที่ผ่านมากระโดดมาเป็นอันดับ 1 ภายในระยะเวลาแค่หนึ่งปีได้อย่างหน้าตาเฉย
และที่สุดแล้วคนไทยมักเลือกสถาบันที่มีชื่อเสียงมากกว่าอันดับ ซึ่งปิยะก็บอกว่าไม่ควรใส่ใจในเรื่องการจัดลำดับมากนัก “เพราะมันไม่ได้คอนเฟิร์มว่าคือความสำเร็จ จบที่ไหนก็เก่งได้เหมือนๆ กัน” แต่ต้องรู้ว่าตัวเองนั้นต้องการอะไร อยากเรียนรู้อะไร หรือโลเคชันไหนที่จะเหมาะสมกับชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนค่าครองชีพ
ส่วนเคล็ดลับ 10 ประการที่ปิยะบอกว่ากลั่นเอามาจากสมอง โดยรับรองว่าไม่เหมือนใครเพื่อทำให้เส้นทางไปสู่สถาบันชั้นนำ “คือฝันที่เป็นจริง” ก็คือ
ข้อที่หนึ่ง จีพีเอ หรือเกรด เอ็มบีเอไม่สนใจว่าต้องเรียนจบมาจากคณะอะไร แต่สำหรับสายบริหาร ควรมีเกรดเฉลี่ยประมาณ 3.5 และหากเป็นวิศวะน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.0 ซึ่งหากที่ผ่านมาเกรดไม่สวย ก็อาจต้องมีการเมคอัพโดยเอาคะแนนจีแมทมาเสริม และส่วนใหญ่ผู้ที่ได้เกรดเฉลี่ยดีแต่จีแมทต่ำมักจะแพ้ผู้ที่ได้คะแนนจีแมทสูงขณะที่เกรดเฉลี่ยต่ำ เนื่องจากคะแนนจีแมทถือว่ามีมาตรฐานระดับสากล
ข้อที่สอง กลเม็ดในการเลือกสถาบันที่จะเรียน แม้แต่ละสถาบันจะเปิดรับสมัครหลายรอบ แต่ปิยะเน้นว่าจะต้องสมัครเข้าในรอบที่หนึ่งเท่านั้น เหตุผลก็คือคนเก่งๆ มักจะสมัครเรียนพร้อมกันหลายๆ สถาบัน แต่ที่สุดก็จะปฏิเสธเพื่อเลือกเข้าที่ถูกใจเพียงแห่งเดียว
“กลยุทธ์ของผมก็คือ 4-3-2 รวมกันเป็น 9 หมายถึงให้คุณสมัคร 9 สถาบัน โดยตัวเลข 4 นั้นหมายถึงให้เราสมัคร กับสถาบันชื่อดังสุดๆ เช่น ฮาร์วาร์ด เอ็มไอที วาร์ตัน เผื่อฟลุ้คไว้ 4 แห่ง เลข 3 นั้น เป็นสถาบันที่เราประเมินว่าอาจมีโอกาสเข้าได้ 50 :50 ให้เลือกไว้ 3 แห่ง และเลข 2 นั้นเป็นจำนวนที่ให้เลือกสถาบันที่เป็นไปได้แน่ๆ ถึง 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแบ็คอัพกันพลาด”
ข้อที่สาม ประสบการณ์การทำงาน ซึ่งสำคัญมากต่อการเรียนระดับเอ็มบีเอ ปิยะยกตัวอย่างฮาร์วาร์ดนั้น ขอให้ผู้เรียนต่อต้องมีประสบการณ์ทำงาน 3.7 ปีเป็นอย่างน้อย เรียกว่ากระทั่งเด็กเก่งระดับเหรียญทอง หากไม่มีประสบการณ์ก็หมดสิทธิ
“ประสบการณ์จะแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ ที่จะสามารถแชร์ความคิดเห็น ออกความเห็นในคลาสได้ว่า ต้องประสบกับสถานการณ์นี้ต้องทำอย่างไร ประสบการณ์เป็นการแสดงให้ทุกคนรู้ว่าเราเก่งไม่เก่ง แสดงว่าเราพร้อมและเหมาะสมจะเรียนที่สถาบันของเขาหรือไม่”
ข้อที่สี่ การเขียน Essay วิธีการเขียนต้องมีโครงสร้างดี มีลำดับขั้นตอน มีครีเอทีฟแต่อย่าถึงขั้น “หลุดโลก” ข้อสำคัญก็คืออย่าเขียนเกินจำนวนคำที่เขากำหนดไว้เป็นอันขาด
ข้อที่ห้า การสัมภาษณ์ ปิยะแนะว่า ต้องมีการเช็คข้อมูลของสถาบันการศึกษาที่เราสมัครเรียนเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันแค่เปิดเวบไซต์ก็จะพบข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และก่อนเข้าสัมภาษณ์ควรฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ ต้องเปิดหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลและไฟแนนเชียลไทมส์อ่านข่าวเด่นประเด็นร้อนทั่วโลก รวมถึงต้องไปก่อนเวลานัดประมาณ 30 นาที
ข้อที่หก CV และ Resume เพื่อเล่าประวัติของตัวเราเอง หมายเหตุว่าต้องอย่าเมคอัพเป็นเด็ดขาด และต้องมีตัวเลขประกอบเพื่อยืนยัน และให้มีน้ำหนักเสมอ เช่น กรณีที่โชว์ผลธุรกิจที่เติบโตอันเกิดขึ้นมาจากผลงานของเรา เป็นต้น
ข้อที่เจ็ด จีแมท ความสำเร็จตรงข้อนี้ปิยะบอกว่ามักเกิดจากวินัยที่มีการฝึกฝนทุกๆ วัน แต่ไม่ต้องถึงขั้นหยุดงานเพื่อมามุ่งจีแมท ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะทำผิดข้อซ้ำๆ ซึ่งหากมีการฝึกฝนจะทำเราแก้โจทย์ได้ในเวลาที่น้อยลงด้วย
ข้อที่แปด การทำกิจกรรม เพราะโลกสมัยนี้ไม่ต้องการให้คนเรียนเก่งอย่างเดียว แต่อยากให้รอบรู้รอบด้าน ซึ่งล้วนผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ
ข้อที่เก้า การให้คำรับรอง (ว่าดี) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดอ่อนของนักเรียนไทยมากที่สุด เหตุผลก็เพราะเจ้านายคนไทยมักเขียนการรับรองไม่เป็น อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่มักให้คนใหญ่คนโตมาเขียนรับรองให้ ขณะที่ความเป็นจริงนั้นต้องให้เจ้านายใกล้ชิดหรือคนที่รู้จักเรามากที่สุดเป็นผู้เขียน
ข้อสุดท้าย ในข้อนี้เป็นเรื่องสุดจะคาดเดาและอาจต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะปิยะบอกว่ามนุษย์เราก็ยังต้องพึ่งการ “Pray” เก่งแล้วยังต้องเฮงด้วย เขาแนะนำสถานศักดิ์สิทธิ์ไว้ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจถึง 4 แห่ง คือ วัดพระแก้ว,วัดแขก,พระพรหมและศาลเจ้าโจวซือกง (วัดน้อย) ซึ่ง ตัวเขาเองนั้นได้บน “พระพรหม” เพื่อให้สอบติดฮาร์วาร์ด ซึ่งก็มีการแก้บนโดยการ “บวช” ในที่สุด
ปิยะทิ้งท้ายว่า ตัวเขาเองแม้จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ต้องคิดอยู่เสมอว่ายังไม่สำเร็จเพื่อไม่ชะล่าใจ และทำให้ถูกน็อคได้ง่ายๆ ทุกวันนี้เขาจึงไม่เคยหยุดอยู่กับที่ แต่จะทำให้ตัวเองเกิดความหิวเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดอยู่เสมอ
เป็นเรื่องที่ทุกคน “ทำได้” โดยไม่ต้องรอโชคชะตา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *