พลังที่ไม่เคยใช้

พลังที่ไม่เคยใช้

โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [15-9-2004]

คนทำงานในทุกวันนี้มักจะรู้สึก “ยุ่ง” กับงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหน ก็มักจะต้องเจอกับการแข่งขันรุนแรงหนักหน่วง จนแทบจะไม่มีเวลาหยุดพัก เพราะต้องใช้ “สมอง” คิดในเรื่องการงานเกือบตลอดทั้งวัน

แน่นอนว่าเรื่องที่ขบคิดก็ล้วนเป็นเรื่องของตรรกะ การสื่อสาร การบริหาร ฯลฯ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายเป็นหลัก จนทำให้สมองอีกซีกหนึ่งถูกหลงลืมเสียจนเคยชิน จน วันหนึ่งหากจะใช้งานจริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังทำงานได้เต็มร้อยหรือไม่
สมองซีกขวา จึงเป็นด้านที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ทั้งๆ ที่มีหน้าที่สำคัญเหมือนกันคือการกระตุ้นอารมณ์ จินตนาการ ความรู้สึก ในขณะที่ซีกซ้ายจะทำหน้าที่เฉพาะการใช้ ตรรกะ ความจำ และการสื่อสารด้วยภาษา
ระบบการศึกษาของบ้านเราส่วนใหญ่ก็มักจะเน้นที่การใช้สมองซีกซ้าย จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่คนทำงานในบ้านเราส่วนมากจะมี Logic ที่ดี มีความจำดี แต่พอถามหาจินตนาการแล้วกลายเป็นเรื่องยากมากๆ
ทั้งๆ ที่ในโลกแห่งความเป็นจริงในทุกยุคทุกสมัย คมความคิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกได้นั้น ล้วนเป็นความคิดที่ “ปิ๊ง” ขึ้นมาเพียงแว่บเดียว และส่วนใหญ่ มักจะเกิดจากอารมณ์และความรู้สึกเพียงชั่ววูบเท่านั้น
โลกจะเปลี่ยนได้ ก็โดยอาศัยการต่อยอดทางความคิดจากความรู้สึกเพียงแว่บเดียวนั้นๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และคนที่คิดได้นั้นก็คือคนที่มีความสมดุลในการใช้สมองทั้งสองซีกอย่างเท่าๆ กัน
ในความเห็นของผมแล้ว หากเราไม่ได้ถูกฝึกให้ใช้สมองซีกขวามาตั้งแต่เด็กๆ จนไม่ใช่ “คนช่างฝัน” ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะคนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ แต่หาก รุนแรงถึงขนาด “ไม่กล้าฝัน” ก็ถือว่าน่าเสียดายมาก
เพราะความไม่กล้าฝัน ไม่กล้าคิด ไม่กล้าจินตนาการ ในทางธุรกิจก็อาจหมายถึงคนที่ปล่อยให้โอกาสที่มาถึงมือแล้วหลุดลอยไปได้ง่ายๆ เพราะไม่มีจินตนาการที่สามารถ แยกแยะได้ว่าโอกาสที่มาถึงหน้านั้นเป็น “ของจริง” หรือไม่
สินค้าหลายๆ ตัวจึงไม่ได้ทุ่มเทเฉพาะการพัฒนาการผลิตหรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร เช่น Nike ที่ใช้เพียงสโลแกน “JUST DO IT” เป็นหลักในการทำตลาดเท่านั้น ซึ่งคำๆ นี้เหมือนเป็นการจับความฝันของคนทั่วไป เป็นกลไกในการดึงให้ลูกค้าเข้ามาเป็นส่วนร่วมของแบรนด์ จนทำรายได้มหาศาลให้กับ Nike ในทุกวันนี้
หากไม่รู้จักสร้างสมดุลให้กับสมองทั้งสองซีก ก็เท่ากับว่าเราใช้พลังจากตัวตนภายในของเราเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายว่า อีกซีกหนึ่งที่มีนั้นอาจทำให้เราสมบูรณ์แบบได้
ลองคิดดูว่าเรามีบุคลิกอะไรที่สกัดกั้นสมองซีกขวาไม่ให้ทำงานได้บ้างหรือไม่ เช่น
สงสัยอะไรแล้วคิดจะติดตามหาคำตอบไหม
กล้าที่จะเรียนรู้จากเด็กๆ หรือคนที่ด้อยกว่าไหม
มีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลา ในทุกเวลา ทุกสถานที่บ้างไหม
มีความละเอียดอ่อนต่อสีสัน ทั้งสีที่กลมกลืนหรือมีคอนทราสต์ตัดกันบ้างไหม
ฟังเพลงได้หลากหลายไหม ทั้งแจ๊ซ คลาสสิก ฯลฯ
ช่างสังเกตไหม เช่น สามารถฟังเพียงเสียงเดิน กลิ่น ก็รู้แล้วว่าเป็นใคร
สัมผัสดีไหม เช่น ทานอาหารคำเดียวก็รู้แล้วว่าอาหารสดหรือไม่
หากมีบ้าง ก็แปลว่าสมองซีกขวาเรายังทำหน้าที่ได้พอสมควร น่าจะทำให้เรามีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่น้อย หากรู้จักสมดุลความคิดทั้งสองซีกนี้ให้ เท่าเทียมกัน
แต่หากไม่มี ก็ต้องหาวิธีทางในการกระตุ้นสมองซีกขวาบ้าง เช่น การอ่านหนังสือเพื่อเปิดโลกจินตนาการใหม่ๆ เนื่องจากหนังสือที่มีแต่ตัวอักษรนั้น จะต้องอาศัยจินตนาการ ของคนอ่านทำให้เรื่องราวนั้นมีชีวิตชีวา
แน่นอนว่าองค์กรธุรกิจในทุกวันนี้ต้องการคนเก่งที่มีทักษะทางความคิดที่ดี มีระเบียบแบบแผน แต่ความสำเร็จขององค์กรจะไม่มีวันเกิดได้เลย หากคนขององค์กรไม่มีจินตนาการ หรือไม่มีคนใช้สมองซีกขวา ที่อ่อนไหวในการจับประเด็นต่างๆ ที่คนทั่วไปมองข้าม มาเป็นไอเดียใหม่ๆ ในการเข้าถึงตลาด
ตัวตนที่แท้จริงของเราในทุกวันนี้จึงต้องมีทั้งสองภาคนี้อยู่ด้วยกัน และรู้จักทำให้สมองทั้งสองซีกนี้เติมเต็มซึ่งกันและกัน จนทำให้เรามีทั้งกระบวนการทางความคิดที่ดีและจินตนาการที่สดใหม่ไปพร้อมๆ กัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *