ผลของการสมรส

ผลของการสมรส 

การสมรสซึ่งมีผลสมบูรณ์นั้นย่อมทำให้ชายและหญิงมีฐานะเป็นสามีภริยากัน  ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

1.  การสมรสเป็นโมฆียะ

                    การสมรสซึ่งมีผลเป็นโมฆียะนั้น มีผลสมบูรณ์จนกว่าจะได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้เพิกถอน ดังนั้นในระหว่างที่ศาลยังมิได้เพิกถอน ย่อมก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในด้านต่างๆเช่นเดียวกับการสมรสที่สมบูรณ์ทุกๆประการ และเมื่อศาลได้เพิกถอนการสมรสแล้วกฎหมายให้บทบัญญัติว่าด้วยผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับโดยอนุโลม

                    การสมรสซึ่งมีผลเป็นโมฆียะอาจมีสาเหตุดังต่อไปนี้

-การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขเกี่ยวเรื่องอายุ

-การสมรสที่เกิดจากการสำคัญผิดตัวคู่สมรส

-การสมรสที่เกิดจากกลฉ้อฉล

-การสมรสที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่

-การสมรของผู้เยาว์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม

ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอน แยกพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

4.1 ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนเงื่อนไขในเรื่องอายุของคู่สมรส ผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีความหมายรวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครองของชายหญิงคู่สมรส แต่ในกรณีบิดามารดานั้น ถ้าหากเป็นผู้ให้ความยินยอมเองด้วยแล้ว กฎหมายก็ห้ามร้องขอต่อศาล ต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนก่อนที่ชายหญิงจะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ หรือก่อนที่หญิงมีครรภ์

4.2 ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะขาดความยินยอมของบิดามารดาหรือ ผู้ปกครองแล้ว ผู้มีสิทธิร้องขอก็คือบิดามารดาหรือผู้ปกครองเท่านั้น

4.3 ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉล ผู้มีสิทธิร้องขอคือคู่สมรสฝ่ายที่ถูกหลอกเท่านั้น ขอให้ศาลเพิกถอน คือ ภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงกลฉ้อฉลแต่ต้องไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันทำการสมรส

4.4 ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะการข่มขู่ ผู้มีสิทธิร้องขอก็คือคู่สมรสฝ่ายที่ถูกข่มขู่เท่านั้น โดยต้องร้องขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่พ้นจากการถูก

4.5 ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะสำคัญผิดตัว ผู้มีสิทธิร้องขอก็คือคู่สมรสฝ่ายที่สำคัญผิดเท่านั้นขอให้ศาลเพิกถอน คือ ภายใน 90 วันนับแต่วันทำการสมรส

4.6.การสมรสที่ชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

2.  การสมรสเป็นโมฆะ

เกิดขึ้นได้โดยการสมรสนั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการสมรส ได้แก่

1.  การสมรสที่ชายหญิงเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงต่อกัน หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดา มารดา หรือร่วมแต่บิดา หรือมารดา

2.  การสมรสซ้อน

การสมรสซึ่งมีผลเป็นโมฆะนั้นกรณีทั่วไปจะสิ้นสุดเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะ ส่วนการสมรสซ้อนนั้นสิ้นสุดลงเมื่อผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดกล่าวอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้

ผลของการสมรสที่เป็นโมฆะ

            การสมรสที่เป็นโมฆะนั้นก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในด้านส่วนตัว กล่าวคือ ชายหญิงนั้นมีฐานะเป็นสามีภริยาต่อกัน จึงมีหน้าอุปการะเลี้ยงดู อยู่กินฉันท์สามีภริยา ส่วนความสัมพันธ์ในด้านทรัพย์สิน(สินสมรส)นั้นไม่เกิดขึ้น(ม.1498) กล่าวคือ ฝ่ายใดได้ทรัพย์สินมาโดยลำพังก็เป็นทรัพย์สินของฝ่ายนั้น แต่หากทำมาหาได้ร่วมกันก็มีฐานะเป็นเจ้าของร่วมกัน (กรรมสิทธิ์รวม) 

          สำหรับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆเช่น ความเป็นทายาทโดยธรรม สิทธิการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูการสมรสที่ตกเป็นโมฆะเพราะเหตุอื่นนอกจากเหตุสมรสซ้อน ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตไม่เสื่อมสิทธิที่ได้มาก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้เป็นโมฆะ (ม.1499 ว.1)

ส่วนการสมรสที่เป็นโมฆะเพราะเหตุสมรสซ้อนนั้น ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตไม่เสื่อมสิทธิที่ได้มาก่อนที่รู้เหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ยกเว้นแต่สิทธิในการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งแม้ว่าจะสุจริตก็ไม่เกิดฐานะความเป็นทายาท(ม.1499 ว.2)

ผลของการสมรส ด้านส่วนตัว ด้านทรัพย์สิน การเป็นทายาท
สมบูรณ์ ü ü ü
โมฆียะ ü ü ü
โมฆะ ü × ×ü

 


การสิ้นสุดการสมรส

  1. เมื่อถึงแก่ความตาย
  2. เมื่อตกลงหย่า
  3. เมื่อมีการฟ้องหย่า
  4. เมื่อมีการศาลพิพากษาเพิกถอน
  5. เมื่อมีการกล่าวอ้างหรือศาลได้พิพากษา

การสิ้นสุดด้วยการหย่า

  1.  การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย

การหย่าโดยความยินยอมทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย ๒ คน โดยการหย่าจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำการจดทะเบียนหย่า

การหย่าโดยความยินยอม สามีภริยาต้องทำความตกลง เป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด และไว้ในสัญญาหย่าว่าสามีภริยาทั้งสองฝ่ายหรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะ ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

  1.  การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

ฟ้องขอหย่าโดยอ้างเหตุหย่าเหตุใดเหตุหนึ่งหรือหลายเหตุ(มาตรา 1516) ดังต่อไปนี้

(1) สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความ ผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่าย ที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
 อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่น ประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้(ทิ้งร้างการที่ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่ง แต่หากไม่เป็นการจงใจ เช่น ต้องติดราชการทหารไปชายแดน เช่นนี้ไม่ถือเป็นการทิ้งร้าง)
             (4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
             (4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

อนึ่งสิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว

 

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *