ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงกีฬา 10

ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงกีฬา 10
อย่าให้รอยยิ้มนั้นหลอกคุณได้
โดย ดีน เฟาสท์
เบื้องลึกของแคโรลีน บีเว่นส์ ประธานคณะกรรมาธิการที่ต้องการยกเครื่องแอลพีจีเอ
แม้ว่าคาโรลีน เอฟ บีเว่นส์จะเป็นสมาชิกของสนามกอล์ฟคอนเกรสชั่นแนล คันทรี่ คลับในวอชิงตันอยู่ถึง 22 ปี แต่บางช่วงเวลาในปีแรกที่เธอครองตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ ของสมาคมนักกอล์ฟอาชีพหญิง หรือแอลพีจีเอ กลับทำให้เธอดูเหมือนนักกอล์ฟธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังหลงทางอยู่ในรัฟ ไม่กี่เดือนหลังจากที่เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานผู้หญิงคนแรกของทัวร์การแข่งขันช่วงปลายปี 2005 เธอทะเลาะกับสื่อที่สั่งให้สถานีและเครือข่ายหลักหลายแห่งหยุดให้การสนับสนุนทัวร์การแข่งขันชั่วคราว มีพนักงานจำนวนมากลาออกเพราะไม่พอใจกับการทำงานแบบเผด็จการของเธอ และทำให้เกิดข้อบาดหมางกับผู้ดำเนินการจัดการแข่งขันซึ่งบางรายเป็นผู้จัดที่เก่าแก่ที่สุดของทัวร์แอลพีจีเอ ความแข็งกร้าวของเธอทำให้ผู้สังเกตการณ์ในแอลพีจีเอหลายรายสงสัยว่า อดีตผู้บริหารจาก ยูเอสเอ ทูเดย์ และนักกลยุทธ์การตลาดคนนี้จะอยู่ไปได้สักกี่น้ำกัน
แต่เธอก็อยู่รอดมาได้ บีเว่นส์ดำรงตำแหน่งมานานกว่า 25 เดือนแล้ว และสิ่งที่เธอลงแรงไปก็กำลังจะออกผล เงินรางวัลของการแข่งขันเพิ่มขึ้น 22% เป็น 54.8 ล้านเหรียญ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณเงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์กระเป๋าหนักที่ไหลทะลักเข้ามา และกลุ่มนักกอล์ฟสาวหน้าตาดีผู้มากด้วยพรสวรรค์ เช่น มอร์แกน เพรซเซล, บริททานี่ ลินซิโคมและพอลล่า ครีมเมอร์ จนทำให้จำนวนผู้ชมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างสูงนับตั้งแต่ปี 2005 โดยผู้ชมเครือข่ายโทรทัศน์เพิ่มขึ้น 14% และ 47% สำหรับช่องเคเบิ้ลทีวี เธอต้องใช้ทั้งความอดทนและอดกลั้นกับคำวิพากษ์วิจารณ์หลายๆ ครั้ง จนที่สุดก็ไม่มีใครสงสัยในความสามารถของเธอในการควบคุมการแข่งขัน “สิ่งสำคัญที่สุดคือถ้าเรายังยึดวิถีเดิมๆ เราก็จะไม่มีทางโตได้” เร อีวานส์ ล็อบบี้ยิสต์จากวอชิงตัน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของแอลพีจีเอกล่าว “เธอเป็นตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลง ฉันคิดว่า คำวิจารณ์ (ในอดีต) เหล่านั้นเป็นข่าวที่เก่าไปเสียแล้ว”
หากคุณคิดว่าการเริ่มต้นที่เหมือนลางร้ายจะทำให้บีเว่นส์ต้องคิดใหม่อีกครั้งกับการทำงานของเธอ คุณคิดผิด เพราะนายใหญ่แห่งแอลพีจีเอคนนี้ ไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เธอทำกับทัวร์การแข่งขันที่มีอายุยาวนานกว่า 58 ปีนี้เลย เธอให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า “ฉันไม่ได้เข้ามาทำงานนี้เพื่อจะรอรับรางวัลนางงามมิตรภาพหรอก” เธอมองว่า การเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้แน่ใจว่าผู้เล่นจะได้รับผลตอบแทนที่ยุติธรรมจากการที่มีแฟนๆ สนใจในการแข่งขันแอลพีจีเอมากขึ้น “มีคนจำนวนมากที่ยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาส่วนแบ่งของตัวเองไว้” บีเว่นส์กล่าว “คงจะเป็นเรื่องร้ายแรงหากเราไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ มูลค่าของแอลพีจีเอเปลี่ยนไปอย่างมาก แต่สัญญาและค่าธรรมเนียมต่างๆ กลับไม่ได้สอดคล้องตามไปด้วย”

ทัวร์การแข่งขันที่ตกทอดมาถึงมือบีเว่นส์นั้นถือว่าอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ทีเดียว นับตั้งแต่ปี 2001 รายการแข่งขันลดลงจาก 40 เหลือ 35 รายการ และความสนใจที่ได้รับจากเครือข่ายโทรทัศน์ก็มีจำกัดมาก ไม่เพียงแค่แอลพีจีเอจะไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดการแข่งขัน แต่ยังต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลาถ่ายทอดอีกด้วย แอลพีจีเอไม่สามารถแม้กระทั่งจะจ่ายค่าดูแลสุขภาพหรือจ่ายค่าแผนการเกษียณอายุให้แก่นักกีฬาของตนได้เลยด้วยซ้ำ

ที่สำคัญกว่านั้นแอลพีจีเอไม่มีอำนาจควบคุมตารางรายการแข่งขัน ทำให้แอลพีจีเออ่อนแอและอำนาจต่อรองตกไปอยู่ในมือของผู้จัดการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2006 ซีบีเอสตัดสินใจเลื่อนเวลาการแข่งขันรอบสุดท้ายของรายการแมคโดนัลด์ส แอลพีจีเอ แชมเปี้ยนชิปไปเป็นช่วงบ่ายต้นๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาออกอากาศที่ไม่น่าพอใจเลยสำหรับการแข่งขัน ขณะที่เอ็นบีซียินดีที่จะจ่าย 1.5 ล้านเหรียญเพื่อถ่ายทอดการแข่งขันในเวลาที่ดีกว่า แต่เจ้าของรายการแข่งขันกลับเลือกที่จะถ่ายทอดผ่านช่อง เดอะ กอล์ฟ แชนแนล ในราคาที่ถูกกว่ามากเพียงแค่ 300,000 เหรียญและมีจำนวนผู้ชมเพียงแค่ 1 ใน 4 ของช่องเอ็นบีซี

นับตั้งแต่วันแรก บิฟเฟ่นก้าวไปอย่างรวดเร็วเพื่อปรับโฉมหน้าของแอลพีจีเอ เธอจัดการแทนที่พนักงานที่ลาออกไปด้วยทีมที่เต็มไปด้วยนักการตลาดและเจ้าหน้าที่กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยให้เธอเจรจาต่อรองกับบรรดาสปอนเซอร์ ผู้ซื้อลิขสิทธิ์และสถานีโทรทัศน์ได้ดีขึ้น บีเว่นส์จ้าง “ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์” มาช่วยเสริมศักยภาพด้านการตลาดให้แก่นักกอล์ฟ นอกจากนี้บิฟเฟ่นยังค่อยๆ เพิ่มค่าอนุมัติในการจัดการแข่งขันจากเจ้าของรายการแข่งขันเป็น 100,000 เหรียญจากที่หลายๆ รายเคยจ่ายเพียง 10,000 เหรียญเท่านั้น แต่จำนวนเงินเพียงเท่านี้ ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายของการจัดเตรียมสนามแข่งและบริการจัดดูแลเด็กเล็กให้กับนักกีฬาในช่วงวันหยุด เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างรุนแรงจากบรรดาผู้จัดการแข่งขัน แต่นักกีฬาหลายคนสนับสนุนบีเว่นส์ “เมื่อก่อน ฉันคิดว่าผู้นำของเราต้องการเอาใจคนอื่นมากเกินไป จริงๆ แล้วเธอต้องการที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป” เวนดี้ วอร์ด พนักงานที่คร่ำหวอดกับการแข่งขันมานานกล่าว

และบีเวนส์ก็เริ่มเจรจากับสปอนเซอร์รายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มเงินรางวัลของการแข่งขัน จากโดยเฉลี่ยมีเงินรางวัล 1.4 ล้านเหรียญต่อรายการซึ่งมีมูลค่าแค่เพียง 1 ใน 4 ของเงินรางวัลในรายการแข่งขันพีจีเอทัวร์ของนักกอล์ฟชายเท่านั้น ข้อตกลงที่นับว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ การเซ็นสัญญากับจินน์ คลับส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ เพื่อสนับสนุนรายการแข่งขันรายการใหม่ที่มีเงินรางวัลถึง 2.6 ล้านเหรียญในออร์แลนโด แถมยังมีเงินจัดกิจกรรมในเมืองฮิลตันเฮด รัฐเซาท์แคโรไลนาแยกให้ต่างหากอีก 2.6 ล้านเหรียญ แต่เหมือนบีเว่นส์รนหาเรื่องเมื่อเธอให้จัดกิจกรรมของจินน์ในเมืองฮิลตันเฮดช่วงอาทิตย์เดียวกับรายการแข่งขันนอกเมืองแอตแลนติกซิตี้ที่อยู่มานานซึ่งมีเงินรางวัล 1.5 ล้านเหรียญอย่าง ชอปไรท์ แอลพีจีเอ คลาสสิค อย่างไรก็ตามบีเว่นส์ยื่นข้อเสนอให้แลร์รี่ แฮร์ริสัน ผู้จัดการการแข่งขันชอปไรท์เลือกจัดการแข่งขันใหม่ได้ 8 วัน แต่แฮร์ริสันให้สัมภาษณ์ว่า เธอต่อรองที่แย่มาก เพราะช่วงเวลาที่เธอเสนอให้เขาเลือกนั้น เป็นวันที่เธอรู้อยู่แล้วว่าไม่มีประโยชน์เช่นช่วงวันหยุด 4 กรกฎาคมหรือวันชาติสหรัฐฯ แฮร์ริสันบอกปัดที่จะให้ความเห็นเรื่องนี้ แต่เขาได้ปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้านบีเว่นส์ในกลุ่มผู้จัดการแข่งขันด้วยกัน แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแถมยังทำให้บีเว่นส์แข็งแกร่งขึ้นไปอีก “ผมคิดว่าพวกแฮร์ริสันคงหวังจะให้เจ้าของ (การแข่งขัน) รายอื่นๆ ลุกฮือขึ้นมา แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำเพราะทุกคนกลัวเกินไป” อดีตเจ้าหน้าที่การแข่งขันชอปไรท์กล่าว

แต่กระนั้นก็ยังมีหนทางอีกยาวไกลที่บีเว่นส์จะต้องก้าวไป เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองกับเครือข่ายโทรทัศน์ เธอเตะถ่วงการต่อสัญญากับรายการแข่งขันเพื่อให้ทุกรายเจรจาพร้อมๆ กันในปี 2009 เธอพยายามจะปรับให้รายการแข่งขันมีความคล้ายคลึงกับพีจีเอทัวร์มากขึ้น และสามารถจัดการแข่งขันรายการใหญ่บนสนามกอล์ฟที่มีประวัติอันยาวนาน เธอคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะสร้างกระแสให้กับการแข่งขันเหล่านั้น ที่สำคัญที่สุดเธอคงจะไม่พอใจจนกว่าแอลพีจีเอจะได้เป็นเจ้าของและดำเนินการจัดการแข่งขันเองเช่นเดียวกับที่พีจีเอมีเช่นรายการ เดอะ เพลเยอร์ส แชมเปี้ยนชิปและเดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิป

กว่าจะถึงวันนั้น เธอก็มีอำนาจในการจัดแข่งขันทัวร์สุดท้ายของปีอย่าง เอดีที แชมเปี้ยนชิปที่จัดขึ้นกลางเดือนพฤศจิกายนที่เวสต์ ปาล์ม บีช รายการนี้ผู้ชนะจะได้รับเงินถึง 2 ใน 3 ของเงินรางวัลมูลค่า 1.55 ล้านเหรียญ (โดยปรกติผู้ชนะมักจะได้รับส่วนแบ่งแค่ 15% ของเงินรางวัล) การจ่ายเงินรางวัลที่ไม่สมส่วนนี้ ทำให้นักกอล์ฟที่แข่งขันมานานหลายคนไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจเสียงบ่นเหล่านั้นเท่าไรนัก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมแคโรลีน บีเว่นส์คงจะไม่ได้รับรางวัลนางงามมิตรภาพเร็วๆ นี้แน่นอน

ร่วมกับพอลล่า เลห์แมนในนิวยอร์ก

ครอบครัวร้าวฉานบั่นทอนแบรนด์แนสคาร์
กุมภาพันธ์ 2001: เดล เอิร์นฮาร์ดท์ ดาวเด่นของแนสคาร์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในระหว่างการแข่งขันรถเดย์โทน่า 500 จากนั้น เทเรซ่า ภรรยาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของเดล จูเนียร์ เข้ารับตำแหน่งซีอีโอของเดล เอิร์นฮาร์ดท์ อิงค์ (ดีอีไอ) บริษัทที่เธอและเอิร์นฮาร์ดท์ร่วมกันก่อตั้งในปี 1980
มิถุนายน 2003: เดล จูเนียร์ ปฏิเสธข้อเสนอตลอดชีพของดีอีไอในระหว่างการเจรจาเรื่องสัญญา เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคงจะ “สงสัยไปตลอดว่า จะรู้สึกอย่างไรถ้าได้ขับรถให้คนอื่น”
ปลายปี 2005: ในช่วงปิดฤดูกาลแข่งขัน ภายใต้บังเหียนของเทเรซ่ามีการตัดสินใจให้สลับหัวหน้าทีมงานและรถของเดล จูเนียร์ กับของไมเคิล วอลทริป ผลก็คือจูเนียร์ต้องพ่ายแพ้ในฤดูกาล
ธันวาคม 2006-มกราคม 2007: เดล จูเนียร์และแม่เลี้ยงเกิดมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันในเดือนธันวาคม เทเรซ่าให้สัมภาษณ์กับ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ว่า “ (เดล จูเนียร์) ต้องตัดสินใจว่า เขาจะเป็นนักแข่งรถแนสคาร์ หรือ…เป็นคนของสาธารณชน” ความเห็นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เดล จูเนียร์ทำตำแหน่งในการแข่งขันดีขึ้น 14 อันดับในฤดูกาลแข่งขันปี 2006 หนึ่งเดือนหลังจากนั้น เดล จูเนียร์กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเทเรซ่าว่า “มันเป็นสีดำกับขาว เข้มงวด วุ่นวาย…และมันไม่ใช่ชีวิตที่สบายเลย”
กุมภาพันธ์ 2007: เคลลี่ พี่สาวของ เดล จูเนียร์ เป็นตัวแทนในการเจรจาเรื่องสัญญากับแม็กซ์ ซีเจล ผู้บริหารค่ายเพลงที่เทเรซ่าแต่งตั้งให้เป็นประธานฝ่ายการดำเนินงานระดับสากลแห่งดีอีไอ โดยเทเรซ่าลดบทบาทของเธอเองในการเจรจาลง หลังจากนั้นไม่นาน เดล จูเนียร์กล่าวกับนักข่าวว่า เขาต้องการหุ้นส่วนใหญ่ของดีอีไอก่อนที่เขาจะเจรจาต่อรองอีกครั้ง
พฤษภาคม 2007: เดล จูเนียร์ประกาศว่า เขาจะออกจากดีอีไอ นอกจากชัยชนะของจูเนียร์แล้ว ทั้งทีมก็ไม่ชนะการแข่งขันเลยใน 3 ฤดูกาล ฟอร์บส์ ตีมูลค่าบริษัทไว้ที่ 57 ล้านเหรียญแต่กล่าวว่า หากจูเนียร์ออกไปจริงๆ มูลค่านี้จะหล่นวูบเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
มิถุนายน 2007: เดล จูเนียร์ประกาศว่า เขาจะขับให้กับเฮนดริค มอเตอร์สปอร์ตส์ อิงค์
สิงหาคม 2007: ดีอีไอกล่าวว่า จะเก็บรถเบอร์ 8 ซึ่งเป็นรถประจำตัวของเดลล์ จูเนียร์เอาไว้ จูเนียร์กล่าวถึงการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “น่าผิดหวังชะมัด” เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ซีเจลพยายามต่อรองแล้วแต่เทเรซ่าไม่เอาด้วย
กันยายน 2007: ดีอีไอประกาศว่า เมื่อฤดูกาลแข่งขันแนสคาร์ 2008 เริ่มขึ้น มาร์ค มาร์ตินและเรแกน สมิธจะแบ่งหน้าที่ขับรถเบอร์ 8 ในขณะที่เดล จูเนียร์ประกาศว่า เขาจะขับรถเบอร์ 88 ซึ่งมีเครื่องดื่มให้พลังงาน เมาเท่น ดิว แอมป์ โดยเป๊ปซี่ โคและเนชั่นแนล การ์ดเป็นสปอนเซอร์
โดย พอลล่า เลห์แมน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *