พลิกวิกฤตด้วยกลยุทธ์บริหารจัดการความเสี่ยงในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

พลิกวิกฤตด้วยกลยุทธ์บริหารจัดการความเสี่ยงในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

Source: LogisticsDigest
กูรูแนะผู้ประกอบการไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เร่งพัฒนาศักยภาพ-องค์ความรู้ ชูการบริหารจัดการโลจิสติกส์และการบริหารความเสี่ยงเป็นเครื่องมือสำคัญฝ่าวิกฤต
ชี้รัฐ-เอกชนควรมีนโยบายเชิงรุกในกลุ่มประเทศ GMS เพื่อสร้างแต้มต่อ ด้านสำนักโลจิสติกส์การค้า เร่งเต็มสูบส่งเสริม LSP ไทย และผู้นำเข้า ผู้ส่งออก
พิษเศรษฐกิจที่ลุกลามทั่วโลกส่งผลกระทบต่อคู่ค้าที่สำคัญของไทย ทำให้ตัวเลขการส่งออกหดตัวอย่างเห็นได้ชัด และกระทบเป็นลูกโซ่โดยตรงกับผู้ประกอบการขนส่ง-ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย ประเด็นร้อนในขณะนี้จึงหนีไม่พ้นการหากลยุทธ์หรือไม้เด็ดในการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเครื่องมือสำคัญคือการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาเป็นตัวช่วยในการหาทางเลือก-ทางรอดให้กับธุรกิจ

จากผลการประเมินสภาพเศรษฐกิจของไทย โดย Institute for Management Development (IMD) ประจำปี 2552 โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ 4 ด้าน คือความสามารถด้านเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพทางธุรกิจ และระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบุว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 26 จากทั้งหมด 57 ประเทศ ซึ่งเป็นการขยับอันดับจากปี 2551 ที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 27

ทั้งนี้ โดยภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ดีอยู่ ซึ่งมีความสำคัญต่อสายตานักลงทุนทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำถึงจุดเด่นที่ควรต่อยอด และจุดด้อยที่ประเทศไทยต้องรีบอุดช่องโหว่อีกด้วย

เพื่อเป็นการเปิดมุมมองในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และการบริหารจัดการความเสี่ยง นิตยสาร Logistics Digest นิตยสารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนสำหรับผู้ผลิตและส่งออก รวมทั้งผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “พลิกวิกฤตด้วยกลยุทธ์บริหารจัดการความเสี่ยงในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน” โดยมีผู้คร่ำหวอดในวงการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในประเทศไทยหลายท่านร่วมเสวนา และแสดงแนวคิดที่น่าสนใจ

เปิดมุมมองกูรู ทางเลือก…ทางรอดโลจิสติกส์ไทย

จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่โหมกระหน่ำ ขณะเดียวกันที่ระบบการค้าปัจจุบันก้าวสู่การเปิดเสรีมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นใกล้ตัวเกี่ยวกับการรุก-รับในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS ประเทศไทยมีความพร้อมกับโอกาส หรือเตรียมรับกับภัยคุกคามอย่างไรบ้างนั้น เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการโลจิสติกส์ไทย คุณวัลภา สถิรชวาล เลขาธิการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย แสดงแนวคิดเกี่ยวกับโอกาส ภัยคุกคาม และทางรอดโลจิสติกส์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์ว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาคือประเทศไทยยังขาดเจ้าภาพหลักที่เปรียบเหมือน “หัวหน้าทีมไทยแลนด์” ในการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เนื่องจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังขาดการทำงานแบบบูรณาการ จึงน่าเป็นห่วงว่า ในยุคที่มีการเปิดเสรีทางการค้า และความร่วมมือทางการค้าภายในภูมิภาคทั้ง GMS และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ประเทศไทยมีความพร้อมเพื่อรุก-รับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่า ยังมีอุปสรรคอีกมากทำให้ระบบการค้าขาดประสิทธิภาพ เช่น อุปสรรคเรื่องกฎระเบียบ และเรื่องการประกันภัยสินค้าในการขนส่งสินค้าข้ามแดนในกรอบ GMS

ด้าน ดร. กฤษฎ์ ฉันทจิรพร นายกสมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต (TLAPS) กล่าวถึงการแข่งขันในเวทีการค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคตว่า การพัฒนาบุคลากรที่มีองค์ความรู้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะทำให้สามารถแข่งขันได้ง่ายขึ้นในเวทีการค้าระดับโลก แต่ปัญหาที่พบในวงการโลจิสติกส์ไทยพบว่า บุคลากรที่จบการศึกษายังมีความพร้อมในการทำงานได้ทันทีน้อยมาก ขณะที่วุฒิการศึกษาที่ได้รับยังไม่ถือว่าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงของไทยว่า หากต้องแข่งขันในระดับสากล หรือมีการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขันมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ TLAPS เป็นหน่วยงานภาคเอกชนอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้นำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพทางด้านการบริหารการผลิตและสินค้าคงคลัง (Certify production and inventory management: CPIM) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ยอมรับในระดับสากลมาเปิดสอนในประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับการทำการค้าในกลุ่มประเทศ GMS ดร. กฤษฎ์ ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า ในฐานะที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่ม GMS ควรนำหลักการมาตรฐานสากลไปเผยแพร่ รวมถึงสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน โดยยึดรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจที่ได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ Win-win

ในมุมมองของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย (LSP) คุณสัญญวิทย์ เศรษฐโภคิน Business Development Director บริษัท บลูแอนด์ไวท์ โลจิสติกส์ จำกัด ได้แสดงแนวคิดเกี่ยวกับการแข่งขันของ LSP ไทยทั้งในปัจจุบัน และอนาคตที่จะมีการเปิดเสรีภาคบริการโลจิสติกส์อย่างเต็มรูปแบบว่า LSP ไทยจะแข่งขันยากขึ้น เพราะผู้กุมส่วนแบ่งทางการตลาดหลักล้วนเป็นบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ขณะที่เจ้าของสินค้าซึ่งเป็นนักลงทุนข้ามชาติมักนิยมใช้บริการจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์สัญชาติเดียวกันมากกว่าเลือกใช้บริการ LSP ไทย

ส่วนประเด็นการบุกทำการค้าในกลุ่มประเทศ GMS นั้น สิ่งที่ภาครัฐต้องคำนึงถึงนอกจากการผลักดันให้ LSP ไทยไปให้บริการและสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการในกลุ่ม GMS แล้ว ต้องให้ความสำคัญกับปริมาณสินค้าที่ขนผ่านเส้นทางดังกล่าวด้วย เพื่อให้ดีมานด์และซัพพลายมีความสอดคล้องกัน ซึ่งตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่พยายามจัดตลาดนัดสินค้าไทยในประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นแนวคิดที่ดี น่าจะช่วยให้ LSP ไทยเห็นลู่ทางในการทำธุรกิจได้จริง เช่น เห็นช่องทางในการกระจายสินค้า รวมถึงแนวทางในการตั้งคลังสินค้า

ด้านคุณชาญเรือง เหลืองนิมิตรมาศ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ฟอร์ท แทร็คกิ้ง ซีสเต็ม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายระบบติดตามยานพาหนะอันดับต้นๆ ของประเทศไทย แสดงทัศนะเกี่ยวกับความสำคัญของระบบไอทีเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และสร้างแต้มต่อในการแข่งขันว่า ทั้งในการแข่งขันทางการค้าในปัจจุบันและอนาคตระบบไอทีมีบทบาทสำคัญมาก สำหรับระบบติดตามยานพาหนะหรือ Tracking System ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ติดตามยานพาหนะ ควบคุมพฤติกรรมการใช้รถ และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาต่อยอดในการบริหารจัดการโล
จิสติกส์ทั้งระบบ เช่น การบริหารระบบขนส่ง ป้องกันการขโมยน้ำมัน ลดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ดี ระบบไอทีเป็นเพียงเครื่องมือที่เข้ามาช่วย แต่จะเกิดประโยชน์สูงสุดเพียงใดนั้นอยู่ที่ผู้ใช้งานว่า นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ หรือต่อยอดอย่างไร
แนะใช้ Logistics & Risk Management เป็นเครื่องมือฝ่าวิกฤต

จากการแข่งขันที่นับวันทวีความรุนแรงบวกกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ภาคเอกชนควรมีกลยุทธ์ในการอยู่รอดและรุกเพื่อสร้างความเปรียบทางธุรกิจอย่างไรบ้างนั้น กูรูในวงการโลจิสติกส์ คุณชรินทร นพรัตน์ รองเลขาธิการ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และFreight Manager บริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย แสดงทัศนะว่า เครื่องมือสำคัญที่จะเพิ่มศักยภาพให้ภาคเอกชนไทยในยุคนี้ต้องให้ความสำคัญ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การบริหารจัดโลจิสติกส์ (Logistics Management) 2. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

โดยการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการถูกลง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่การหาลูกค้าใหม่เป็นเรื่องยาก กลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนจึงถือเป็นการเพิ่มกำไรให้กับองค์กรทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่เน้นในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ คือแนวคิดเรื่อง Lean และ Agile ซึ่งเป็นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ลดสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และเน้นความคล่องตัว ความว่องไว ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดี

สำหรับผลที่ได้รับจากการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ คือเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการขององค์กร เป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ ส่งเสริมการเรียนรู้ในองค์กร และทำให้การบริหารจัดการในองค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ส่วนประเด็นเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงนั้น ยิ่งทวีบทบาทสำคัญมากขึ้นในภาวะวิกฤต โดยการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพนั้น มีลักษณะที่สำคัญ 5 ประการ คือ
1. นโยบายทางด้านการจัดการความเสี่ยงต้องมีความชัดเจน และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ขององค์กร
2. มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการจำแนกระดับความสำคัญและความอันตรายของความเสี่ยง
3. มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงแต่ละรูปแบบที่แตกต่างกัน
4. แบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจนในการจัดการความเสี่ยงแต่ละประเด็น
5. มีระบบสารสนเทศเพื่อบริหารเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยง
สำนักโลจิสติกส์การค้าพร้อมผลักดันผู้ส่งออก-LSP ไทย

เพื่อผลักดันให้ผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยให้มีความแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันได้ในภาวะวิกฤต สำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ จึงเป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทย คุณปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าว

โดยที่ผ่านมา สำนักโลจิสติกส์การค้า ได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายโครงการ ดังนี้
1. โครงการลดต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับผู้ส่งออก โดยในรุ่นที่ 1 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า 15 บริษัท สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังได้กว่า 370 ล้านบาท
2. โครงการพัฒนา Logistics Clinic สำหรับผู้ส่งออก เพื่อช่วยพัฒนาทักษะ ความรู้-ความเข้าใจ และให้ผู้ส่งออกซึ่งเป็นผู้ใช้บริการด้านโลจิสติกส์สามารถนำหลักการโลจิสติกส์ไปประยุกต์ใช้ได้
3. โครงการพัฒนาเครือข่ายและส่งเสริมศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยให้มีมาตรฐานสากล โดยมีการจัดอบรม สัมมนา ให้กับ LSP ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค
4. จัดงาน Thailand International Logistics Fair 2009 ครั้งที่ 6
5. ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ เป็นหน่วยงานในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออกในการออกเอกสารรับรอง และใบอนุญาตที่ใช้ในการส่งออก
6. โครงการจัดคณะ Business Matching สำหรับ LSP เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายร่วมกับ LSP ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GMS
7. โครงการพัฒนาเส้นทางส่งออกผลไม้โดยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport )
เพื่อร่วมฝ่าวิกฤต และมียุทธศาสตร์เชิงรุกกับการแข่งขันที่นับวันเข้มข้นรุนแรง ทั้งภาครัฐและเอกชนมีบทบาทสำคัญในการผนึกกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพ และสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *