ผู้บริหารมหาวิทยาลัย… ดันวิจัยสร้างชื่อ

ผู้บริหารมหาวิทยาลัย… ดันวิจัยสร้างชื่อ

วันที่ : 5 มีนาคม 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : การศึกษาวันนี้

ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา: ระเบียบวาระแห่งชาติ (พ.ศ.2551-2555)โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้วางกลยุทธ์สำคัญ เพื่อกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยไทยทำวิจัย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยทำวิจัยน้อยมากเพียง 0.10 เรื่องต่อคนต่อปี จากการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ปี 2549 หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจเกิด “วิกฤตมืดมนทางปัญญาระดับอุดมศึกษา” ในร่างยุทธศาสตร์ จึงได้วางกลยุทธ์สำคัญไว้อาทิ การสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์และบุคลากรในมหาวิทยาลัยทำวิจัย สนับสนุนทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงสร้างกลไกถ่ายทอดผลการวิจัยสู่ภาคธุรกิจ เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์และการพัฒนาประเทศ

ปัจจัยที่สำคัญในการผลักดันการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยคือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ต้องเห็นความสำคัญของการผลิตผลงานวิจัย ซึ่งการที่ผู้บริหารฯ จะตระหนักถึงความสำคัญของการทำวิจัยได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีพื้นฐานการทำวิจัยที่ดีและเห็นคุณประโยชน์ของการทำวิจัยก่อนเข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย

ปลายปี พ.ศ. 2550 มีงานวิจัยเรื่อง มหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ควรนำหน้าด้วยนักวิจัยที่อยู่ในอันดับต้น ๆ หรือไม่? โดย ดร.อแมนด้า เอช กูดอลล์ (Amanda H. Goodall) นักวิจัยกิตติมศักดิ์ องค์กรเพื่อการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคม (Economic and Social Research Council: ESRC) และนักวิจัยสถาบันสอนธุรกิจมหาวิทยาลัยวอร์ริค (Warwick Business School) ผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของโลก มีความสัมพันธ์กับจำนวนผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญในการเป็นปัจจัยผลักดัน ซึ่งหากวิเคราะห์คุณสมบัติสำคัญของผู้บริหารมีดังนี้

ผู้บริหารมีผลงานวิจัย ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงผู้ที่นำมหาวิทยาลัยไปสู่เกณฑ์มาตรฐาน หรือนำไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะเท่านั้น แต่ต้องมีความรู้ด้านการทำวิจัย ดร.กูดอลล์ ได้วิเคราะห์ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียงถง (Shanghai Jiao Tong University Ranking of World Universities) ซึ่งเทียบได้กับการจัดอันดับของไทมส์ไฮเออร์ (Times Higher Education Supplement) และผลการจัดอันดับสถาบันสอนธุรกิจ (Financial Times Global MBA ranking) ผลการวิเคราะห์ สรุปได้ว่า มหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกส่วนใหญ่ มีประธาน อธิการบดี ที่มีผลงานวิจัยเป็นของตนเองจำนวนมาก ดร. กูดอลล์ ยังได้วิเคราะห์มหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยจำนวน 55 แห่ง ในสหราชอาณาจักร ที่ได้รับการประเมินความสามารถทางการวิจัย (Research Assessment Exercise: RAE) ระหว่างปี 1992, 1996, และ 2001 โดยดูจำนวนผลงานวิจัยของอธิการบดีและรองอธิการบดี พบว่า มหาวิทยาลัยที่มีความสามารถในการทำงานวิจัยอย่างดีเลิศ ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้บริหารที่มีประวัติด้านการทำวิจัยอย่างดีเลิศเช่นเดียวกัน

ผู้บริหารมีแนวคิดสนับสนุนทำวิจัยในมหาวิทยาลัย การศึกษาของ ดร. กูดอลล์ ยังได้ลงลึกไปถึงทัศนคติที่มีต่อการทำวิจัยในมหาวิทยาลัย โดยสัมภาษณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ในสหราชอาณาจักรและสถาบันสอนธุรกิจในสหรัฐฯ พบว่า ทัศนคติของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเหล่านี้ มีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ให้ความสำคัญกับการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการทำผลงานวิชาการหรือการทำวิจัยในมหาวิทยาลัย และมีการสร้างมาตรฐานงานวิจัยให้เป็นที่ยอมรับ

ผลการศึกษาของ ดร. กูดอลล์ ทำให้ผมคิดถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งมีผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยผลักดัน คือ ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญและมีการกำหนดกลไกผลักดันที่เป็นรูปธรรม คือ การทำสัญญาจ้างงานชั่วคราวกับอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์บางประเภท ถ้าไม่มีผลงานวิจัยและงานวิชาการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องต้องออกไปทำงานที่อื่น ผลที่ได้รับคือ อาจารย์ในฮาร์วาร์ดต่างกระตือรือร้นทำผลงานวิชาการอย่างมาก ด้วยผลงานวิจัยที่มีจำนวนมากและถูกนำไปอ้างอิงบ่อยครั้งได้มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก 4 ปีซ้อน โดยนิตยสารไทม์ไฮเออร์

อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัย เป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งเท่านั้นในการจัดอันดับ แต่นับเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือในด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย หากมหาวิทยาลัยใดมีผลงานวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นงานวิจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในทิศทางที่ดีขึ้นด้วยแล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนั้นจะรับความเชื่อถือจากผู้คนทั่วโลก

การทำให้มหาวิทยาลัยไทยได้รับการยอมรับด้านการทำวิจัยมิใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันการผลักดันภารกิจในมหาวิทยาลัยอยู่ที่กลุ่มผู้บริหารเป็นหลัก ดังนั้น ผู้บริหารควรมีแนวทางที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทำวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยอาจกำหนดตารางการสอนและการวิจัยอย่างสมดุล เพื่อให้คณาจารย์มีเวลาทำวิจัย และอาจนำแนวทางของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาปรับใช้ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อทำผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุน

ประเด็นทิ้งท้ายที่ผมอยากฝากเป็นข้อคิดคือ มหาวิทยาลัยเอกชนต้องทำวิจัยด้วยเช่นเดียวกัน แต่ ภาครัฐควรให้การสนับสนุนในระยะเริ่มแรก แต่ในท้ายที่สุด มหาวิทยาลัยเอกชนต้องหากลไกในการผลักดันให้เกิดการทำวิจัยอย่างจริงจัง ซึ่งต้องเกิดจากการนำทิศของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *