พระสงฆ์กับเศรษฐกิจพอเพียง

พระสงฆ์กับเศรษฐกิจพอเพียง

พระสุวรรณ์ คเวสโก (นายเสรี รอดรัตน์) ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเศรษฐกิจพอเพียง วัดป่ายาง หมู่ 4 ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ พระสุวรรณ์ คเวสโก (นายเสรี รอดรัตน์)
อายุ 59 ปี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนบวชมีครอบครัว มีลูก 1 คน
ที่อยู่ วัดป่ายาง หมู่ 4 ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ศูนย์ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่าย มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

วัดป่ายาง แห่งบ้านป่ายาง ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีพระสุวรรณ์ คเวสโก “ พระนักพัฒนาอีกรูปหนึ่งของสังคมไทย ” เป็นเจ้าอาวาส กำลังแสดงบทบาทของวัดกับชุมชนเคยมีมาในอดีตให้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ท่านกำลัง “ ฟื้นวัดฟื้นชุมชน ” โดยให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาชุมชนป่ายางครั้งใหม่ วัดป่ายาง มีบทบาทสำคัญในการฟื้นจิตใจชาวป่ายาง นำคนเข้าสู่วิถีธรรม ฟื้นระบบการออมระดับครอบครัว พัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน ฟื้นระบบการเกษตรของชาวป่ายาง ให้เข้าวิถีของการพึ่งพาตนเองอย่างสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน และขยายสู่ชุมชนอื่นอย่างเป็นการถาวร

ก่อนปี พ.ศ. 2537 “ เสรี รอดรัตน์ ” เป็นอดีตผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เข้ามาแฝงตัวอยู่ในบ้านป่ายาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 โดยมีทีมงาน 5-6 คน เคลื่อนไหวในพื้นที่บ้านป่ายาง และชุมชนใกล้เคียง

ปี พ.ศ. 2527 สภาพการเมืองภายในพรรคฯ และสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก “ เสรี รอดรัตน์ ” ออกจากพรรคฯ และย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านป่ายางไปประกอบอาชีพทำมาค้าขายส่วนตัว จากการยึดอาชีพพ่อค้าได้พบเพื่อนฝูงมากมาย พบเห็นความยากจน ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน จึงคิดหาหนทางแก้ปัญหาสังคมมาตลอด จะหันไปพึ่งระบบพรรคการเมืองก็ผ่านความผิดหวังมาแล้ว เพื่อนหลายคนแนะนำให้ไปวัดสวนโมกข์เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหา ระยะหนึ่งมาซื้อมะพร้าวที่วัดป่ายาง

ท่านเคล้าสมภารวัดป่ายางให้ยืมหนังสือ “ คู่มือมนุษย์ ” ของท่านพุทธทาสไปศึกษา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “ เสรี รอดรัตน์ ” ช่วงปลายปี พ.ศ. 2534 ย้ายมาอยู่บ้านป่ายางยึดอาชีพทำสวนมะนาว และร่วมกิจกรรมงานส่วนรวมศึกษาปฏิบัติธรรม

Knowledge Base

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 “ เสรี รอดรัตน์ ” ตัดสินใจบวช โดยในช่วงพรรษาแรกศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้านานถึง 7 เดือน โดยมีคติที่ว่า “ งานก่อสร้างไม่ใช่ทางของเรา งานที่เราต้องการ คือ การพัฒนาคน ” ประจวบเหมาะในช่วงนั้น (พ.ศ. 2538-2540 ) กระแสการพัฒนาชุมชนเรื่อง “ องค์กรการเงิน

ชุมชน ” มาแรงในภาคใต้ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความต้องการของชาวบ้านพอดีท่านสุวรรณ์ จึงตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งหนึ่งนำ “ วัด ” ไปสู่บทบาทใหม่ซึ่งเรียกว่าเป็นขบวนการ “ ฟื้นชุมชน ” ด้วยการออกอุบายว่าเราต้องการเอาเงินเป็นเครื่องมือเอาธรรมะเข้าไปให้โดยไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้ตัว จึงทดสอบ โดยขอเงินชาวบ้านคนละ 100 บาท โดยไม่ต้องถามว่าจะเอาไปทำอะไร ถือว่าพระขอก็แล้วกัน ตั้งเป้าไว้ 3 , 000 บาท แต่เก็บได้เกินเป้าหมาย 8 , 000 บาท นำมาจัดตั้งกองทุนชื่อว่า “ กลุ่มเมตตาธรรม ”

ปี พ.ศ. 2541 เดินทางไปร่วมสัมมนาพระนักพัฒนาจากทั่วประเทศที่วัดไผ่ล้อม จังหวัดตราดและมีโอกาสพบกับ “ พระสุบิน ปณีโต ” พระนักพัฒนาผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับองค์กรการเงินชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาได้แปร “ กลุ่มเมตตาธรรม ” มาเป็น “ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์พัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต ” เงินกองทุนที่เก็บมาแล้วครอบครัวละ 100 บาท จำนวน 8 , 000 บาท ก็ปรับเข้าเป็น “ กองทุนสวัสดิการ ” องค์ประกอบสำคัญของกลุ่มสัจจะฯ

คัดมาจาก/ดูข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.oae.go.th/zone/zone8/roae8/index.php?option=com_content&task=view&id=33&Itemid=9

พระอาจารย์สุบิน ปณีโต

๑๗ ปี แห่งการก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบชีวิตพอเพียง

เป็นเวลากว่า ๑๗ ปี ที่พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.ตราด ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ จนวันนี้มีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในจังหวัดตราดแล้ว ประมาณ ๑๖๕ กลุ่ม มีสมาชิกทั้งจังหวัดตราดอยู่ กว่า ๕๐,๐๐๐ คน โดยคาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนจนถึงสิ้นปี ๒๕๕๐ ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันท่านยังให้คำปรึกษา แนะนำกับชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆที่สนใจเรื่องการตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยวัตถุประสงค์หลักของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ คือการใช้ธรรมะนำเงิน เพื่อให้เงินเป็นทางผ่านที่จะก่อให้เกิดการประสานกลุ่มคนรวมกัน เพื่อสร้างท้องถิ่นที่เข้มแข็งและยั่งยืน และพระอาจารย์สุบินได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้อย่างน่าใจดังนี้ ….

-จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มาจากอะไรครับ?

เกิดจากชุมชนที่มีฐานรากที่ค่อนข้างลำบาก คนที่มีการศึกษาก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านเกิด ทำให้ฐานรากมีแต่คนแก่ คนที่เกเร คนที่ไม่มีโอกาสได้ศึกษา แล้วก็ทิ้งให้อยู่ในชุมชนจนกลายเป็นภาระ ทำให้ชุมชนพัฒนาได้ยาก เพราะทุน ความรู้ก็ไม่ค่อยมี แล้ววิธีการจัดการบริหารก็ไม่ค่อยเป็น ชุมชนรวมตัวกันไม่ติด คนชุมชนนั้นก็ต้องไปหาแหล่งทุนจากนายทุนต่างๆ ดอกเบี้ยก็แพง บางก็ถูกยึดที่ที่ทำมาหากิน หรือบางคนก็ถูกยึดบ้าน จนกลายเป็นคนเร่รอน ไม่มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง บางคนไปสร้างตัวในสลัมก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อสังคมพึ่งพากันไม่ได้ก็กลายเป็นคนตัวใครตัวมัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อาตมาให้พวกเขาได้รวมตัวกันให้เกิดเป็นเงินทุน แล้วจึงเกิดเป็นกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์

จริงๆมันเหมือนหนอไม้อ่อนที่จะต้องอาศัยเวลา แต่สิ่งที่ให้พวกเขาทำกันนี้ก็เป็นการใช้เงินทุนของพวกเขาเอง จากคนละ ๑๐ บาท หรือร้อยบาท ตรงนี้ก็เป็นการให้พวกเขาประหยัดอดออม เพื่อพวกเขารู้จักการออมแล้วจะต้องสอนให้เขาหัดบริหารการหยิบยืม จากความเดือดร้อนมากหรือเดือดร้อนน้อยจะได้จุนเจือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันก็เป็นหนทางให้คนเหล่านี้เกิดความคุ้นเคย เกิดความเป็นพี่เป็นน้อง และให้รู้สึกความเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น ฉะนั้น ความรักความสามัคคีในชุมชนก็จะเกิดตามมา ถ้าเราให้เขาต่างคนต่างอยู่ ชุมชนเองก็จะเกิดปัญหา เกิดความแตกแยก เหมือนกับการเลือกตั้งทุกครั้งก็จะเกิดความขัดแย้งกันตลอด เพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีกิจกรรมอะไรที่จะทำรวมกัน แล้วกิจกรรมที่ทำแล้วไม่ยั่งยืนพวกเขาก็อยู่ไม่ได้ อาตมาจึงหากิจกรรมให้พวกเขาทำกันแบบยั่งยืน

-แสดงว่านี่เป็นเหตุผลหลักที่จัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นใช่ไหมครับ?

ใช่แล้ว เพราะถ้าไม่ได้ทำแบบนี้คนแก่ก็จะขาดการเหลียวแล ถูกทิ้งให้อยู่กันตามลำพัง หลักประกันในชีวิตก็ไม่มี หรือบางคราวลูกหลานก็เอาลูกๆ มาให้คนแก่เลี้ยง ในที่สุดอาตมาจึงเอาเงินมาเป็นเครื่องมือ มาเป็นกองทุนให้กับคนแก่ได้มีไว้ใช้รักษาตัวเองในยามป่วย ยามพิการ และยามตาย เป็นเงินที่พวกเขาสามารถอดออมไว้ได้บ้าง มันก็จะไม่เป็นภาระให้กับภาครัฐมากนัก ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็มีชีวิตอยู่กันไปวันๆหนึ่ง ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย

– แล้วกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แตกต่างจากกองทุนหมู่บ้านฯ ยังไงครับ?

จริงๆ กองทุนหมู่บ้านจะให้เงินชาวบ้านมาแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ชุมชนเหมือนเราให้มีดให้พร้าแต่ไม่ได้ให้ปัญญาไป ก็เลยไม่รู้จะเองไปทำอะไร ในที่สุดพวกเขาก็เอาเงินไปเข้าโครงการฟุ้งเฟ้อ ตรงนั้นมันก็เลยขาดการชี้นำ เรียกว่าขาดคนพากระทำในทางที่มั่นคงของชีวิต การที่ได้เงินจากกองทุนไปแล้วก็ทำให้พวกเขาได้ใช้จ่ายเงินเพิ่มมากขึ้น อย่ามองว่ากองทุนนี้ไม่ดี แต่อาตมาอยากให้ลองนึกภาพดูว่า ให้ของดีๆ ส่วนคนใช้มันไม่ดี ทำยังไงของมันก็ดีไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่มีปัญญาที่จะให้ดีได้ แบบนี้เราให้ของก็ต้องให้วิธีใช้ด้วย แต่ที่ผ่านมาให้ของไป แต่ไม่ได้บอกวิธีใช้ คิดดูเราเองเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ก็ยังงงอยู่เหมือนกัน พอใช้ไม่ถูกแล้วที่สุดของมันก็เสียได้เหมือนกัน กองทุนฯให้ทุนแต่ไม่ได้ให้ปัญญา ปัญหาจึงตามคือภาระหนี้สิน ดังนั้น การตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นกองทุนที่เข้าไปสนับสนุนให้ครอบครัวอบอุ่นให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นให้สังคมรักใคร่สามัคคีเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น และก็เป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ การศึกษา

-กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มาถึงวันนี้เข้มแข็งแค่ไหนแล้วครับ?

ก็เห็นได้ง่ายๆ วันนี้ชาวบ้านที่เกิดมีปัญหาเกิดการยึดที่ยึดทางกัน กองทุนกลุ่มสัจจะนี้ก็สามารถไปช่วยถ่ายทอนออกมาได้ และก็มีสวัสดิการให้ในยามป่วยยามแก่ยามพิการ เป็นการช่วยจัดสรรช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ตรงนี้มันเหมือนกับต้นไม้ที่ใช้ดอกใช้ใบใช้ลูกเป็นปุ๋ยของตัวมันเอง ตอนนี้ชุมชนเองก็ต้องทำกำไรมาเลี้ยวตัวเองให้ได้ด้วยการจัดการมันก็ต้องนึกถึงธรรมชาติ ให้จัดการเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนตอนนี้ใบดอกลูกร่วงหล่นลงมาก็ถูกสาดไปที่อื่นหมด เพราะจัดการเองไม่เป็น ในที่สุดเขาก็เหลือแต่หน้าดิน ฝนตกลงมาก็ไหลไปเกี่ยวรากลอยๆ ในที่สุดก็ต้องล้ม นี่ก็คือความเป็นจริงของสังคม ตรงนี้จึงต้องอาศัยคนพาชี้นำหรือทำให้ดู ตามกำลังที่จะทำได้

คัดมาจาก/ดูข้อมมูลเพิ่มเติมที่
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=192217

พระอธิการเอนก จนทปญฺโญ

พระนักสู้แห่งเมืองฝาง

พระอธิการเอนก จนทปญฺโญ เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในท้องถิ่น โดยยึดมั่นในหลักสันติธรรม ดำเนินงานด้วยการนำใช้กุศโลบายทางพุทธศาสนาผสานกับวิถีแห่งจารีตประเพณีท้องถิ่น แสวงหาแนวทางในการแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างเกื้อกูล เป็นผลให้ชุมชนเกิดสำนึกรักและภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง

พระอธิการเอนก จนทปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดคลองศิลา ผู้นำทางจิตวิญญาณของตำบลเวียง อำเภอฝาง ชุมชนที่กำลังถูกคุกคามจากการรุกป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวอย่างส้ม ท่านได้นำชุมชนต่อสู้ ด้วยหนทางแห่งความเมตตาและอหิงสาเพื่อปกป้องผืนป่า แหล่งต้นน้ำลำธาร และวิถีชุมชนของอำเภอฝาง และทำให้สังคมหันมาตระหนักว่าภัยต่อสิ่งแวดล้อมนั้นอาจมาจากสิ่งที่เรานึกไม่ถึง

ผลส้มจากเมืองเหนือ

เชียงใหม่ในฤดูหนาว เป็นมนต์เสน่ห์ชวนให้ผู้คนจากนานาสารทิศไปเที่ยวชมและซื้อหาของฝากกลับบ้าน หลายปีมานี้ “ส้ม” เป็นสินค้าขึ้นชื่อของเชียงใหม่ โดยเฉพาะในหน้าหนาว บนถนนทางหลวงที่ทอดยาวไปจะพบเห็นแต่ผลส้มสีสันสวยงามตลอดทาง

อำเภอฝาง เป็นแหล่งปลูกส้มอันลือชื่อของเชียงใหม่ ทุกวันนี้ อำเภอฝางเจริญด้วยวัตถุอย่างรวดเร็ว เมืองขยายใหญ่โต มีถนนสี่เลนลาดยางอย่างดีนำผู้คนไปยังตัวอำเภอ แต่เมื่อเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านในตำบลเวียงด้ง อำเภอฝาง ถนนจะคอดตัวเล็กลง บางตอนก็เป็นทางลูกรังที่ขรุขระ ฝุ่นคลุ้ง

สุดทางถนนสายนี้ จะเป็นไร่ส้มขนาดมหึมาร่วม 23,000 ไร่ ทุกครั้งที่สวนส้มมหึมาแห่งนี้มีการพ่นยาฆ่าแมลง ชาวบ้านในเวียงต้องปิดประตูหน้าต่าง เพื่อป้องกันกลิ่นอันรุนแรงของสารเคมีที่มาตามลม ถ้าเป็นแค่กลิ่นก็ยังพอทน แต่ลมยังพาพิษร้ายจากสารเคมีซอกซอนเข้าสู่ร่างกาย สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ซึมซาบมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

บนดอย ก่อนถึงดอยแม่หลักหมื่นอันแป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ฟากหนึ่งของภูเขาลูกย่อมนั้นคือพื้นที่

โล่งราบไปไกลสุดลูกหูลูกตา ส้มต้นเล็กต้นน้อยกำลังเพิ่งแตกยอด ส่วนอีกฟากหนึ่งของถนน เป็นผืนป่าอนุรักษ์เขียวครึ้มที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาไว้เพียงแค่คนละฟากถนน ทิวทัศน์ของอำเภอฝางก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

พระนักสู้

พระอธิการเอนก จนทปญฺโญ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าเวียงด้ง (ดงแม่หลักหมื่น) เป็นคนเมืองฝางแต่กำเนิด จึงมีความรักถิ่นฐาน เมื่อเห็นอันตรายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ท่านจึงได้เป็นผู้นำชาวบ้านเริ่มการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าในท้องถิ่น โดยการพูดคุย ต่อรองกับเจ้าของสวนส้มอยู่ตลอดมา

ที่ดินใน 3 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการปลูกส้มอย่างหนาแน่นคือ อำเภอไชยปราการ อำเภอฝาง และอำเภอแม่อาย นั้น ล้วนประสบปัญหาหนักจากการใช้ทรัพยากรอย่างเกินเลย ด้วยการปลูกพืชเศรษฐฏิจเชิงเดี่ยวอย่างส้ม รวมทั้งการใช้สารเคมีที่ก่อให้พิษตกค้าง เช่น ยาฆ่าแมลง ซึ่งในที่สุด สารเคมีเหล่านี้ก็ไหลลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน การบุกรุกทำลายป่า ปัญหาแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสวนส้ม และอีกหลายปัญหา จนเป็นผลให้ชุมชนอยู่ในภาวะวิกฤติ

ชาวบ้านจำนวนมากย้ายออกไปจากถิ่นฐานบ้านเดิมของตน บางคนก็ไปเผชิญชะตากรรมที่ยากจะคาดเดาได้ แต่ส่วนหนึ่งสามารถได้รวมตัวกันภายใต้การนำของพระอธิการเอนก หลังจากที่ครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสไปปฏิบัติสมาธิบนป่าเวียงด้ง ได้พบเห็นการบุกรุกถางป่าเพื่อทำไร่ทำสวน โดยเฉพาะเพื่อปลูกส้ม และเป็นการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร คือลำห้วยแม่หลักหมื่น ท่านจึงได้นำเรื่องนี้มาปรึกษากับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน หลังการพูดคุยพร้อมตัวแทนชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้านในตำบลเวียง จึงได้มีมติร่วมกันจัดตั้ง “กลุ่มอนุรักษ์ป่าเวียงด้ง” ขึ้น เพื่อทำการอนุรักษ์ป่าเวียงด้ง ดอยแม่หลักหมื่น โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาดิน น้ำ และอากาศในท้องถิ่นให้อยู่ในสภาพสมดุล

ป่าเวียงด้งบนดอยแม่หลักหมื่นนั้น ปัจจุบันเป็นป่าอนุรักษ์ที่ชาวบ้านร่วมกันรักษา พื้นที่ 8,100 ไร่ เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญคือห้วยแม่หลักหมื่นและห้วยแม่ฝาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวเวียงด้ง และไหลเลยไปหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวอำเภอไชยปราการ และอำเภอแม่อาย

ถัดลงมาเป็นป่าใช้สอยของชาวบ้าน ที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ที่สำคัญ จำนวน 700 ไร่ มีทั้งไม้ยืนต้นนานาชนิด เห็ด พืชผักต่างๆ ใบตองตึงและสมุนไพรที่ชาวบ้านได้ใช้และขายบางส่วน

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่ตรัสกับปวงชนชาวไทยว่า “พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่จะจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะปลูกป่า” เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นพลังใจให้แก่พระอธิการเอนก และชาวบ้านเวียงด้งในการที่จะร่วมแรงร่วมใจปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ

จากปัญหาการรุกที่เพื่อทำสวนส้มทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัว เริ่มมีการประชุมกันเพื่อหาทางแก้ไข มีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาพูดคุย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังคงสร้างผลกระทบให้กับชุมชนจนทุกวันนี้

มักจะมีคำถามว่า ภารกิจนี้เป็นกิจของสงฆ์หรือไม่? คำถามเช่นนี้วนเวียนอยู่ในจิต แต่ในที่สุด พระอธิการเอนกก็ได้คำตอบว่า การเห็นแก่ตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่กลายเป็นหายนะของส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดทุกข์ เมื่อจะแก้ไข ก็ต้องไปแก้เหตุแห่งทุกข์ เมื่อรู้แจ้งว่า สิ่งใดคือเหตุแห่งทุกข์ ก็ต้องมุ่งไปเพื่อหาทางดับทุกข์ และเมื่อเป็นทุกข์ในระดับชุมชน พระสงฆ์ซึ่งเป็นสถาบันหนึ่งของชุมชม จะนิ่งดูดายได้กระไร

ผลงาน :

– ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าเวียงด้ง นำชาวบ้านเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ

– เผยแผ่ธรรมมะไปพร้อมๆ กับการเทศนาคนให้เข้าใจถึงพิษภัยของการใช้สารเคมี และตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

– เจ้าอาวาสวัดคลองศิลา ตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

– ประสานความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน

– ร่วมวิจัยศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจากการทำพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ กรณีศึกษาสวนส้มในพื้นที่ลุ่มน้ำฝาง อำเภอไชยปราการ อำเภอแม่อาย และอำเภอฝาง

– ประสานความร่วมมือกับกลุ่มพระสงฆ์ (พระธรรมทูต) อำเภอฝาง บริจาคเงินช่วยเหลือการศึกษาของเด็กในชุมชน

– ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้สมุนไพรจากป่า โดยมีกลุ่มผู้สูงอายุเป็นผู้รวบรวม

คัดมาจาก/ดูเพิ่มเติม
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2545/personal-04.html
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2545/personal-04.html

พระสมุห์บุญมา ฐิตปุญโญ

เกิดเมื่อวันที่ 27 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่ วัดคลองใหญ่ หมู่ที่ 2 บ้านคลองใหญ่ ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด รหัสไปรษณีย์ 23110

การศึกษา/อบรม

วุฒิการศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 7 /นักธรรมชั้นเอก มีความเชี่ยวชาญการรักษาผู้ติดยาเสพติดด้วยสมุนไพร การอบสมุนไพร และเชี่ยวชาญการหมักปุ๋ยจุลินทรีย์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในวัด เช่นน้ำยาล้างห้องน้ำ ดับกลิ่นขยะ ย่อยสลายขยะ

การได้รับรางวัล/การเชิดชูเกียรติ

-ได้รับรางวัลวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปี พ.ศ.2539 จากกรมศาสนา

-ได้รับรางวัลวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่นเฉลิมพระเกียรติ เมื่อปีพ.ศ.2543 จากกรมศาสนา

– ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จากสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี พ.ศ. 2539

องค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดได้

– ให้ความรู้เรื่องการรักษาผู้ติดยาเสพติดด้วยสมุนไพร การอบด้วยสมุนไพร

-ให้ความรู้เรื่องการหมักปุ๋ยจุลินทรีย์ แก้ปัญหาสิ่งเเวดล้อมภายในวัด เช่นน้ำยาล้างห้องน้ำ ดับกลิ่นขยะ ย่อยสลายขยะ(สภาวัฒนธรรม สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตราด,ไม่ปรากฏ

คัดมาจาก
http://www.mapculture.org/coppermine/thumbnails.php?album=11

พระอธิการเหล็ง ธมฺปิโก

เกิดเมื่อวันที่ 20 เดือนเมษายน พ.ศ. 2466 ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดราษฎร์บำรุง หมู่ที่ 2 ต.เกาะกูด กิ่งอ.เกาะกูด จ.ตราด 23000 วุฒิการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

การศึกษาอบรม

ผ่านการอบรม อสม.เกี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน,อบรมโครงการตามพระราชดำริ สวนป่าสมุนไพร มีประสบการณ์ในการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพร และการแพทย์แผนไทยให้กับชาวบ้าน

การได้รับรางวัล/การเชิดชูเกียรติ

-ได้รับคัดเลือกเป็นสารวัตรกำนัน

-เป็นที่ปรึกษารร.วัดราษฎร์บำรุง และรร.เกาะกูดวิทยาคม

องค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดได้

ความรู้เรื่องยาสมุนไพร การแพทย์แผนไทย

ผลงานและกิจกรรมการเรียนรู้

เป็นวิทยากรบรรยายให้แก่ประชาชน และนักเรียน นักศึกษา

การจัดตั้งศูนย์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

มีการจัดตั้งศูนย์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ศูนย์สมุนไพรวัดราษฎร์บำรุง กิ่ง อ.เกาะกูด (สภาวัฒนธรรม สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตราด,ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์:51-52)

คัดมาจาก
http://www.mapculture.org/coppermine/thumbnails.php?album=11

พระอาจารย์เสนาะ อนาลโย

พระอาจารย์เสนาะ อนาลโยหรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “พระอาจารย์ค่อม” เป็นหมอพื้นบ้านที่รักษาผู้คนมาเป็นเวลายาวนาน จากการศึกษาวิทยาคมและเเพทย์แผนโบราณ ทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านพระเวทย์วิทยาคม สามารถรักษาอาการป่วยเช่นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคกระดูก เส้น โรคเบาหวาน ด้วยวิธีการรักษาผู้ป่วยโดยใช้ยาสมุนไพร ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางไปรับการรักษาได้ที่ วัดย่านซื่อ ต.นายายอาม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี โทร 081-7825627,081-9454886 (จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉ.วันที่ 22 มิ.ย. 2548 หน้า 40 คอลัมน์สดจาก โดยวิชัย ทาเปรียว)

คัดมาจาก
http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=833&Itemid=61

พระโสภณพุทธิธาดา

นามเดิม สุนาท เกิดน้ำใส เกิดที่หมู่ 5 บ้านผักกาดฮอง ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันจำพรรษา ณ ศูนย์การศึกษาและปฏิบัติธรรมคณะสงฆ์ หมู่ 5 บ้านจัดสรรสามัคคี ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ ผลงานด้านอื่นนอกจากงานด้านศาสนา คือ เป็นผู้นำในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เช่น การจัดสวัสดิการชุมชน การจัดตั้งธนาคารข้าวซ้อมมือ ร้านสวัสดิการของชาวบ้าน โครงการสมุนไพรพื้นบ้าน เป็นแกนนำให้ชาวบ้านหากินแบบพึ่งพาตนเอง โดยอาศัยภูมิปัญญาในท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวบ้านคลองน้ำใส นับเป็นพระภิกษุนักพัฒนาที่มีบทบาทสำคัญบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:230)

คัดมาจาก
http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=785&Itemid=61

พระครูพิพิธประชานาถ
พระครูพิพิธประชานาถ (หลวงพ่อนาน) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2472 ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวา่สและจำพรรษาอยู่ที่วัดสามัคคี หมู่ 1 บ้านท่าสว่าง ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ท่านเป็นผู้คิดวิธีทำลายวงจรหนี้สิน ให้ชาวบ้านลด ละ เลิก อบายมุข จัดตั้งโครงการ สหบาลข้าวจนเป็นผลสำเร็จ แล้วเผยแพร่ไปอีกหลายจังหวัด สร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงการพึ่งพาตนเอง ต่อมาท่านได้ปรับประยุกต์ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น มาใช้เป็นแกนนำในการระดมทุน เช่น บุญเทศน์มหาชาติ บุญเข้าพรรษา บุญทอดผ้าป่า เป็นต้น และได้จัดตั้งสหบาลคน เพื่อเป็นการรวมพลังชาวบ้านในการทำนากระชับมิตรที่ได้ผลดียิ่ง ท่านเป็นพระที่มีปรัชญาในการบริหารงานบุคคลได้อย่างเยี่ยมยอด เป็นแกนนำชี้แนะแนวทาง โดยยึดหลักธรรมทางพุทธศาสนา มาประยุกต์กับแนวคิดที่เป็นภูมิปัญญาของท่าน จนประสบความสำเร็จ ทุกคนต่างขนานนามท่านว่าเป็นพระนักพัฒนา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 292-293)

คัดมาจาก
http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=362&Itemid=61

พระครูมานัสนทีพิทักษ์

เจ้าอาวาสวัดโพธาราม จังหวัดพะเยา
เป็นนักอนุรักษ์และนักพัฒนา จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของสังคมซึ่งได้ให้ การยอมรับและยกย่องประกาศเกียรติคุณเสมอมามิได้ขาด ทั้งใบประกาศ เกียรติคุณ

จากทั้งของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น ได้รับพระราชทานเสมาธรรมจักร,ได้รับโล่คนดีศรีสังคม,ได้รับรางวัลลูกโลก สีเขียว,ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาสังคมสงเคราะห์ จากสถาบันราชภัฎเชียงรายและ ครูภูมิปัญญาไทย เป็นต้น ฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา

ผลงาน

พ.ศ. 2522 เริ่มเทศนาสั่งสอนชาวบ้านให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในคุณประโยชน์และโทษของการตัดไม้ทำลายป่า ให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยการฉายสไลด์ พาไปศึกษาดูงาน ดูระบบนิเวศป่า ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสวัสดิการให้ชุมชน

พ.ศ. 2526 เจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้าน เนื่องจากปัญหาฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลจนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

พ.ศ. 2529 เจรจายับยั้งการทำสัมปทานป่าไม้ของนายทุนกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอนุรักษ์ “กลุ่มฮักป่าแม่ใจ” จากการรวมตัวของชาวบ้าน

พ.ศ. 2530 เจรจาให้นายทุนกลับออกไปจากป่า ระงับปัญหาการขัดแย้งร่วมกับชาวบ้านหามาตราการดูแลรักษาป่า โดยริเริ่มนำพิธีสืบชะตาแม่น้ำ มาใช้เป็นกุศโลบายสร้างขวัญกำลังใจและปลูกจิตสำนึกแก่ชาวบ้าน ซึ่งต่อมาได้มีผู้นำไปปฏิบัติแพร่หลาย

พ.ศ. 2532 เกิดปัญหาน้ำแม่ใจแห้งขอด จึงนำพิธีบวชป่าหรือบวชต้นไม้มาใช้เพื่อรักษาต้นน้ำไม่ให้ถูกทำลายเรียกขวัญและกำลังใจชาวบ้านกลับคืนมา

พ.ศ. 2533 – ปัจจุบัน ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับสงฆ์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

พ.ศ. 2541 ริเริ่มโครงการปลูกจิตสำนึกและอนุรักษ์หนองเล็งทราย เพื่อเผนแพร่และรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ชุมชน เห็นความสำคัญของทรัพยากรในท้องถิ่นร่วมกันดูแลรักษา

คัดมาจาก www.photharam.50g.com

พระครูปราสาทพรหมคุณ (หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ)

พระผู้สร้างผืนป่า รักษาธรรม

พระสงฆ์กับป่า คือวิถีที่ผูกพันแน่นแฟ้นนับแต่ครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จออกผนวช บำเพ็ญเพียร ตรัสรู้บรรลุธรรมสูงสุดท่ามกลางพงไพร ทรงยกย่องให้ป่าไม้เป็นอาจารย์ของพระองค์ ผู้ใดรักษาป่าผู้นั้นปฏิบัติธรรม เพราะผืนผ่ามีคณูปการต่อสรรพชีวิตได้พึ่งพิงทั้งแหล่งน้ำ อาหาร สมุนไพรรักษาโรค ฯลฯ เป็นความเมตตาเกื้อกูลที่มอบให้มวลมนุษยชาติ ดุจเดียวกับกิจมากมายที่พระครูปราสาทพรหมคุณ หรือ หลวงปู่หงษ์ ของชาวจังหวัดสุรินทร์ มุ่งมั่นปฏิบัติมากว่า 20 ปีแล้ว แม้ในวันนี้ท่านจะชราภาพแต่เมตตาธรรมที่จะสร้างป่าให้แผ่นดินยังคงแน่วแน่อยู่เสมอ

แม้จะล่วงเข้าสู่วัย 80 เศษ แต่พระครูปราสาทพรหมคุณ หรือ “หลวงปู่หงษ์” ของชาวตำบลสมุด อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ยังเทศนาด้วยน้ำเสียงที่สดใส ท่วงทำนองจับใจ ญาติโยมที่มากราบไหว้จะคุ้นเคยกับใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เปี่ยมด้วยความกรุณาปราณี และคำแนะนำที่ช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆ แต่เรื่องสนทนาที่ถูกใจหลวงปู่ที่สุด คือ ธรรมชาติและป่าไม้

หลวงปู่หงษ์เป็นชาวสุรินทร์โดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2461 ที่บ้านทุ่งมน ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท เริ่มบวขเรียนตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 18 ปี จากนั้นก็ออกธุดงค์เรื่อยไปตามเขาจนถึงประเทศกัมพูชาเมื่ออายุ 35 ปี กว่า 20 ปีที่ธุดงค์และจำพรรษาอยู่ในประเทศกัมพูชา หลวงปู่หงษ์จึงเข้าใจและพูดภาษาเขมรได้ดี และเมื่อตัดสินใจกลับบ้านเกิดมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเพชรบุรีในปี 2517 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรมป่าไม้ ได้ประกาศให้พื้นที่บริเวณตำบลทุ่งมนและตำบลสมุดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากำไสจาน จิตสำนึกและความรักธรรมชาติที่พ่อเคยพร่ำสอนในวัยเด็กยังฝังอยู่ในใจของหลวงปู่งหงษ์เสมอ งานอนุรักษ์ป่าไม้ของท่านจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการขอบริจาคพื้นที่จากชาวบ้าน เพื่อนำมาฟื้นฟูให้กลับคืยเป็นป่าสมบูรณ์อีกครั้ง

ธรรมะรักษาผืนป่าบริบทแห่งกลยุทธ

สภาพป่ากำใสจาน เมื่อครั้งอดีตเคยเป็นที่ป่าสัมปทานไม้หมอนรถไฟตั้งแต่ปี 2470 เป็นต้นมา ชาวบ้านจะตัดไม้ในป่าขายท่อนละ 4 บาท บางส่วนก็ตัดไปเผาถ่านจนกระทั่งปี 2510 จึงหยุดทำ แต่การชักลากไม้ก็ยังคงมีอยู่ ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลง และเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านบุกเข้าไปจับจองพื้นที่ทำกิน รวมทั้งตัดไม้ใช้สอยและทำฟืน

ปี 2531 หลวงปู่หงษ์เริ่มเทศนาธรรมที่สอดแทรกด้วยปรัชญาการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแบบง่ายๆ บางครั้งได้พาชาวบ้านเข้าไปทำบุญในป่า หรือที่เรียกว่า “กินข้าวกลางป่า” นอกจากอิ่มบุญแล้วชาวบ้านยังได้ข้อคิดเรื่องธรรมชาติกลับบ้านเสมอ เพราะหลวงปู่มักจะหยิบยกให้เห็นประโยชน์และคุณค่าของป่า ทั้งแหล่งอาหาร ยา สมุนไพร

“ถ้าเราใช้ป่า ใช้น้ำ ใช้สัตว์แล้ว ก็ต้องจัดการคืนให้เขาเหมือนเดิม ต้นไม้เมื่อตัดแล้ว ก็ให้รู้จักปลูก ปลา เมื่อกินแล้ว ก็รู้จักปล่อย เราอยากมีน้ำใช้ ก็ต้องหมั่นปลูกต้นไม้ และต้องรู้จักสร้างแหล่งน้ำเก็บกักน้ำเมื่อยามขัดสน”

ก่อนจะปิดท้ายธรรมเทศนาด้วยถ้อยคำที่ว่า “ปลูกป่านั้นให้เป็นประโยชน์กับชาวบ้านเอง ไม่ใช่ทำให้หลวงปู่ และป่าที่ปลูกก็เพื่อถวายในหลวง ใครจะเอาไม้ไปไม่ได้ เพราะเป็นของหลวง”

การขอบริจาคพื้นที่ของชาวบ้านเพื่อจัดทำพื้นที่ป่านั้นไม่ง่ายทุกรายไป บางรายก็ต้องทดแทนด้วยเงินทอง ดังนั้น เงินทุกบาทที่ผู้ศรัทธาบริจาคให้จึงนำมาเป็นทุนรอนในการจัดการผืนป่า ตั้งตแชดเชยคงที่ หรือใช้เป็นค่าแรง ค่าอาหารแก่ชาวบ้านที่มาช่วยกันปลูกป่า

ปี 2535 เมตตาธรรมและทานบารมีที่หลวงปู่มีให้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ชาวบ้านเกิดศรัทธาร่วมกันบริจาคที่หัวไร่ปลายนาให้เป็นพื้นที่ป่า ลมหายใจขอบชุมชนมีเรื่องราวของป่าไม้มาเกี่ยวข้องมากขึ้น และในปีนั้นเองมีผู้บริจาคที่ให้เป็นผืนป่าถึง 30 ราย รวมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 5.000ไร่ แล้ว

ผลงาน :

ปี 2517 เริ่มงานอนุรักษ์ป่าไม้โดยขอพื้นที่ของชาวบ้านให้จัดทำเป็นพื้นที่ป่า

มี 2526 ถึง ปัจจุบัน เริ่มการอนุรักษ์ป่าด้วยการจ้างชาวบ้านนำหินมาล้อมรั้ว และช่วยกันปลูกป่าเสริมทดแทนเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าจำนวนนับหมื่นไร่ อาทิเช่น ป่าประกายเพชร (300 ไร่) ป่าหนองกก (1,800 ไร่)เป็นต้น

ปี 2535 ถึงปัจจุบัน ริเริ่มโครงการชลประทานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ขุดสระน้ำ ฝายเก็บกักน้ำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้ชาวบ้านใช้ในการเกษตร อุปโภคบริโภค เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ อาทิ ขุดสระน้ำพนมยายจรู๊ก ขุดทำนบนหนองหัวแรด ขุดลอกลำน้ำชีให้กว้างและลึกเพื่อนำปลาบึกไปปล่อย ขดสระน้ำติดกับพื้นที่แปลงปลูกป่าบ้านโคกจ๊ะ ปรับปรุงถนนสายลำชี-ห้วยก็วล ปรับปรุงถนนหงษ์พัฒนา ปรับปรุงและขุดลอกหนองน้ำสาธารณประโยชน์สระตาตวล ขุดทำนบกลางป่าสงวนแห่งชาติฯปรับปรุงถนนสายสะพานหัน-ประโคนชัย สร้างสะพานหลวงปู่หงษ์เชื่อมระหว่างบ้านสะพานหัน – ประโคนชัย

คัดมาจาก
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2544/award-01.html

พระโสภณ อตฺตสาโร (พระอาจารย์เขียว)

ภิกษุนักพัฒนา

ภิกษุผู้มีบทบาทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และพัฒนาสังคม ช่วยเหลือชุมชนด้วยหลักคิดที่ว่า “พระต้องเป็นฝ่ายให้” และสามารถพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรม 1,000 ไร่ ให้กลายเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์

ชาวบ้านตำบลบางเตยชินปากกับการเรียกภิกษุรูปนี้ว่า “พระอาจารย์เขียว” มากกว่าจะขานนามเต็มว่า “พระโสภณ อตตสาโร”

พระอาจารย์เขียวเข้าสู่ร่มเงาแห่งกาสาวพัตร์ เมื่อล่วงเข้าวัยฉกรรจ์ตอนอายุ 32 ปี โดยบวชที่วัดประชาสันติ อ.เมือง จ.พังงา ความที่เป็นผู้มีใจรักเรื่องปลูกต้นไม้ ทำให้ติดนิสัยเวลาไปธุดงค์ที่ไหนๆ ก็จะนำความร่มรื่นไปเติมแต่งในที่นั้น แม้เส้นทางสัญจรนั้นห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน อย่างเช่น เมื่อไปธุดงค์จำวัดที่ถ้ำเทพนิมิตร อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ท่านก็ได้ช่วยปลูกป่ากับชุมชนในพื้นที่ 200 ไร่ ป่าผืนนั้นเสื่อมโทรมเพราะการบุกรุกแผ้วถางเพื่อเป็นที่ทำกิน แม้จะเป็นคนต่างถิ่น แต่ลักษณะเป็นคนพูดจริงทำจริง ตลอดจนความมีน้ำใจของท่านทำให้ชาวบ้านเกิดศรัทธา เทศนาธรรมที่มักเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมช่วยปลูกหัวใจรักและความใจเรื่องธรรมชาติ

เมื่อรวมใจชาวบ้านให้ช่วยกันฟื้นฟูสภาพเสื่อมโทรมได้แล้ว ท่านก็ออกธุดงค์ต่อไปยังวัดเขากินแล จ.ลพบุรี และก็ได้ร่วมปลูกป่ากับชาวบ้านในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 300 ไร่ จากนั้น ก็เดินทางกลับถิ่นมาที่วัดประชาสันติ ซึ่งเป็นวัดที่บวชครั้งแรก มาช่วยชาวบ้านปลูกป่าพื้นที่ 10 ไร่ จนกระทั่งปี 2534 ท่านจึงกลับมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์เขาม่วง ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์สาขาของวัดประชาสันติ ใน ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา

ณ ที่นี่ ท่านได้สร้างความร่มเย็นให้กับผืนดินด้วยการปลูกต้นไม้ถึง 1,000 ไร่

ผลงาน :

ฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมจากการทำสวนของชาวบ้าน โดยการขอและซื้อที่เพื่อนำมาปลูกป่าโดยความสมัครใจ เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในบริเวณรอบได้ประมาณ 1,000 ไร่

เริ่มปลูกป่าบนเขาซึ่งเป็นพื้นที่ของวัด สามารถขยายพื้นที่ไปรอบบริเวณ โดยนำชาวบ้านมีส่วนร่วมในการปลูกป่า

-จัดหาพันธุ์ไม้คละเคล้าเพื่อให้ป่ามีความหลากหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้วัดเป็นแหล่งศึกษา

คัดมาจาก
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2547/personal-08.html

พระอธิการพรหมมา

ผู้สร้างป่า เป็นตำราแห่งความพอเพียง

การสร้างความเข้าใจให้เกิดแก่ผู้ที่ไม่รู้ ย่อมต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริง การปลูกป่าก็เช่นกัน ต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริง เมื่อรวมเข้ากับความเข้าใจแล้ว ผืนป่าที่ปลูกจึงมีนัยยะมากกว่าการสร้างพื้นที่สีเขียว

“อาตมาปลูกไม้ผลปนไว้ในกับไม้ประเภทอื่นในพื้นที่ป่า” พระอธิการพรหมมา เจ้าอาวาสวัดเขาฉลาด กล่าว พร้อมกับเลื่อนถาดผลไม้ที่เต็มไปด้วยเงาะและมังคุดมาให้ ก่อนจะเริ่มเท้าความถึงประวัติความเป็นมาของตัวเอง ก่อนจะก้าวเข้ามาอยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์ “อาตมาเป็นคนกาฬสินธุ์ เรียนหนังสือจบชั้น ป.4 ที่นั่น หลังจากนั้นก็ทำงานเป็นเกษตรกร ปลูกผัก ผลไม้ ทำไร่ ทำสวน อาตมาเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบมาตั้งแต่เด็ก รักเป็นชีวิตจิตใจ”

พระอธิการพรหมมา จำพรรษามานานกว่า 20 พรรษา ท่านบวชที่วัดแห่งหนึ่งในบ้านเกิด เมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ 44 ปี หลังจากบวช ท่านออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ จนมาจำพรรษาที่วัดเขาฉลาด ในปีเดียวกัน และขึ้นเป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี 2532

เนื่องจากพระอธิการพรหมมาเป็นผู้ที่มีใจรักการปลูกต้นไม้มาตั้งแต่ตอนยังเป็นฆราวาส ประกอบกับ

เคยมีอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน ท่านจึงนำพื้นฐานความรู้ทางด้านการปลูกต้นไม้มาใช้ปรับปรุงพื้นที่ในอาณาบริเวณวัดจำนวน 106 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นป่าเสื่อมโทรมให้กลายสภาพกลับมาเป็นผืนป่าสมบูรณ์ ด้วยการปลูกต้นไม้ไปทีละต้น สองต้น แต่หลากหลายชนิดพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ไม้ใช้สอย ไม้เศรษฐกิจ โดยใช้ระบบนิเวศพึ่งพากันเองในธรรมชาติ

คัดมาจาก
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2547/personal-02.html

พระศราวุธ เตชะธรรมโม

ประทีปธรรมแห่งบ้านช่องกุ่ม

โดย ธีระ วัชรปราณี

เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ สถาบันชุมชมท้องถิ่นพัฒนาจังหวัดตราด

คณะทำงานภูมิภาค ภาคกลาง-ตะวันออก

ภิกษุผู้ยอมสละตำแหน่งแห่งความก้าวหน้า เพื่อทุ่มเทเวลาในการอนุรักษ์ผืนป่า แม้จะเป็นพื้นที่ๆ เล็ก แต่กลับมีพลังในการสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชน พลิกป่าหญ้าที่ไร้ค่าให้กลับมาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร แหล่งน้ำ และสร้างห้องเรียนธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ให้ชุมชน

เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดสระแก้ว หลายคนนึกถึงตลาดโรงเกลือเป็นอันดับแรก และอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คนทั่วไปนึกออก เพราะความเงียบสงบของจังหวัดชายแดนแห่งนี้ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของชาวบ้าน ปลูกสวนผลไม้ ทำไร่ทำนา แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นกลับทำลายป่าไปทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว

พื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว อันเป็นที่ตั้งของวัดป่าช่องกุ่ม เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในชุมชนเล็กๆ ด้วยความพยายามของพระศราวุธ เตชะธรรมโม ผู้ที่สละตำแหน่งเจ้าอาวาสเพียงเพื่อต้องการใช้เวลาในการดูแลรักษาป่าผืนเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น ให้ชุมชนได้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ ต้องการรักษาแหล่งน้ำซับไว้ โดยการปลูกป่าเสริม ทั้งสมุนไพรและไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา เช่น ไม้ประดู่ สะเดา พญาสัตบรรณ ไม้ในป่าเต็งรัง ที่ทนทานและโตเร็ว ก่อให้เกิดผลผลิตแก่ชาวบ้านโดยไม่ได้หวังตอบแทน

ผลงานด้านการอนุรักษ์ :
ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม 300 ไร่ ให้กลายเป็นผืนป่าสมบูรณ์

รณรงค์สร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยเน้นกลุ่มเยาวชน

ฟื้นฟูเรื่องสมุนไพรให้กลับมาใช้ประโยชน์ในชุมชน

จัดทำแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการดับไฟป่า และเป็นแหล่งน้ำสำหรับวัดและชาวบ้าน

คัดมาจาก
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2548/personal-06.html

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์

“แสงทอง” ของวัดภูนกกระบา
โดย สมคิด ไชยวงศ์

คณะทำงานภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดภูนกกระบา ผู้นำเสนอแนวคิดในการพิชิตไฟป่าที่เกิดในหน้าแล้งทุกปี ภิกษุผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชุมชนมาช่วยกันป้องกันการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และการจัดการไฟป่าอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการปลูกต้นไม้ทดแทนความเสียหาย จัดทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภูเขา และเพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งหาอาหาร แหล่งยาสมุนไพรไว้ใช้ในวิถีชีวิต ผลจากการดูแลรักษาป่า ทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์มีแหล่งน้ำเกิดขึ้น

พระครูจันทร ปัญญาภรณ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อจันทร” วัย 56 ปี เจ้าอาวาสวัดภูนกกระบาแห่งบ้านดงต้องหมู่ที่ 6 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เดินทางลงมาจากกุฏิบนภูเขาเพื่อไปบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วยอาการสำรวมเพียงลำพังรูปเดียว เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตรทุกวัน แต่เมื่อเวลาเดินทางกลับมายังศาลาวัด จะมีพวกเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวบ้านดงต้องกว่า 10 คน ในวัย 9-12 ขวบ เดินตามหลังหลวงพ่อจันทรขึ้นมาบนศาลาวัด พร้อมด้วยกระติบข้าว ปิ่นโตอาหารที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรถวายพระทุกวัน เด็กๆ เหล่านี้จะอาศัยอยู่กับตาและยาย ส่วนพ่อแม่เข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ เมื่อหลวงพ่อฉันภัตราหารเช้าเสร็จ เด็กๆ ก็จะพากันล้อมวงกินข้าวก้นบาตร จากนั้นก็ทำความสะอาดภาชนะใส่อาหาร เก็บกวาดศาลาวัด กุฏิ ลานวัดทุกวัน รวมทั้งช่วยหลวงพ่อปลูกต้นไม้ และเป็นลูกมือช่วยทำแนวกันไฟ หรือบางทีก็ช่วยดับไฟป่า

คัดมาจาก/ดูเพิ่มเติม
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2550/personal-03.html

ผลงาน :

จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ เขตห้ามตัดไม้ทำลายป่าให้ชุมชนได้เข้าใจกฎหมาย ข้อห้ามและโทษ

ร่วมกับชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน คัดค้านการยึดครองพื้นที่ป่าไม้ในเขตวัดภูนกกระบา เพื่อนำไปประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ จนได้พื้นที่ป่ากลับมาดูแลเหมือนเดิม

จัดโครงการฝึกอบรมแหล่งศึกษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียนในช่วงปิดภาคเรียน

จัดทำโครงการปลูกป่าไม้ทดแทน โดยนักเรียนและชุมชนมาช่วยกันปลูกเนื่องในวันสำคัญของชาติเป็นประจำทุกปี

จัดทำโครงการชมรมวิทยุสมัครเล่นเพื่อส่งข่าวให้ชาวบ้านรับทราบ เมื่อเกิดไฟไหม้ป่าจะได้มาช่วยกันดับไฟได้ทันเวลา

ขยายเครือข่ายการอนุรักษ์ป่าไม้ไปยังวัดพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 5 แห่ง รวมพื้นที่ 3,460 ไร่

คัดมาจาก
http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2550/personal-03.html

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *