พบเด็กป่วยเบาหวานเพิ่ม เหตุกินแต่อาหารขยะ

พบเด็กป่วยเบาหวานเพิ่ม เหตุกินแต่อาหารขยะ
• คุณภาพชีวิต
แนะออกกำลัง ดูแลโภชนาการช่วยได้

ปาท่องโก๋ เป็นอาหารรองท้องที่ช่าวกรุงเทพฯนิยมมากที่สุด ราว 60 % ของอาหารทุกประเภท รองลงมาคือ ขนมปังไส้ครีม, กล้วยทอด, โดนัท และแครกเกอร์ เป็นต้น ไม่ใช่ว่า คนไทยไม่รู้เรื่อง แป้ง, น้ำตาล, ไขมัน ในรูปของ ขนมขบเคี้ยว กรุบกรอบ นั่งๆนอนๆ กินๆ โดยปราศจากการออกกำลังกาย เป็นสาเหตุของโรคอ้วนและเบาหวาน

อาหารเช้าของเด็กในชั่วโมงรีบเร่งของคุณพ่อคุณแม่ในกรุงเทพฯ เช่น ข้าวมัน ไก่ทอด, ข้าวเหนียว หมูปิ้ง, ปาท่องโก๋ โอวันติน, ไส้กรอก, เฟรนซ์ฟราย เป็นต้น ขนมขบเคี้ยวในยามกลางวัน เช่น ข้าวเกรียบ, มันฝรั่ง, ท็อฟฟี่ ขนมหวาน ฯลฯ

วันนี้ โรคอ้วนและเบาหวาน ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์อย่างในอดีต หากแต่เกิดจากพฤติกรรมบริโภคเป็นสำคัญ เด็กไทยทุก 10 คน จะพบคนอ้วนอย่างน้อย 1 คน ปัจจุบันมีเด็กอ้วนประมาณ 15 ล้านคนทั่วประเทศ พื้นที่กรุงเทพฯพบมากที่สุด รองลงมาคือภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจำนวนนี้มีเด็กป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วถึง 9 หมื่นราย

โรคเบาหวาน ส่งผลให้คนเราอายุสั้นลง 10 – 20 ปีโดยเฉลี่ย ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2550) มีผู้ป่วยเบาหวานมากถึง 4 แสนราย เสียชีวิตแล้วเกือบ 8 พันคน ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดในเมืองใหญ่ทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว พบผู้ป่วย 246 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1 คนในทุกๆ 5 วินาที เสียชีวิตแล้วเกือบ 4 ล้านคน อัตรานี้ใกล้เคียงกับการตายด้วยโรคเอดส์

และวันนี้ … เด็ก เป็นเบาหวานและเสี่ยงกับโรคอ้วนมากขึ้น ที่ผ่านมา คุณมีความรู้เรื่อง “โรคเบาหวาน + โรคอ้วน” แค่ไหน วันนี้ มันขยับใกล้คนที่คุณรักมากขึ้นทุกที ความน่ากลัวรอบตัวนี้ คุณยังชะล่าใจอยู่ได้อย่างไร

*************

รู้วิธีเท่าทันโรคเบาหวาน

เบาหวานคืออะไร อาการเป็นอย่างไร ตลอดจนมีวิธีสังเกตอย่างไรระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ สำหรับคนที่สับสน-สงสัย น.พ.โสภณ เมฆธน รองอธิบดีกรมอนามัย มาอธิบาย

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเบาหวานในเด็ก-ผู้ใหญ่ โรคเบาหวานสามารถแบ่งได้ใหญ่ๆ มี 2 ชนิด คือ 1. โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน และ 2. เบาหวานที่ไม่พึ่งอินซูลิน

“โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน หมายถึง เบาหวานที่เกิดจากเบตาเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลาย ทำให้ผลิตอินซูลินลดลง ซึ่งส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยร่างกายสร้างแอนติบอดีทำลายเบตาเซลล์ของตับอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน และมีส่วนน้อยที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ” รองอธิบดีกรมอนามัย บอกอีกว่า ปัจจุบันมีการตรวจในหลายประเทศพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มักมีกลุ่มยีนที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าคนปกติ ในประเทศไทยยังมีการตรวจเรื่องนี้น้อย สำหรับวิธีรักษาต้องให้อินซูลินฉีดทดแทนจึงจะดีขึ้น เบาหวานชนิดนี้ต้องรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลิน และต้องฉีดทุกวันไปตลอดชีวิต ถ้าขาดอินซูลินจะเกิดภาวะคีโตสิส ทำให้เป็นอันตรายได้

เบาหวานที่ไม่พึ่งอินซูลิน พบในเด็กและวัยรุ่น (Childhood diabetes) ที่เรากำลังจะพูดถึงนั้น แม้ในอดีต

ในประเทศไทยพบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับที่พบในผู้ใหญ่ แต่ในปัจจุบันพบว่า เด็กไทยเป็นเบาหวานมากขึ้นมาก

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีข้อมูลว่ามีเพิ่มมากขึ้น โดยโรคเบาหวานนี้ ถ้าจะพูดว่าเป็นวิกฤตก็คงจะไม่ผิดครับ โดยเบาหวาน’ “โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน’ หมายถึง เบาหวานที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกับมีความผิดปกติในการหลั่งอินซูลิน มักสัมพันธ์กับภาวะอ้วน มีประวัติพันธุกรรมในครอบครัว”

ปัจจุบันพบได้ในเด็กอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป รองอธิบดีกรมอนามัยระบุสาเหตุหลักเกิดจากการไม่ออกกำลังกาย กินขนมนั่งเล่นเกมทั้งวัน และมีพ่อ แม่ หรือปู่ย่าตายายเป็นโรคนี้ มีโอกาสเป็นมากขึ้น โดยอาการอาจไม่ชัดเจน มักตรวจพบโดยบังเอิญ

“วิธีรักษาก็เหมือนกับเบาหวานประเภทที่พึ่งอินสุลิน คือต้องฉีดยาอินซูลินในระยะแรก เมื่อดีขึ้นสามารถรักษาด้วยยารับประทานได้ กรณีอ้วนจำเป็นต้องลดน้ำหนัก ในรายที่ตรวจพบโดยบังเอิญ อ้วน สามารถรักษาด้วยยารับประทานได้ ยกเว้นกรณีที่สงสัยไม่แน่ใจว่าเป็นชนิดที่พึ่งอินสุลินหรือไม่พึ่งอินซูลินนั้นควรเริ่มรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน”

ส่วนสาเหตุของโรคเบาหวานนั้น น.พ.โสภณ อธิบายว่า เกิดจากการมีน้ำตาลในเลือดสูง เพราะ “อินซูลิน” น้อยเวลาที่เรากินอาหารเข้าไป มันก็จะไปย่อยพวก “กลูโคส” พวกแป้ง เพื่อจะเอาไปเป็นน้ำตาลในเลือด การที่เราจะเอาน้ำตาลมาใช้เราต้องใช้ฮอร์โมนที่เรียกว่า “อินซูลิน” ซึ่งเป็นตัวดึงน้ำตาลเข้าไปใช้ในเซลล์ ถ้าเป็นในเด็กส่วนใหญ่จะมี “อินซูลิน” ไม่พอ แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่เหมือนว่าร่างกายมันดื้อแล้ว ต้องใช้ “อินซูลิน” เป็นจำนวนมาก

“ปัจจุบันนี้คนเป็นโรคเบาหวานกันเยอะมาก เนื่องจากพฤติกรรมของคนเรามันเปลี่ยนไป วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปเด็กเป็นเบาหวานเพราะกินของหวานและเล่นคอมพ์ นอนเล่น โดยไม่ออกกำลังกาย วันนี้ไลฟ์สไตล์ของเด็กๆ ที่ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ออกไปเที่ยวสวนสาธารณะมันเปลี่ยนไปหมดครับ”

สำหรับวิธีป้องกันโรคเบาหวาน ซึ่ง รองอธิบดีกรมอนามัย แนะนำว่าเป็นวิธีป้องกันที่มีผลการวิจัยจากประเทศฮอลแลนด์ว่าได้ผลดี ด้วยกัน 5 ข้อ ซึ่งสามารถป้องกันโรคเบาหวานได้ถึง 58 % ได้แก่ 1.การลดน้ำหนักให้ต่ำลงมาประมาณร้อยละ 5 โดยให้ต่ำกว่าของเดิม ซึ่งถ้าเราอ้วนควรลดน้ำหนักลงมาอย่าให้อ้วนเกินไป 2. การออกกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง ควรมีอย่างสม่ำเสมอ 3. การรับประทานอาหาร อย่ารับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกิน พลังงานที่เราได้รับจากไขมันควรไม่เกิน 30% ต่อวัน 4. พลังงานจากไขมันอิ่มตัว ไม่ควรเกิน 10% เช่น พวกน้ำมันจากเนื้อสัตว์

และ 5. ควรรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ประมาณ 15 กรัมต่อวัน เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือเพราะว่าถ้าเป็นโรคเบาหวานแล้วก็จะเป็นโรคหัวใจ โรคไต ตามมาอีก แต่หากว่าเราเป็นโรคเบาหวานแล้ว เราต้องทำการรักษา เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่นั้นก็จะส่งผลต่อเส้นเลือด ส่งผลต่อโรคภัยที่จะตามมา จึงต้องมีการปรับอาหารการกิน แต่ถ้าระดับน้ำตาลไม่ลง ต้องใช้ยาช่วย เมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดี ในโรคแทรกซ้อนของเบาหวานก็จะไม่ค่อยมี

ส่วนคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานทั้ง 2 ประเภทหรือไม่นั้น รองอธิบดีกรมอนามัยแนะนำวิธีสังเกตโรคนี้ง่ายๆ คือถ้าคุณเป็นคนกินน้ำเยอะ ปัสสาวะบ่อย มีผดขึ้น เป็นแผลแล้วหายยาก มีเชื้อราที่อวัยวะเพศ หรือกรณีอ้วนแล้วผอมลง อ่อนเพลีย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ กระทั่งไอมากผิดปรกติจนเป็นเลือด (วัณโรค) เบื้องต้นควรไปพบแพทย์

“แต่ถ้าสงสัยว่าเด็กคนนั้นๆ เป็นเบาหวานหรือไม่ เราก็ควรตรวจดูประวัติในครอบครัวย้อนหลังไปว่า มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานหรือไม่ โดยกรณีนี้อาการมักจะไม่ชัดเจนเหมือนในเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน อาจมีประวัติทางเดินปัสสาวะอักเสบ และเป็นผื่นคันในร่มผ้า การตรวจร่างกายอาจพบรอยโรคที่ผิวหนัง ซึ่งมีลักษณะเป็นปื้นหนาและมีสีดำบริเวณรอบคอ รักแร้ และ ขาหนีบ ซึ่งพบได้บ่อยมากประมาณร้อยละ 60-90 ของเด็กวัยรุ่นที่เป็นโรคนี้ครับ”

“ทางที่ดีปฏิบัติการกินอาหาร-ออกกำลังกายดังที่ผมกล่าวมาทั้ง 5 ข้อ ห่างไกลจากโรคเบาหวานแน่นอน” รองอธิบดีกรมอนามัยสรุป

****************

พฤติกรรมเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

1. ผู้หญิงที่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 1 กระป๋องหรือมากกว่า มีแนวโน้มเป็นเบาหวานภายในระยะเวลาที่ทำการศึกษามากกว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมน้อยกว่า 1 กระป๋องต่อเดือน ถึง 2 เท่า

2. ผู้ที่สูบบุหรี่ รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคอ้วน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป

3. ผู้นอนน้อยและผู้ที่นอนหลับแบบไร้ประสิทธิภาพก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้

4. คนที่นอนหลับไม่สนิทดีหรือหลับไม่ลึกมักมีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานที่สูงกว่าปกติ

5. ทารกที่กินนมวัวขณะอายุน้อยเกินไป เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ชนิด 1 หรือเบาหวานชนิดที่ตับอ่อน

***************

อาหารที่เด็กเป็นเบาหวานควรเลือกและเลี่ยง

ในอดีตเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ค่อยเจอในเด็ก แต่เนื่องจากการขาดความใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ทำให้เกิดอุบัติการณ์เด็กกรุงเทพฯ เป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นกว่า 25% พอเด็กอ้วนการเผาผลาญในร่างกายก็จะเสียไป ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานมากขึ้น เด็กจำนวนมากจึงเป็นโรคเบาหวานแบบไม่ทันตั้งตัว

สิ่งที่สำคัญมากกว่ายาของคนที่เป็นโรคเบาหวานคือ การควบคุมอาหาร ปกติร่างกายจะผลิตอินซูลินอัตโนมัติ ถ้าควบคุมอาหารได้ดีก็จะทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น ถ้าทำควบคู่กับการออกกำลังกาย ก็จะช่วยลดน้ำหนักแล้วระดับน้ำตาลในเลือดก็จะดีขึ้นแน่ๆ ยกตัวอย่างว่าถ้าควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ ไม่เพิ่มขึ้นใน 6 เดือน ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะดีขึ้น

ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ นักโภชนาการและผู้เขียนหนังสือ “โภชนาการกับเบาหวาน” ให้ข้อมูลกับ Metro Life ว่า มีงานวิจัยบ่งบอกว่าการไม่กินอาหารเช้ามีโอกาสเป็นโรคอ้วน ลองนึกดูว่าเด็กเข้านอนเร็ว ถ้าตื่นเช้าแล้วไม่ได้กินมื้อเช้า น้ำตาลในเลือดต่ำก็จะต่ำ มื้อกลางวันก็จะหิวมาก กินมาก ทำให้ได้น้ำตาลสูง ได้พลังงานเยอะ การกินอาหารไม่ได้สมดุลสามารถทำให้เกิดโรคอ้วนได้

เด็กช่วงอายุระหว่าง 6-13 ปี ควรได้พลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ถ้าแบ่งเป็นมื้อ มื้อเช้าควรกินให้ได้พลังงานไม่เกิน 400 กิโลแคลอรี ถ้าเด็กอ้วนอาจต้องการอาหารมากกว่านี้ ก็อาจจะคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสม เพื่อดึงพลังงานที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ เช่น ถ้าร้านไหนสั่งข้าวแล้วได้ข้าวเยอะก็ต้องบอกว่าขอข้าวน้อยๆ เลี่ยงการบริโภคเกินความต้องการ แต่ในเด็กที่อายุยังน้อย การอดอาหารจะไปลดการเจริญเติบโต สิ่งสำคัญคือพยายามรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้น และรู้จักกระจายอาหารในแต่ละมื้อให้ได้พลังงานใกล้เคียงกัน และไม่ควรกินอาหารซ้ำๆ

“ลองคำนวณพลังงานที่ได้รับจากอาหารเช้า เด็กๆ ชอบกินพวกคอนเฟลกหรือซีเรียลต่างๆ ที่กินกับนม ซึ่งให้คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก ในเด็กที่ไม่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินมักจะกินกับนมครบส่วนหรือนมที่มีไขมันเต็ม เด็กก็จะได้พลังงานจากคอนเฟลกประมาณ 100-150 กิโลแคลอรี นม 1 กล่อง 120-200 กิโลแคลอรี รวมแล้วได้พลังงานประมาณ 220-350 กิโลแคลอรี เทียบกับโจ๊กหมูก็จะให้พลังงานใกล้เคียงกัน แต่โจ๊กจะให้สารอาหารครบส่วนมากกว่า แต่ถ้าเด็กคนไหนติดกินซีเรียล แนะนำว่าควรเลือกประเภทที่มีใยอาหารและกินกับนมจืด เพื่อให้ได้แป้งและน้ำตาลน้อยหน่อย และอาจกินผลไม้ชนิดอื่นเพิ่มเพื่อให้ได้สารอาหารอื่นๆ ในมื้อเช้าหรือมื้ออื่นๆ ด้วย และไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นโรคเบาหวานก็ไม่แนะนำให้ดื่มนมรสหวานค่ะ เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง ในเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปควรดื่มไม่เกิน 2 กล่องต่อวันหรือประมาณ 500 ซีซี ซึ่งที่จริงกินได้เลยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ และกินได้ตลอดชีวิต ส่วนนมเปรี้ยวก็บอกให้รู้เลยว่าถ้ากินแล้วจะได้น้ำตาลมากเช่นกัน”

“ส่วนอาหารอื่นๆ เช่น ปาท่องโก๋ ถ้าคนไหนเลือกกินมื้อเช้าเป็นปาท่องโก๋ก็จะได้แต่แป้งกับไขมัน พลังงานที่ได้รับก็จะขึ้นอยู่กับว่ากินปาท่องโก๋ตัวขนาดไหน กินกี่ตัว หรือว่ากินกับน้ำเต้าหู้ด้วยหรือเปล่า พลังงานที่ได้รับก็จะขึ้นอยู่ปริมาณที่กินเข้าไป ดังนั้น คนที่เป็นเบาหวานกินปาท่องโก๋ได้แต่ไม่ควรกินมาก”

เด็กๆ จะเลี่ยงกินผักก็ต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้อง สอนให้กินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ เด็กที่เป็นเบาหวานมีแนวโน้มว่ากินเยอะอยู่แล้ว ก็ต้องกระจายอาหารในแต่ละมื้อให้เหมาะสม กินให้ครบทุกหมวดหมู่ ไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ถ้าโดยพฤติกรรมแล้วเขาอาจจะมีความอยากกิน หิวบ่อย ถ้าหิวระหว่างมื้อควรเลี่ยงของหวาน บางคนอาจจะไปดื่มนมตอนเบรก ควรเลือกกินอาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลช้าๆ เช่น ขนมปังโฮลวีต นมจืด สมมติว่าเช้ากินข้าว ตอน 10 โมง ตอนเบรกอาจจะให้กินแครกเกอร์กับนม เขาก็จะดีขึ้น หรือถ้าจะให้ดีควรกินผลไม้แทนขนมกรุบกรอบ 3-4 ส่วนต่อวัน พูดให้เข้าใจง่ายคือ สับปะรด 1 แถว ส้ม 2 ลูก มะละกอ 4 ชิ้น แอปเปิลผลเล็ก 1 ผล หรือมะม่วงสุกครึ่งลูก แต่ละอย่างที่ว่ามานี้คืออย่างละ 1 ส่วน ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือน้ำชาเขียว เพราะมีน้ำตาลสูงและใยอาหารน้อย ดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุด

“หรืออาจจะดูอาหารแลกเปลี่ยน เช่น กินข้าว 1 ทัพพีให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี ถ้าเปลี่ยนเป็นกินขนมปังก็จะเท่ากับการกินขนมปัง 1 แผ่น ผัดซีอิ๊วมีน้ำมันเยอะ ควรเลี่ยงเป็นข้าวกับต้มจืดหรือปลานึ่ง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็จัดอยู่ในประเภทไขมัน กิน 6 เมล็ดเท่ากับการกินน้ำมัน 1 ช้อนชา ทำให้อ้วนได้เพราะได้ไขมันล้วนๆ ในเด็ก เราต้องเข้าใจเขาในระดับหนึ่ง อย่างถ้าเขาขอกินไอศกรีม ในไอศกรีมจะมีนมกับน้ำตาล ก็ให้เขากินได้ แต่ก็ควรบอกเลยว่าถ้ากินไอศกรีมแล้ว อาหารมื้อนั้นควรจะกินอะไร ให้เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำเข้าไปแทน บอกทางเลือกให้แก่เด็ก ไม่ใช่สั่งห้ามเพราะเด็กจะต้าน”

“กินฟาสต์ฟูดก็ต้องบอกว่าอย่ากินคอมโบเซต อาจจะกินแค่แฮมเบอร์เกอร์ ไม่ต้องกินเฟรนช์ฟรายหรือเป๊ปซี่ก็ได้ เพราะเฟรนฟรายด์มีไขมันกับคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก พิซซาก็ให้พลังงานค่อนข้างสูง บางคนบอกว่ากินสลัดดี ดีจริงค่ะ แต่ถ้ากินแล้วใส่น้ำสลัดเยอะก็ไม่ดี ปัญหาก็คือในน้ำสลัดมี ไข่มีน้ำมันมาก ดังนั้นควรเลือกกินสลัดน้ำใส”

ตอนนี้มีนักกำหนดอาหาร สมาคมนักกำหนดอาหารไทย ให้ความรู้เป็นรูปธรรมมากขึ้น สามารถให้คำแนะนำทุกคนได้ว่าควรกินอะไรบ้าง ปริมาณเท่าไร แนะนำว่าเลือกแบบไหนที่จะเหมาะสม ทำให้เข้าใจหลักในการกินมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก เขาควรจะรู้หลักไว้ เพราะโรคเบาหวานจะอยู่กับเขาไปอีกนาน

น้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวานผู้ที่เป็นและไม่เป็นโรคเบาหวานสามารถกินได้ ไม่เป็นอันตราย แต่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเพราะไม่เกิดประโยชน์กับร่างกายและจะทำให้ติดรสหวานของอาหาร นอกจากควรเลี่ยงอาหารรสหวานแล้ว รสเค็มก็ควรหลีกเลี่ยง วิธีง่ายๆ คือลดการเติมเครื่องปรุง เลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น ลองนึกดูว่าตอนเป็นเนื้อหมูเนื้อไก่ให้โซเดียม 20 มิลลิกรัม แต่พอแปรรูปเป็นไส้กรอกหมู แม้ว่าเราจะไม่รู้สึกว่ามันเค็มแต่โซเดียมก็เพิ่มขึ้นแล้ว 10 เท่า เป็น 200 กว่ามิลลิกรัม ข้าวก็เหมือนกัน หนึ่งทัพพีให้โซเดียม 20 กว่ามิลลิกรัม แต่พอใส่ผงฟูทำเป็นขนมปังก็จะได้โซเดียมเพิ่มเป็น 120 มิลลิกรัม พวกน้ำจิ้มอย่างน้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มข้าวมันไก่ก็มีโซเดียมมาก กินแล้วก็ยิ่งหิวน้ำ แม้ว่าโซเดียมไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อคนที่เป็นเบาหวาน แต่มีผลต่อความดันกับไต คนเป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเป็นไตวายอยู่แล้ว กินเค็มเข้าไปอีกก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

****************

ครอบครัวเบาหวาน

ถือว่าเป็นความโชคร้าย “ระดับทริปเปิล” แต่เป็นความโชคดี “ระดับพี่ทริปเปิล” ที่คนในครอบครัวแสนอบอุ่นไปด้วยความเข้าใจ ทั้งพ่อ-แม่ และลูกน้อยน้องโมวัย 4 ปีเศษ ที่พกเอาโรคเบาหวานมาจากพันธุกรรม ซึ่งถือว่าเป็น Case ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง วันนี้คุณป้อมครอบครัวเบาหวานมาถ่ายทอดประสบการณ์ความยากลำบาก โดยหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ละเลยการตรวจสุขภาพ

“ตอนแรกเรารู้ตัวเองมาก่อนนะคะว่าเราเป็นโรคเบาหวาน” ป๋อมบอก “แต่ไม่รู้ว่า สามีเราจะเป็นเบาหวานด้วย แต่มาวันนี้ก็ไม่ได้โทษใคร เพราะเราก็ถือว่าชะล่าใจตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันภัย เพราะไม่คิดว่าโรคนี้มันจะอันตรายมาก่อน”

โดยเรื่องต่างๆ ก็มาแตกเมื่อตอนเธอตั้งท้อง โดยคุณหมอแจ้งว่า ระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้พอเวลาแรกคลอดของน้องโมนั้นมีสูงเกินกว่าเกณฑ์ปกติ เมื่อเทียบกับเด็กทารกทั่วไป จำเป็นต้องให้นอนในตู้อบเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลก่อน

“เราไม่เคยคิดและไม่เคยระวังเลยว่าลูกที่เกิดมาจะเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้หลังคลอดน้องโมมาเราก็ต้องเจาะเลือดน้องโมส่งให้คุณหมอตรวจและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ควบคู่ไปกับการให้ยาจากคุณหมอทุกๆ เดือน ซึ่งเรียกว่าแรกๆ ก็ลำบากในกิจวัตรและการสังเกตอาการเด็ก แต่ก็พอนานๆ ไปก็ปรับตัวได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรไปมากกว่านี้”

แต่หลังจากนั้นเมื่อพอน้องโมโตขึ้น 3-4 ขวบขึ้น เธอบอกว่า อาการที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏ

“ตอน 3 ขวบกว่าๆ น้องโมเริ่มบ่นเรื่องตามัวพอไปตรวจเราก็พบว่าอาการเบาหวานขึ้นตา ซึ่งเราก็ห่วงเขามาก ปัจจุบันเรียกได้ว่าก็ต้องรักษาอาการตามๆ ที่เป็นไป”

โดยที่ผ่านมา คุณป๋อมนั้นเคยพาน้องโมไปฉายเลเซอร์ที่ดวงตามาแล้วครั้งหนึ่ง “เราก็รู้ว่าเขาเจ็บนะ แต่เป็นแม่ เราเจ็บกว่า ซึ่งถ้าเขาโตอีกสักนิดหนึ่ง คิดว่าคงจะฝังเข็มจ่ายอินซูลินไว้ที่ผิวหนังหน้าท้องของน้องโม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน สงสารน้องเขา”

ปัจจุบัน เธอบอกว่า น้องโมเริ่มอ้วนมากขึ้นและมีปัญหาในการดูแลตัวเอง เช่น ลักษณะนิสัยการรับประทานที่ไม่สะดวกสบายเหมือนที่บ้าน รวมถึงการให้อินซูลินที่ต้องฉีดเข้ากระแสเลือดทุกวัน ซึ่งเพื่อนๆ อาจไม่เข้าใจและคงล้อเลียนให้อับอาย ก็ต้องอธิบายให้น้องเข้าใจ ซึ่งกว่าจะกลับไปเรียนได้อีกก็ใช้เวลานานเป็นปี

“ที่สุดแล้วเราเชื่อว่า การที่มีลูกป่วยเป็นโรคเบาหวานนี้เป็นความเจ็บปวดของผู้ที่เป็นพ่อแม่อยู่ไม่น้อย เนื่องจากต้องทนเห็นลูกทุกข์ทรมานอยู่ทุกวันจากการให้อินซูลิน แต่ถ้าครอบครัวให้กำลังใจและไม่ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกแปลกแยก การดูแลเอาใจใส่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีความรู้ความเข้าใจในโรคเบาหวานอย่างถูกต้อง รู้จักวิธีปฏิบัติตัวให้ถูกสุขลักษณะที่ควรกระทำ ที่สำคัญคือฝึกลักษณะนิสัยการรับประทานที่ถูกต้องให้แก่ลูกได้ เบาหวานก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวสำหรับครอบครัวอีกต่อไป” เธอกล่าวสรุปเล็กๆ น้องจะไม่ค่อยอ้วนมากนัก พอมาระยะหลังเริ่มมีนิสัยการรับประทานที่เปลี่ยนไป คือรับประทานมาก

******************

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *