ผู้ป่วยมีสิทธิอะไร? ผู้ให้การรักษามีจรรยาบรรณหรือไม่?

ผู้ป่วยมีสิทธิอะไร? ผู้ให้การรักษามีจรรยาบรรณหรือไม่?

มักพบคำตอบของคำถามข้างต้นได้เสมอในบทบัญญัติต่างๆที่ว่าด้วยการให้และรับการรักษา แต่ในทางปฎิบัติกลับมีผู้ป่วยที่ไม่ทราบถึงสิทธิหรือแม้จะทราบก็ไม่มีโอกาสจะได้ใช้สิทธิดังกล่าว เช่น ถ้าคุณเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา คุณคงต้องนึกถึง สิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด และ การได้รับบริการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันกับผู้ป่วยรายอื่นๆ แต่จะทราบได้อย่างไรว่าผู้ให้การรักษาคุณมีจรรยาบรรณหรือไม่จนกว่าจะได้พิสูจน์เอง!

แม้คุณผู้ป่วยจะอ่านบทบัญญัติต่างๆมาดีแล้วทุกบททุกตอน และทราบถึงสิทธิประโยชน์อันผู้เข้ารับการรักษาและปฎิบัติพึงมีพึงได้… แต่จะมีประโยชน์อะไรหากไม่มีใครที่ทำการรักษาและปฏิบัติหยิบยื่นสิ่งที่ควรได้นั้นให้คุณ!

คุณค่าของชีวิตคืออะไร?? ฉันมีเงินทองและธุรกิจมากมายที่ยังต้องดูแลต้องรีบไปดูแล ฉันมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สำคัญที่รอฉันอยู่ ฉันแก่กว่ารอคิวนานไม่ได้ ฯลฯ หลากหลายเหตุผลที่จะแสดงให้เห็นว่าตนควรจะได้รับการปฎิบัติที่ดีกว่าพิเศษกว่า แน่นอนว่า ชีวิตของคนเราทุกคนมีค่าเท่ากัน (เกิดมาแล้วต้องตาย ชีวิต ไม่ยืนยาว แต่ก็ไม่อยากตายพอๆกัน) มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าๆกันใน 1 วันบนโลกมนุษย์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น!…ความไม่เท่าเทียมกันจึงเกิด!!
หากคุณ…เป็นคนมีฐานะดี มีหน้าที่การงานสูงส่งและมีหน้าตาในวงสังคมพร้อมด้วยอำนาจวาสนาข้าทาสบริวารแวดล้อม…แต่ให้มีอันต้องสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกับได้รับความเจ็บป่วยอาจเป็นทั้งทางกายและใจ
คุณอาจจะกลัวที่จะทราบคำตอบว่า…การไม่ได้รับความเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับการปฏิบัติจากผู้ให้การรักษามันทำร้ายคุณทั้งทางร่างกายและจิตใจเพียงไร!

แต่คุณคงไม่ต้องกลัว…ที่จะพบกับสถานการณ์อย่างนี้

หากผู้ให้การรักษามีจรรยาบรรณจิตสำนึก มโนธรรม หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะช่วยให้เข้าใจถึงทุกข์ จากความเจ็บป่วย จากความยากจน จากการขาดความรู้และโอกาสในหลายๆด้าน จากความไม่สามารถจะเรียกร้องความเท่าเทียมกันในสังคมได้

เพียงแค่อยากเห็น “ความเท่าเทียม” ในการที่จะได้รับการรักษาและการปฎิบัติจากผู้ให้การรักษา โดยไม่คำนึงถึงฐานะทางการเงินหรือสถานภาพทางสังคม ในทางปฏิบัติแม้มันจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็เริ่มได้ที่ผู้ให้การรักษา มีจรรยาบรรณ(ที่นำออกมาใช้) ร่วมกับการมีจิตสำนึกของความเป็นเพื่อนมนุษย์! น้องๆนักศึกษาที่กำลังจะจบออกมาทำงานด้านการบำบัดรักษาและดูแลสุขภาพผู้ป่วย ควรรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นอกเห็นใจผู้ที่มีความทุกข์ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ฯลฯ หากเป็นพ่อ แม่ ญาติ พี่น้องที่เรารัก เราคงอยากให้เขาได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดโดยผู้รักษาที่ไว้วางใจได้ ไม่ใช่ผู้รักษาที่หวังเพียงผลประโยชน์จากการทำงานในหน้าที่ หากไม่เคยพบเจอผู้ให้การรักษาในอุดมคติ ทำให้เขาเกิดขึ้นได้ด้วยตัวคุณเอง!! ทั้งนี้น้องๆควรมี…
ค่านิยมของการเป็นผู้ให้…ชีวิต…การบรรเทาความเจ็บป่วย…การบำบัดความทุกข์กายและใจ…สามารถปลูกฝังได้ในวัยเยาว์ก่อนจะได้มีโอกาสเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของทีมสุขภาพผู้ให้การรักษาพยาบาล และ…

เชื่อว่า…ระบบการสอบและการคัดเลือก ที่ไม่อ้างอิงเฉพาะตัวคะแนนข้อเขียน หากแต่ต้องสามารถวัดระดับคุณธรรม และจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ในตัวบุคคลนั้นๆได้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้เกิดการรักษาและการปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน สวยหรือขี้เหร่ เป็นดาราดังหรือเป็นคนเดินดินธรรมดา หากเจ็บไข้ได้ป่วย หวังว่าคุณคงจะได้รับการรักษาจากผู้มีจรรยาบรรณและคุณธรรมอันดี ซึ่งนับว่าหาได้ยากมากในปัจจุบัน (ในแผ่นดินนี้?) ทำอย่างไรจึงจะแพร่พันธุ์คนดีๆเหล่านี้?? หลายๆคนอาจมีคำตอบอยู่แล้วในใจ

เล่าสู่กันฟัง/แบ่งปันประสบการณ์/ร่วมแสดงข้อคิดเห็น-โต้แย้งในหัวข้อนี้ได้ที่
http://www.jobpub.com/editor/nwannakowit

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *