พนักงานที่มีความสุข นำไปสู่การทำงานที่ดีจริงหรือ?

พนักงานที่มีความสุข นำไปสู่การทำงานที่ดีจริงหรือ?
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2547
ใกล้เทศกาลปีใหม่เข้ามาทุกทีนะครับ เราลองย้อนกลับมาดูและทบทวนความเชื่อเดิมๆ แล้วอาจจะพบว่า สิ่งที่เราคิดหรือเชื่อมาตลอดนั้นอาจจะไม่เป็นจริง วันนี้ผมจะขอนำเสนอในเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ที่มีความสุขในการทำงานกับบุคลากรที่มีผลผลิต หรือผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงานที่ด
ท่านผู้อ่านมีความเชื่อหรือสมมติฐานในเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ? ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะเหมือนกับผม ที่คิดมาตลอดว่า ถ้าเราสามารถทำให้พนักงานในองค์กรของเรามีความสุขแล้ว ผลตอบแทนที่เราจะได้รับก็คือพนักงานเหล่านั้น จะมีผลการทำงานที่ดี หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือมีผลิตภาพในการทำงานที่ดี
เมื่อเรามีความเชื่อในลักษณะดังกล่าว เราก็มักจะหาหนทาง หรือวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้พนักงานในองค์กรรู้สึกมีความสุขในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงในการทำงานที่ยืดหยุ่น สวัสดิการที่เพียบพร้อม พอสิ้นปีทีก็พาพนักงานไปเที่ยวที หรือความพยายามในการทำให้ที่ทำงานเป็นที่ๆ น่าอยู่ และน่าทำงาน ผมเชื่อว่าองค์กรต่างๆ ในบ้านเรา คงจะใช้เงินกันไปไม่น้อยในปีหนึ่งๆ ที่จะทำให้พนักงานของตนมีความสุข ยิ่งพอใกล้สิ้นปีก็ยิ่งจะต้องหาทางส่งความสุขกันใหญ่ครับ เพราะเราเชื่อกันเสมอว่า ถ้าพนักงานมีความสุขแล้วไซร้ ผลการทำงานย่อมจะดีขึ้น
ทีนี้ท่านผู้อ่านเคยเกิดรู้สึกผิดหวังบ้างไหมครับ ว่า ทำไมในหลายครั้งที่เราอุตส่าห์ลงทุนและเสียเงิน เพื่อสร้างความสุขให้กับพนักงาน แล้วทำไมผลตอบแทนที่บริษัทได้รับกลับไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป โดยเฉพาะในหลายบริษัทที่พยายามสร้างความสุขให้พนักงานอย่างมากมาย แต่ผลที่ได้รับก็คือพนักงานจำนวนมากกลับลาออก แถมผลิตภาพในการทำงานกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หวัง
ผมไปเจอผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่เขาพบความสัมพันธ์ระหว่างความพอใจในการทำงานกับผลิตภาพของพนักงาน แต่ระดับความสัมพันธ์นั้นน้อยมากครับ นั่นคือถ้าผลิตภาพของพนักงานเพิ่มขึ้น จะมีเพียงแค่ไม่เกิน 2% เท่านั้น ที่มาจากการที่พนักงานมีความสุขในการทำงาน แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อเดิมๆ ของเรา ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน ในงานวิจัยดังกล่าว บ่งชี้ในอีกทาง นั่นคือถ้าพนักงานมีผลการทำงานที่ดี หรือมีผลิตภาพในการทำงานที่ดี ย่อมจะทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน ท่านผู้อ่านลองทบทวนดูนะครับว่า จะเห็นด้วยกับข้างไหน ความสุขนำไปสู่ผลิตภาพที่ดี หรือผลิตภาพที่ดีนำไปสู่ความสุข อ่านแล้วก็ดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันอีกแล้วนะครับ
พวกที่สนับสนุนแนวคิดที่สอง หรือผลิตภาพที่ดีนำไปสู่ความสุขในการทำงานนั้น ให้เหตุผลสนับสนุน ว่า ถ้าพนักงานทำงานได้ผลลัพธ์ออกมาดีแล้ว พนักงานย่อมจะมีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับงานที่ทำ และในขณะเดียวกัน ถ้าองค์กรให้ผลตอบแทนที่สะท้อนถึงผลิตภาพในการทำงานแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นคำยกย่องชมเชย หรือรางวัลในรูปของตัวเงิน) ก็ย่อมจะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกในการทำงานขึ้นมาได้
ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเห็นพ้องกับแนวคิดนี้เหมือนกัน เคยมีผู้บริหารบางท่านบ่นว่า พยายามที่จะสร้างความสุขในการทำงานให้กับพนักงานตลอด แต่พอให้มากไป และพนักงานมีความสุขมากเกินไป พนักงานก็เกิดอาการเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น และมัวแต่มุ่งที่จะรอรับสิ่งต่างๆ จากบริษัทตลอดเวลา ไม่ได้เป็นผู้ให้เท่าใด
ผมเองก็มองเหมือนกันครับว่า สำหรับตัวเองแล้ว หลายครั้งที่ทำงานใดแล้วออกมาดี เราก็จะรู้สึกดี และยิ่งถ้าได้รับคำชมเชยหรือกำลังใจก็ยิ่งรู้สึกดี และมีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น ท่านผู้อ่านลองย้อนกลับไปดูตัวของท่านเองด้วยนะครับว่าเห็นด้วยหรือไม่?
ถ้าเป็นตามสมมติฐานว่า ผลิตภาพหรือผลการทำงานที่ดี ทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน ผู้บริหารในหลายองค์กรอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการในการจูงใจพนักงานเสียใหม่ จากที่เคยให้สิ่งต่างๆ เพื่อให้พนักงานมีความสุข อาจจะต้องคอยสนับสนุน ผลักดันเครื่องมือและกลไกต่างๆ ที่จะทำให้พนักงานทำงานได้ออกมาดียิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมในเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือการอบรมพนักงาน หรือการขจัดอุปสรรค สิ่งกีดขวางที่จะทำให้พนักงานทำงานได้ดี องค์กรบางแห่งเขาจะไม่เสียดายเงินในการซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือการอบรมพนักงานเลยครับ เนื่องจากเขามองว่าการให้สิ่งเหล่านี้อย่างไม่จำกัดจะทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีผลิตภาพยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งตัวพนักงานและองค์กรเอง ก็จะได้รับประโยชน์กลับมาทั้งคู่
นอกจากแนวคิดข้างต้นแล้ว ผมยังเคยไปอ่านเจอหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เขาเสนอแนวคิดที่ยิ่งแหวกสมมติฐานที่เรามีอีกประการหนึ่ง นั่นคือ ขวัญและกำลังใจของพนักงาน ก็ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับผลิตภาพในการทำงาน
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้คล้ายกับเรื่องของความพอใจนะครับ แต่มองลึกลงไปอีกครับ นั่นคือแทนที่จะมองแค่ผิวนอกคือความพอใจอย่างเดียว กลับมองลึกลงไปอีกถึงขวัญและกำลังใจของพนักงาน
เราเคยเชื่อมาตลอดว่า หน้าที่หนึ่งของผู้บริหาร คือการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน เพราะจะนำไปสู่การทำงานที่ดี แต่แนวคิดนี้โต้แย้งว่า การที่พนักงานจะทำงานได้ดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้เกิดจากขวัญ และกำลังใจอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดู หรือประสบการณ์ หรืออุปนิสัยและบุคลิกภาพ
พอดีแนวคิดเรื่องขวัญ กำลังใจนี้ยังไม่ได้มีผลงานวิจัยมารองรับครับ ไม่เหมือนเรื่องของความพอใจกับผลิตภาพ แต่ถ้ามีเมื่อไร ก็คงทำให้แนวคิดการบริหารจัดการของเราเปลี่ยนไปเหมือนกันนะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *