ผู้นำที่ดีควรมีจริยธรรมและธรรมะในใจ

ผู้นำที่ดีควรมีจริยธรรมและธรรมะในใจ
Post Today – สืบเนื่องจากมูลนิธิอมตะ ได้จัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ CEO โลกพบ CEO ธรรม ระหว่าง วิกรม กรมดิษฐ์ และพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระนักเขียนหนุ่มเจ้าของนามปากกา ว.วชิรเมธี โดยมีเนื้อหาการเสวนาเกี่ยวกับผู้นำที่น่าสนใจ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้อย่างดี …
ก้าวสู่การเป็นผู้นำที่ดี

การเป็นผู้นำหรือผู้บริหารนั้นเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ผู้บริหารองค์กรจะต้องตระหนักถึงความสำเร็จด้านธุรกิจขององค์กร ควบคู่ไปกับการทำองค์กรให้เป็นเลิศทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้องค์กรเป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าและทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้บ้าง หากผู้นำสามารถทำองค์กรให้เป็นเลิศทั้งทางด้านธุรกิจและเป็นเลิศในด้านคุณธรรมแล้ว ก็จะนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก หากแต่ความยากก็คือผู้บริหารควรมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จและเป็นองค์กรที่ดีได้

ผู้นำต้องมองโลกในแง่บวกและมีจริยธรรม

วิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจและนักเขียน พูดถึงเงื่อนไขของคนที่จะเป็นซีอีโอหรือผู้นำทางโลกว่า คุณสมบัติที่สำคัญประการแรกคือ จะต้องเป็นคนที่มีมุมมอง มองโลกเป็น มองโลกให้ถูก และมองโลกในเชิงบวกก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การประสบความสำเร็จ เพราะหากเรามองโลกไม่เป็น มองโลกไม่เข้าใจ ก็จะทำให้ตัวเราเดินไม่ถูกทางหรือทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือหากมองโลกในภาพลบก็จะทำให้ไม่มีกำลังใจในการทำงาน ยากที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

ขณะที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระนักวิชาการและนักเขียน เสริมว่า เรื่องแรกที่พระพุทธเจ้าเทศน์คือ มนุษย์ต้องมีสัมมาทิฐิ คือ ต้องมองโลกให้เป็น หรือมีกระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีค่านิยมต่อโลกและชีวิตให้ถูกต้อง เปรียบเหมือนกับการเดินทาง ถ้าเราจับทิศได้ถูก ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีใด ถึงอย่างไรเราก็ไปถึงจุดมุ่งหมาย

ฉะนั้น เมื่อมีค่านิยมหรือระบบความคิดความเชื่อที่ถูกต้องแล้วก็จะสามารถเดินไปได้ถูกทาง และนอกจากจะต้องมองโลกให้เป็นแล้ว ก็ยังต้องมองให้ทะลุด้วย มองให้เห็นความจริงว่าโลกเป็นความทุกข์ แต่ถ้ามองให้เป็นสุขก็จะเป็นสุข เช่น นักธุรกิจถ้าจะทำธุรกิจก็ต้องนึกถึงผลประโยชน์เอาไว้ แต่ถ้าเป็นนักการเมืองต้องใช้คำว่าประโยชน์สุขต่อคนทั้งประเทศ เพราะถ้านักการเมืองเห็นแก่ผลประโยชน์แล้วก็จะทำให้บ้านเมืองไปไม่รอด

นอกจากการเป็นผู้นำจะต้องมองโลกให้เป็นแล้ว วิกรมกล่าวด้วยว่า คนที่จะเป็นผู้นำนั้นจะต้องมีจริยธรรม เพราะด้วยความที่คนมักจะรักตัวเองมากกว่าสังคมจึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ และเกิดความเห็นแก่ตัว ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสจึงทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองไม่ว่าจะถูกหรือไม่ถูกก็ตาม เช่น การโกง ก็เพราะไม่มีจริยธรรม นอกจากนี้ผู้นำจะต้องมีความคิดและความรับผิดชอบทั้งต่อสังคมและรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดด้วย

พระมหาวุฒิชัยให้ความเห็นอีกว่า ทุกวันนี้สิ่งที่สังคมขาดไม่ใช่คนรวยแต่เป็นการขาดจริยธรรม ซึ่งจะต้องเปลี่ยนค่านิยมที่ว่า ที่ไหนๆ ก็โกงกันทั้งนั้น ให้เป็นนิยามใหม่ว่า ในธุรกิจก็มีจริยธรรมได้ คนที่เป็นนักธุรกิจก็สามารถเป็นนักธุรกิจที่ดีได้ ซึ่งจริยธรรมไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการขององค์กร แต่จริยธรรมที่แท้จริงก็คือหิริโอตตัปปะ หรือความละอายชั่วกลัวบาป มนุษย์แต่ละคนมักจะคิดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ เป็นสื่อสารมวลชน คิดเพียงแต่จะประสบความสำเร็จในฐานะต่างๆ จนลืมไปว่าในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งเราประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นมนุษย์หรือไม่ ฉะนั้นไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในอาชีพใดก็ตามจะต้องไม่ลืมว่าในฐานะมนุษย์แล้ว ตัวเองมีจริยธรรมอะไรที่ระลึกถึงแล้วทำให้ภูมิใจบ้างหรือไม่

ผู้นำต้องใฝ่รู้และมุ่งมั่น

วิกรม กล่าวว่า คนที่เป็นผู้นำจะต้องใฝ่รู้และรู้จริงเสมอ รวมถึงจะต้องเป็นคนที่เปิดใจและรับฟังผู้อื่น อย่าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกทั้งหมด ซึ่งมีผู้นำจำนวนไม่น้อยเมื่อมีอำนาจแล้วกลายเป็นคนที่ไม่รับฟังผู้อื่นและไม่ใฝ่รู้ จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าตัวเองเก่งและไม่ใฝ่รู้เพื่อพัฒนาตัวเอง นอกจากนี้ผู้นำจะต้องมีเหตุและผลและไม่งมงาย รวมถึงต้องมีความมุ่งมั่นและต้องทำอย่างเป็นระบบโดยต้องมีความจริงจังและมีความต่อเนื่องในการทำสิ่งนั้นๆ ด้วย

พระมหาวุฒิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเกิดเป็นคนควรมุ่งมั่นไปจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่วาดไว้ เหมือนกับในเรื่องพระมหาชนกที่กล่าวว่า จะว่ายน้ำถึงฝั่งหรือไม่ถึงก็ไม่สำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ถึงที่สุดแล้วต่างหาก บางครั้งการมุ่งมั่นที่จะทำอะไรให้ถึงที่สุดนั้นสำคัญกว่าการถึงฝั่ง ซึ่งคนจำนวนมากคิดแต่จะถึงฝั่งโดยที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นให้ถึงที่สุด แล้วเมื่อมีคนอื่นไปช่วยให้ถึงฝั่งจึงไม่ได้ปลูกฝังนิสัยการทำอะไรให้ถึงที่สุด และนอกจากความมุ่งมั่นแล้วจะต้องเป็นคนที่ใฝ่ความสมบูรณ์แบบด้วย

ผู้นำต้องมีความฝันและรู้จักตัวเอง

วิกรม กล่าวว่า ผู้นำจะต้องมีความฝัน เพราะความฝันจะทำให้เกิดเข็มทิศ ข้อเปรียบเทียบ เกิดความสุข และทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะเป็นแรงผลักดันให้ทำเพื่อไปสู่ทิศทางที่อยากจะเป็น ซึ่งจะต้องควบคู่ไปกับการคิดในทางบวก ในที่นี้อาจจะเริ่มจากความฝันง่ายๆ ว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้” แต่ความฝันนั้นจะต้องตั้งอยู่บนความมีเหตุผล เป็นขั้นตอน และไม่งมงาย ซึ่งความฝันนั้นจะเป็นกำลังใจที่จะนำเราก้าวไปสู่อนาคตด้วย

นอกจากนี้ คนที่เป็นผู้นำต้องรู้ว่า Who are you และ What are you looking for เพราะหากเรารู้จักตัวเองว่าเป็นใครและต้องการอะไรก็จะทำให้ชีวิตมีคุณค่าและทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริงและถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้เราหลงลืมตัวและหลงทางไปได้

พระมหาวุฒิชัย กล่าวเสริมว่า โลกของเราหมุนไปด้วยจินตนาการและความคิด การที่มนุษย์คนหนึ่งมีความฝันก็เหมือนกับเรือที่แล่นไปอย่างมีเป้าหมาย และความฝันเป็นสิ่งที่กำหนดคุณค่าความเป็นคนของแต่ละคน ยิ่งถ้ามีความฝันใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีความหมายยิ่งใหญ่ของโลก ถ้าฝันเล็กก็จะเป็นคนที่มีความหมายเล็กของโลก และอย่าดูถูกความฝัน

“สิ่งที่สำคัญคือนอกจากการมีความฝันแล้ว ถ้าเรารู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นอะไร ก็จะทำให้เรารู้ว่าตัวเองว่าควรจะทำอะไรด้วย ซึ่งมีคนจำนวนมากที่ได้แค่จบการศึกษาแต่ไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งถ้าได้รับการศึกษาจะทำให้สามารถมองเห็นตัวเองอย่างถึงธาตุแท้ว่าตัวเองคือใคร เกิดมาทำอะไรได้บ้าง และควรจะทำอะไร ดังนั้นการรู้จักตัวเองจึงควรเป็นความรู้เรื่องแรกที่ทุกคนควรจะเรียน หรือเพียงแค่การเป็นคนที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ก็ทำให้เราเป็นนักศึกษาแล้ว” พระมหาวุฒิชัย กล่าวทิ้งท้าย

การจะเป็นผู้นำที่เก่งในด้านการบริหารและเป็นผู้นำที่ดีนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนก็สามารถจะเป็นได้ อยู่ที่ว่าได้เริ่มต้นทำแล้วหรือยัง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *