พลิกวิถีเกษตรกรทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ย-ยา

พลิกวิถีเกษตรกรทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ย-ยา
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเป็นเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต

นับตั้งแต่การปฏิวัติสีเขียวในปี 2504 การปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการผลิตข้าวแบบดั้งเดิม โดยหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว มุ่งเน้นที่ปริมาณของผลผลิตเพียงอย่างเดียว ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรไทยในอดีต ที่เคยพึ่งพาผูกพันอยู่กับธรรมชาติ

มูลนิธิข้าวขวัญจึงได้จัดโครงการ “ข้าวเพื่อสุขภาพ การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อสุขภาพเกษตรกรที่ยั่งยืน” ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งหนึ่งในหลายๆ กิจกรรมของโครงการก็คือ การเปิด “โรงเรียนชาวนา” เพื่อให้เกษตรกรค้นหารากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา และปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเป็นแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของผู้ผลิต ผู้บริโภค สังคม วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ อันจะทำให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง

นายสุนัย เศรษฐบุญสร้าง กรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 แผนสุขภาวะชุมชน สสส. เปิดเผยว่า ถ้าชาวนาสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น สุขภาวะในเรื่องของสิ่งแวดล้อม มลภาวะต่างๆ ก็จะดีขึ้น ยิ่งถ้ามีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างโครงการโรงเรียนชาวนา ก็จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งในมิติทางสังคมขึ้นมาอีก โดยสรุปแล้วโครงการนี้เกิดผลดีต่อสุขภาวะทางกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ และสิ่งแวดล้อม

“ปัญหาสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษก็คือ กระบวนการเรียนรู้ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีการคิดของเกษตรกร สิ่งนี้คือพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ไปจนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการสร้างสุขภาวะในพื้นที่ของชุมชนปัญหาหลักที่สุดตอนนี้คือ วิธีการคิดของชาวบ้านหรือชุมชน ถ้าปรับเปลี่ยนตรงนี้ได้ ก็แก้ไขปัญหาอื่นได้” นายสุนัยกล่าว

ด้านนายเดชา ศิริภัทรา ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า การทำเกษตรแบบยั่งยืนมีผลวิจัยออกมาแล้วว่าส่งผลดี แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากเกษตรกร เพราะยังมีมุมมองต่อความสุขที่ผิดๆ เนื่องจากการทำเกษตรแบบยั่งยืน หรือปลอดสารพิษต้องอาศัยเป้าหมาย หรือแรงบันดาลใจอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แรงจูงใจ ไม่ใช่เรื่องของเงินทอง แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เรื่องความสุขในองค์กรรวม เป็นกระบวนทัศน์คนละแบบกับการทำเกษตรปัจจุบัน ที่มองแบบแยกส่วนโดยมีความเชื่อที่ผิดๆ ว่า ถ้าทำงานได้เงินมากๆ แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นทั้งหมด

“การที่จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของชาวนาจะต้องทำสองอย่างคือ สร้างกระบวนการเรียนรู้และสร้างกระบวนการกลุ่ม ดังนั้น การจัดตั้งโรงเรียนชาวนาขึ้นมา จึงเป็นคำตอบที่จะให้เกิดการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของชาวนา จะทำให้เข้าได้รู้ว่าองค์กรรวมการทำงานกับวิถีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะมีความสุข เพราะหากมีเงินแต่สิ่งแวดล้อมเสียไป ก็ทำให้สุขภาพเสียตามไปไปด้วย เมื่ออาหารไม่ดี ไม่ปลอดภัย ร่างกายก็ได้รับสิ่งไม่ดีไปด้วย” นายเดชากล่าว

ล่าสุดโรงเรียนชาวนาและมูลนิธิข้าวขวัญได้จัดงาน “สืบสานตำนานแม่โพสพกับชาวนา” ขึ้นมา เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามที่กำลังสูญหายไปให้กลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งอนัญญา หงษา ผู้จัดการมูลนิธิข้าวขวัญ เปิดเผยว่า เป็นการนำเอาความเชื่อของแม่โพสพมาเชื่อมโยงกับการทำนาในปัจจุบัน เพื่อให้ชาวนาได้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยเกษตกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับรู้จากการปฏิบัติจริงใน 3 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นผลชัดเจนว่าสามารถลดต้นทุนได้จริง ด้านสังคม จะได้เพื่อนและสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อเผื้อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันกลับคืนมา

“ด้านสำคัญที่สุดคือความคิดและสติปัญญา ซึ่งเขาจะมีความสามารถในการคิดค้นวิเคราะห์ร่วมกันว่า สิ่งที่เข้ามาในชีวิตนั้นดีหรือไม่อย่างไร และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ถ้าสิ่งนั้นกระทบต่อชีวิตของเขา เพราะปัญหาของชาวนาในปัจจุบันคือ วิกฤติทางปัญญาที่ส่งผลให้การตัดสินใจและการดำเนินชีวิตผิดพลาดไปหมด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการแก้ไขในเรื่องของปัญญา ทำอย่างไรให้วิกฤติทางปัญญาลดลง เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องมากขึ้น”

น.ส.โศภิษฎ์ แอบเพชร เกษตรกรจาก ต.บ้านดอน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี กล่าวถึงการรื้อฟื้นตำนานความเชื่อพระแม่โพสพว่า ทำให้เกิดเชื่อมโยงไปถึงภูมิปัญญาการปลูกข้าวของคนโบราณที่กำลังสูญหายไป เพราะความเชื่อนี้ทำให้ชาวนาเคารพในธรรมชาติ ซึ่งเป็นกุศโลบายของคนโบราณที่ทำให้เราไม่ไปทำร้ายทำลายธรรมชาติ

ด้านนายเบี้ยว ไทลา แกนนำเกษตรกรชุมชนบ้านหนองแจง ต.ไร่รถ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า ในอดีตทำนาใช้ปุ๋ยและยาได้ข้าวเพียง 20-30 ถังต่อไร่ เมื่อมาเข้าโรงเรียนชาวนาตั้งแต่ปี 2546 ก็หันมาปลูกข้าวแบบลดต้นทุน ไม่ใช้ปุ๋ยและยา ข้าวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันได้ข้าว 56 ถังต่อไร่ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไร่ละ 1,700 บาทเท่านั้น

“ทำนาแบบนี้ได้ผลดีจริง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือดินในนาดีกว่าเมื่อก่อนมาก ดินจะร่วนซุยกว่าตอนที่ใช้ปุ๋ยเคมี เมื่อดินร่วนซุยรากก็มีโอกาสหายใจ ต้นข้าวก็แข็งแรง ผลผลิตที่ได้ก็มากขึ้น เราก็ได้กินข้าวที่เราปลูกเอง เป็นข้าวปลอดสารพิษ ที่สำคัญขายได้ราคาดีถึงเกวียนละ 16,000 บาท” นายเบี้ยวกล่าว

“เป้าหมายหลักของโรงเรียนชาวนาคือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อการใช้ชีวิตของชาวนา ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น หนี้สิน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ดังนั้น เราจึงต้องเร่งสร้างความเชื่อใหม่ในเรื่องของการทำนาให้มากขึ้น หยุดความเชื่อเก่าๆ ชาวนาจึงจะพึ่งตนเองและอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญสรุป

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *