ผ่าแนวคิดโตชิบา… คิดบวก-ผลลัพธ์บวก

ผ่าแนวคิดโตชิบา… คิดบวก-ผลลัพธ์บวก
“ฮิเดโนริ มัสสุอิ” ประธานบริษัท โตชิบาไทยแลนด์ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแผนการปรับกลยุทธ์เพื่อฝ่าวิกฤติ

เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่ติดทำเนียบที่มีมูลค่าการลงทุนและการส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ปัจจุบันปัจจัยลบรุมเร้ารอบด้าน ทำให้อุตสาหกรรมติดลบ ทั้งการขายในประเทศ ซึ่งนอกจากกำลังซื้อหดตัวอย่างรุนแรงแล้ว ในด้านการส่งออกผู้ผลิตยังต้องเผชิญกับปัญหาการขาดออร์เดอร์

“ฮิเดโนริ มัสสุอิ” ประธานบริษัท โตชิบาไทยแลนด์ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแนวทางการทำตลาด และการปรับกลยุทธ์เพื่อฝ่าวิกฤตินี้

* การทำตลาดช่วงนี้ยากลำบากแค่ไหน

จะว่ายากก็ยาก เพราะตัวแปรการทำตลาดมีมาก สิ่งสำคัญในช่วงนี้ต้องรู้ว่า ความต้องการของตลาดอยู่ตรงไหน สินค้าที่เราโฟกัสเป็นอะไร อย่างโตชิบาจะ เน้นการทำตลาดที่เรามีความเชี่ยวชาญ อย่าง ตู้เย็น 1 ประตู เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน สินค้านี้เราโฟกัสและมีทิศทางการทำตลาดชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เราสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการพัฒนาโมเดลใหม่ออกสู่ตลาด แม้ต้องใช้เงินลงทุนทำอาร์แอนด์ดีสูง แต่ด้วยกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่มีราคาถูก หรือขนาดย่อมลงมา เพราะงบประมาณที่จำกัด ดังนั้นการลงทุนพัฒนาจึงไม่เสียเปล่า เพราะการมีสินค้าใหม่ช่วยดึงเงินในกระเป๋าลูกค้าได้ และที่สำคัญการจัดแคมเปญก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาด

* การอัดแคมเปญช่วงการเมืองไม่นิ่งจะสูญเปล่าหรือไม่

ผมเชื่อว่าไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะตอนนี้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ซื้อของที่คุ้มค่า รองานอีเว้นท์ และรอดูโปรโมชั่น ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าคนที่ต้องการจับจ่ายก็ยังมี โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด ดังนั้นเราต้องประเมินสถานการณ์ให้ได้ว่า จังหวะแบบนี้ควรทำอะไร ควรจัดโปรโมชั่นแบบไหน ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล หรือโหมลงโฆษณา อย่าทำอะไรที่ต้องลงทุนเยอะในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ใช่ยกเลิกเลย ปีนี้เป็นปีที่โตชิบาฉลองครบรอบ 40 ปี เรายืนยันที่จะเดินหน้า จัดโปรโมชั่นและกิจกรรมตลอดทุกเดือน ผมเชื่อว่าไม่สูญเปล่า

* คุณประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยจากนี้ไปอย่างไร

สถานการณ์บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงก็จริง แต่เชื่อว่าจากนี้ไปการเมืองจะนิ่ง อย่างของประเทศญี่ปุ่นเศรษฐกิจช่วงนี้แย่มาก เป็นรอบ 100 ปีที่เกิดขึ้นเลยทีเดียว และถ้าดูในสถานการณ์ระดับโลก ก็บาดเจ็บกันหนัก ประเทศไทยเองธุรกิจขึ้นอยู่กับการส่งออกค่อนข้างเยอะ แน่นอนว่าต้องอยู่ในภาวะวิกฤติ ส่งออกของโตซิบาเรายอมรับว่า ลดลงประมาณ 20% โดยเฉพาะตลาดตะวันออก ญี่ปุ่น และรัสเซีย แต่ในมุมมองผมเชื่อว่า ตอนนี้ต้นทุนต่างๆ ที่ลดลง เช่น น้ำมัน พลาสติก ก็น่าจะช่วยในการส่งออกได้มากขึ้น ที่สำคัญเราต้องเร่งหาตลาดใหม่ โตชิบา ญี่ปุ่นเข้าใจสถานการณ์บ้านเราดี อีกประมาณ 2 สัปดาห์เขาจะเดินทางมาประชุมที่ไทย ตอนนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เรามองภาพระยะยาวของประเทศว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน

* ช่วงนี้ถือเป็นช่วงต่ำสุดของเศรษฐกิจหรือยัง

สำหรับประเทศไทย ผมว่ายังไม่ใช่ แค่อาจจะ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นเรายังมีโอกาส แม้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นิ่งก็ตาม ประเทศอื่นย่ำแย่กว่าอีก ฝั่งของโรงงานโตชิบา มีบางโรงที่ไม่มีโอที ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งลดจากเวลาปกติ แต่ก็ยังดีกว่าหลายประเทศ ตอนที่ไทยเกิดภาวะต้มยำกุ้ง เราแย่ยิ่งกว่านี้อีก แต่ขณะนี้เหตุการณ์มันต่างกัน คนมีเงินแต่จะใช้หรือไม่ ความมั่นใจของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ

ผมเชื่อว่าตลาดในประเทศยังพอไปได้ ขอให้ผู้ประกอบการทำงานหนักขึ้น หาโอกาสในวิกฤติให้ได้ เราก็จะอยู่รอด ขณะเดียวกันมาตรการของรัฐที่ออกมาก็ถือว่าช่วยกระตุ้นได้ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

* คาดหวังอย่างไรกับผลประกอบการในปีนี้

จากการสำรวจตลาดเราพบว่า ภาวะที่ดูถดถอยอาจจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แต่ต่างจังหวัดหลายๆ ที่ยังดีอยู่ ยังมีกำลังซื้อ เราอัดกิจกรรมทุกเดือนๆ ละหลายๆ โครงการ ล่าสุดเราปิดตัวเลขผลประกอบการปีที่ผ่านมา (เม.ย.08-มี.ค.09) ปรากฏว่าเป็นที่น่าพอใจคือ เติบโต 14% หรือคิดเป็น 4,800 ล้านบาท ยอดขายเราชะลอในช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่ยังดีที่ครึ่งปีแรกโต 20% สำหรับปีนี้เรายังคาดการณ์ว่าจะโต 10% เรายังมั่นใจท่ามภาวะเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้
อะไรคือ ปัจจัยบวกที่ช่วยให้ตลาดเครื่องไฟฟ้าโตได้

ถ้าคิดในด้านบวก ผมคิดว่าผู้บริโภคยังพอใจที่จะซื้อของอยู่ เพราะผู้ประกอบการมีการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเสมอ บวกกับแคมเปญที่จัดกันอย่างดุเดือด ขณะเดียวกันในด้านของการผลิต ต้นทุนบางอย่างลดลง ทำให้เราสามารถแข่งขันในเรื่องราคาได้มากขึ้น ดังนั้นการแข่งขันในด้านราคาจะเป็นตัวแปรช่วยดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *