พลังงาน : ‘ปิโตรเลียมไทย’ผลประโยชน์ของชาติ!

พลังงาน : ‘ปิโตรเลียมไทย’ผลประโยชน์ของชาติ!

รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : เจาะลึกปิโตรเลียมไทย กับผลประโยชน์ของชาติ

การสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทยเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2464 เป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ต่อมารัฐบาลได้อนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและเพื่อให้การประกอบกิจการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เพื่อเป็นกฎหมายหลักในการควบคุมการสำรวจธุรกิจปิโตรเลียม โดยผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะชำระผลประโยชน์ให้รัฐในรูปของค่าภาคหลวงปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

จากการพัฒนาและการขยายตัวของธุรกิจประเภทนี้ทำให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการปิโตรเลียมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี พ.ศ.2532 รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบกิจการปิโตรเลียมขนาดเล็ก และจูงใจให้มีการลงทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2532 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2532 ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับสัมปทานภายหลังปี พ.ศ.2532 มีภาระที่จะต้องชำระให้แก่รัฐเพิ่มเติมจากค่าภาคหลวงปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมคือ ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ส่งผลให้การชำระผลประโยชน์ของรัฐของผู้รับสัมปทานในกิจการปิโตรเลียมถูกจัดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามช่วงระยะเวลาที่ได้รับสัมปทาน

ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม (Petroleum Concession System) สำหรับการประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ซึ่งเป็นระบบให้สิทธิแก่ผู้รับสัมปทานเพียงผู้เดียวในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ที่ได้รับสัมปทานภายในระยะเวลาที่กำหนด ปิโตรเลียมที่พบจะถือเป็นของผู้รับสัมปทาน อย่างไรก็ดี แนวทางวิธีการบริหารจัดการกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศนั้น อยู่บนหลักการพื้นฐานที่ว่า รัฐในฐานะเจ้าของทรัพยากรได้รับส่วนแบ่งในระดับที่เหมาะสมจากการจัดสรรทรัพยากรน้ำมัน

โดยทั่วไปรัฐจะจัดเก็บรายได้จากการประกอบธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยใช้เครื่องมือการคลังทั้งเครื่องมือทางภาษีและเครื่องมือที่มิใช่ภาษีประกอบกันเพื่อกำหนดเป็นกรอบการจัดเก็บผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งนี้ การศึกษาระบบการจัดเก็บผลประโยชน์ของรัฐจากธุรกิจปิโตรเลียมของประเทศต่างๆ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พบว่า กรอบการจัดเก็บผลประโยชน์ที่ดีควรมีลักษณะที่สร้างรายได้คงที่จำนวนหนึ่งแน่นอนควบคู่กับการมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐเพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การแบ่งผลประโยชน์ของรัฐสามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ การใช้ระบบภาษีและสัมปทาน (Tax/Royalty Regime) ซึ่งเป็นการอ้างอิงกับปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้จริง หรือการใช้สัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งเป็นการอ้างอิงกับส่วนแบ่งกำไรที่เกิดจากการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม

ระบบสัมปทานหรือใบอนุญาต (Concession or Licenses) เป็นระบบที่ให้สิทธิแก่ผู้รับสัมปทานเพียงผู้เดียวในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ที่ได้รับสัมปทานในระยะเวลาที่กำหนด ปิโตรเลียมที่พบจะถือเป็นของผู้รับสัมปทาน และจะชำระผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง (Royalty) และภาษี (Tax) จึงเรียกระบบนี้ว่า ระบบภาษีและสัมปทาน ระบบนี้จะเกี่ยวเนื่องกับการจัดเก็บผลประโยชน์หลัก 3 ประเภท ได้แก่ ค่าภาคหลวง, ภาษีเงินได้, และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ

——————–

(รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : เจาะลึกปิโตรเลียมไทย กับผลประโยชน์ของชาติ : โดย … ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Chodechai.energyfact@gmail.com)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *