ปีใหม่ใจสงบ

ปีใหม่ใจสงบ
พระไพศาล วิสาโล

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาผู้คนทั่วทั้งโลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่เว้นแม้แต่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งในปัจจุบันผู้คนมีอายุคาดเฉลี่ยมากกว่าของชาวอเมริกันเมื่อต้นศตวรรษที่แล้วถึง 11 ปี หากมองในแง่เศรษฐกิจก็จะยิ่งเห็นชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น มาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น และมีความเป็นอยู่สะดวกสบายมากขึ้น จนน่าจะเป็นที่อิจฉาของราชาหรือเศรษฐีเมื่อศตวรรณก่อนด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าทั้งๆ ที่ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในแทบทุกด้าน แต่ความสุขกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา รายได้ของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่สัดส่วนของคนอเมริกันที่บอกว่า “มีความสุข” ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นเลย ในยุโรปและญี่ปุ่นความสุขของผู้คนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือ โรคจิต โรคประสาท และการฆ่าตัวตาย

หากโรคจิต โรคประสาทและการฆ่าตัวตายเป็นเครื่องชี้วัดถึงความทุกข์ของผู้คน ก็สามารถกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ผู้คนมีความทุกข์มากขึ้น ข้อนี้รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งแม้รายได้ของผู้คนจะมากขึ้น แต่ความเครียดก็สูงขึ้นตามมาด้วย จนกลายเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาไปเสียแล้ว การวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าตามโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศมีการสั่งยาคลายเครียดหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทถึง 1 ใน 4 ของใบสั่งยาทั้งหมด

มีสาเหตุมากมายที่ทำให้คนเรามีความสุขน้อยลงทั้งๆ ที่มีทรัพย์สมบัติและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็เพราะผู้คนเชื่อว่าความสุขนั้นเกิดจากวัตถุ ยิ่งมีวัตถุ สิ่งเสพ หรือเงินทองมากเท่าไร ก็มีความสุขมากเท่านั้น เคยมีการสอบถามชาวอเมริกันว่า “เงินจำนวนเท่าใดถึงจะทำให้คุณมีความสุข” มากกว่าครึ่งตอบว่า “มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้” ถ้าถามคนไทยโดยเฉพาะในเมือง ก็คงได้คำตอบคล้ายกัน แต่มีใครบ้างที่จะเฉลียวใจถามตัวเองว่าทุกวันนี้ทั้งๆ ที่ตนมีเงินมากกว่าเมื่อหลายปีก่อน แต่มีความสุขมากกว่าเดิมหรือไม่ และถึงจะมีความสุขมากขึ้นก็ไม่เคยพอใจเสียที

ไม่ว่าจะหาทรัพย์มาได้มากเท่าไร ปรนเปรอตนด้วยสิ่งเสพมากเท่าไร ก็ไม่มีวันรู้สึกเต็มอิ่มหรือพึงพอใจกับชีวิตเสียที ตรงกันข้ามทรัพย์ที่หามาได้ ยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งทุกข์ นั่นเป็นเพราะเขามองข้ามความสุขอีกประเภทหนึ่งที่ลึกซึ้งและประณีตกว่า คือความสุขจากความสงบ ความสุขจากความสงบนั้นเริ่มต้นด้วยการหยุดแส่ส่ายดิ้นรน จิตไม่ถูกครอบงำด้วยความอยากหรือความเห็นแก่ตัว เมื่อกายนิ่ง จิตหยุดแส่ส่าย สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสุขจากสมาธิ แต่เหนือกว่านั้นคือความสุขจากปัญญา ซึ่งช่วยให้จิตรู้จักปลดเปลื้องความทุกข์ และสามารถดำรงความสงบนิ่งได้แม้อยู่ท่ามกลางผู้คน

ชีวิตเราสามารถเป็นสุขอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนได้ แต่เราได้สูญเสียโอกาสนั้นไป ความสุขกลายเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อม ก็เพราะความยึดติดถือมั่นในใจ ความพลัดพรากกลายเป็นความทุกข์ก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยวางสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้ว ความยึดติดในทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ และคนรักทำให้เรายอมรับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมดาของโลกไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีรากเหง้ามาจากความยึดติดในตัวตนที่คิดว่ามีอยู่จริง

แม้จะยังปล่อยวางจากความยึดติดในตัวตนไม่ได้เต็มที่ แต่การเห็นโทษของความยึดติดและตระหนักถึงอุบายของตัวตนที่คอยชักนำให้เราไล่ล่ากวาดต้อนสิ่งต่างๆ ให้มาเป็นของมัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปลดปล่อยชีวิตสู่ความสุขและอิสรภาพ สัมพันธภาพกับผู้คนและธรรมชาติจะเป็นไปอย่างราบรื่นกลมกลืน แม้จะแตกต่างกันในทางความคิด สถานะ เชื้อชาติ ศาสนาและภาษา มนุษย์เราก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แต่หากไม่รู้เท่าทันอุบายของตัวตนแล้ว มันก็สามารถเอาความแตกต่างเหล่านั้นมาเป็นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทและทำร้ายกันได้ แม้กระทั่งการทำสงครามในนามศาสนาก็มิใช่เรื่องยาก

แต่ในยุคนี้ทุกอย่างถูกเน้นให้เราเกิดความสำคัญมั่นหมายใน “ตัวกู ของกู” อย่างฝังหัว ความคิดแบบปัจเจกนิยมยิ่งเน้น “ตัวกู” ให้มากขึ้น คิดถึงความต้องการของ “ตัวกู” อยู่ตลอดเวลา แทนที่จะนึกไปถึงคนอื่นหรือสิ่งอื่น เช่น ครอบครัว ชุมชน ศาสนา ยิ่งบริโภคนิยมด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คิดถึงความสุขของตัวเองตลอดเวลา การเสพสุขกลายเป็นเรื่องเฉพาะตัว เช่น กินคนเดียว ฟังเพลงคนเดียว ดูดีวีดีคนเดียว

สังคมที่เน้นตัวเองเช่นนี้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเพียงใด ชีวิตจะสะดวกสบายเพียงใด ก็ยังมีความทุกข์อยู่นั่นเองซ้ำจะมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาอันเนื่องมาจากช่องว่างทางเศรษฐกิจซึ่งกำลังถ่างกว้างขึ้น อันนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ความไร้สวัสดิภาพในชีวิต รวมทั้งการทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อสนองความสะดวกสบายอย่างไม่รู้จักพอ

ตราบใดที่มาตรฐานชีวิตวัดจากปริมาณทรัพย์สินที่มี แต่ไม่สนใจการลดละความยึดถือตัวตนความสุขก็จะน้อยลง ความทุกข์กลับจะเพิ่มขึ้น จนแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รถติด หรือหาที่จอดรถไม่ได้ ก็ทำให้หัวเสียไปทั้งวัน

ความสุขมิได้อยู่ไกลตัว หากอยู่ในจิตใจของเรานี้เอง ถ้าจะแสวงหาความสุข ก็ไม่ต้องไปไกล เพียงแต่กลับมาที่ตัวเรา และดูแลรักษาจิตใจให้ดี เมื่อจิตสงบ ความสุขก็ปรากฎ เมื่อใจหยุดปรุงแต่ง ความสดใสก็บังเกิด เมื่อรู้เท่าทันความเป็นจริงของชีวิต ความทุกข์ก็มาครอบงำไม่ได้

คนเราไม่ได้มีแต่ความเห็นแก่ตัวเท่านั้น ลึกลงไปในจิตใจเรายังมีความเห็นอกเห็นใจและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในสิ่งดีงาม อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งหมดนี้เรียกรวม ๆ กันว่า คุณธรรม ธรรมชาติส่วนนี้เองที่ทำให้เรามีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น หรือสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่ส่วนรวม แม้ตนเองจะลำบากหรือสูญสียทรัพย์ การที่เราภูมิใจเมื่อได้ทำความดี แม้ไม่ได้รางวัลหรือคำสรรเสริญ ก็เพราะเรามีความใฝ่ดีอยู่ในจิตใจด้วยกันทั้งนั้น ธรรมชาติส่วนนี้ทำให้เราสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงทรัพย์ ยศ อำนาจ เป็นความสุขทางใจที่ประณีตและลึกซึ้งกว่าความสุขจากสิ่งเสพสิ่งบริโภค

นอกจากคุณธรรมหรือความใฝ่ดีแล้ว ลึกลงไปในใจของเรายังมีธรรมชาติอีกอย่างที่ลึกซึ้งยิ่ง ได้แก่ สภาวะที่เป็นอิสระ ปลอดโปร่งผ่องใส เป็นสภาวะที่เส้นแบ่งระหว่าง “ฉัน” กับ “ ผู้อื่น” หมดไป เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง จิตอยู่เหนือการแบ่งเป็นขั้วหรือมองโลกเป็นคู่ตรงข้าม ไม่ว่า ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ ได้-เสีย เกิด-ตาย ดังนั้นจึงไม่หวั่นไหวกับความผันผวนปรวนแปรหรือความพลัดพรากสูญเสีย เป็นสภาวะที่อยู่เหนือโลกธรรม ไม่ว่าการได้หรือเสื่อมจากลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สภาวะดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า “ โลกุตตระ” สภาวะดังกล่าวเป็นธรรมชาติส่วนที่ลึกซึ้งที่สุด ซี่งมนุษย์ทุกคนสามารถประจักษ์ได้ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ อริยโลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ประจำตัวของทุกคน”

กล่าวอีกนัยหนึ่งความสุขและอิสระภาพที่แท้จริงนั้นมีอยู่แล้วในใจเรา เป็นดังสมบัติล้ำค่าที่ยังอยู่กับเรา สภาวะดังกล่าวเราจะเข้าถึงได้ต่อเมื่อหันกลับมาสู่วิถีทางการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ อันได้แก่การกระทำที่ถูกต้องดีงาม (ศีล) การฝึกจิตให้มีความสงบและตื่นรู้ (สมาธิ) และความตระหนักชัดในสัจธรรม (ปัญญา) คือวิถีสู่ความสุขที่แท้ นับเป็นความสุขที่ประเสริฐสุด เพราะ “ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ” พุทธภาษิตดังกล่าวเป็นสัจธรรมอันสากลที่เหนือยุคสมัย หากไร้ซึ่งความสงบใจเสียแล้ว เราย่อมไม่อาจมีความสุขที่แท้ได้เลย แม้จะมีเงินมหาศาลหรืออำนาจล้นฟ้าก็ตาม

ปีใหม่นี้ หากจะหวังสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต ก็ควรหวังว่าขอให้ชีวิตนี้ ได้เข้าถึงความสุขจากความสงบ ไม่ว่าจะประสบกับความผันผวนปรวนแปรใดๆ ก็ขอให้มีกำลังใจในการนำพาชีวิตให้ดำเนินบนหนทางอันประเสริฐทั้งโดยศีล สมาธิ และปัญญา สามารถยกใจให้เป็นอิสระจากความทุกข์โศกและความโกรธเกลียด อยู่เหนือความพลัดพรากสูญเสียใดๆ เพราะรู้เท่าทันความไม่เที่ยงอันเป็นธรรมดาโลก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *