ปีเตอร์ ดรักเกอร์ จากมุมมองของ (อดีต) เด็กเลี้ยงควาย

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ จากมุมมองของ (อดีต) เด็กเลี้ยงควาย
บทความ โดย ไสว บุญมา อดีตนักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3753 (2953)
คงไม่สายเกินไปที่จะเขียนถึง ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาด้วยอายุเกือบ 96 ปีเพราะผมเชื่อว่าอีก 20 ปีก็ยังจะมีคนกล่าวถึงและยกย่องท่านว่าเป็นเสมือนบิดาแห่งวิชาบริหารจัดการ
อาจารย์ดรักเกอร์เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่ก่อนผมเกิด ตำราเล่มที่โด่งดังที่สุดของท่านชื่อ The Practice of Management พิมพ์เมื่อปี 2497 ตรงกับตอนที่ผมยังเป็นเด็กเลี้ยงควายอยู่ตามชายทุ่งอำเภอบ้านนาซึ่ง ณ วันนี้ไม่มีควายให้เด็กเลี้ยงอีกแล้ว เพราะชาวนาที่นั่นทันสมัยจึงใช้รถไถนากันหมด เมื่ออาจารย์ไปรับตำแหน่งที่บัณฑิตวิทยาลัยแคลร์ มอนต์ (Claremont Graduate University ในปัจจุบัน) ในปี 2514 ผมกำลังเรียนอยู่นั่นพอดี จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับแนวคิดของท่านบ้าง แม้ท่านจะสอนวิชาบริหารจัดการแต่ผมเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ก็ตาม
นักบริหารจัดการของไทยหลายคนได้เรียนกับท่านโดยตรง และอีกจำนวนมากคงได้อ่านตำราหรือไม่ก็ได้ศึกษาแนวคิดของท่าน ในระหว่างที่เรียนวิชาบริหารจัดการอยู่ในสถาบันอื่น อย่างไรก็ตามเนื่องจากอาจารย์มีผลงานมากมายและได้เขียนตำราไว้ถึง 38 เล่ม ผู้ที่อ้างว่าเข้าใจในแนวคิดของท่านอาจเป็นเพียงตาบอดคลำช้าง ผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย ฉะนั้นสิ่งที่จะกล่าวถึงจึงเป็นเพียงแนวคิดบางส่วนของอาจารย์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากศึกษาแก่นความคิดของท่าน อาจไปอ่าน The Daily Drucker : 366 Days of Insight and Motivation for Getting the Right Things Done (HarperCollins, 2004) หรือ The Essential Drucker : The Best of Sixty Years of Peter Druckers Essential Writings on Management (HarperCollins, 2003)
ผมติดตามเรื่องราวของอาจารย์ดรักเกอร์เพียงห่างๆ หลังจากเรียนจบ เรื่องของท่านมาสะดุดตาผมอีกครั้งเมื่อราวสองปีก่อน ซึ่งเป็นตอนที่ผมอ่านหนังสือเรื่อง คิดใหม่เพื่ออนาคต (Rethinking the Future) เพราะผู้แปลนำคำปราศรัยของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาพิมพ์ไว้ด้วย คำปราศรัยนั้นวิจารณ์หนังสือของอาจารย์ดรักเกอร์อีกเล่มหนึ่งชื่อ Managing in a Time of Great Change (Butterworth-Heinemann, 1995) ปัจจัยที่ทำให้ผมรู้สึกสะดุดตาได้แก่ คำพูดของ ดร.สมคิดที่ว่า “ดรักเกอร์บอกว่า ทฤษฎีจะใช้ได้นั้นก็ต่อเมื่อสมมติฐานทั้งหมด…จะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง…แต่ถ้าวิเคราะห์ผิด สมมติฐานผิด คุณก็เจ๊งได้เหมือนกัน”
ผมไม่แปลกใจที่อาจารย์ดรักเกอร์ให้ความสำคัญต่อการตั้งสมมติฐานที่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเรื่องนี้เป็นสัจธรรมของการทำกิจทุกอย่าง แม้กระทั่งเด็กเลี้ยงควายตามชายทุ่งยังถือปฏิบัติ พวกเด็กเลี้ยงควายเข้าใจดีว่าถ้าการกระทำของพวกเขาตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ผิดพวกเขาอาจประสบอุบัติเหตุถึงชีวิตได้ ตัวอย่างง่ายๆ ได้แก่ในช่วงที่ผมเลี้ยงควายอยู่ตามชายทุ่งนั้น กิจกรรมสำคัญยิ่งของเด็กเลี้ยงควายได้แก่ การนำควายไปลงน้ำตามคลอง ผลพลอยได้ของการนำควายไปลงน้ำสำหรับผมและเพื่อนๆ คือ พวกเรามีโอกาสเล่นน้ำด้วย ยิ่งตรงไหนมีต้นไม้ใกล้ฝั่งซึ่งมีกิ่งยื่นออกไปเหนือน้ำด้วยแล้ว พวกเราจะยิ่งสนุกสนานกันเป็นพิเศษ เพราะเราจะพากันปีนต้นไม้แล้วกระโดดลงไปทำให้เกิดเสียงดังสนั่น แน่ละ การกระทำเช่นนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ตรงใต้ผิวน้ำที่เรากระโดดลงไปจะไม่มีกิ่งไม้หรือของแข็งๆ จมอยู่ สมมติฐานของพวกเราไม่เคยผิดจากความจริง เพราะพวกเราทุกคนรอดมาได้ ต่างกับเด็กตามชานเมืองบางคน ซึ่งสื่อรายงานว่าต้องเสียชีวิตจากการกระโดดลงไปในคลอง แล้วถูกไม้เสียบ นั่นเป็นผลของการตั้งสมมติฐานผิด
แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าเพราะอะไรสังคมไทยจึงมักไม่ตระหนักในสัจธรรม ซึ่งเด็กเลี้ยงควายยังเข้าใจดี ตัวอย่างของการตั้งสมมติฐานไม่ตรงกับความเป็นจริงซึ่งกำลังสร้างปัญหาใหญ่หลวงที่สุดให้แก่สังคมไทยอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตั้งสมมติฐานว่าคนไทยจะให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต่อความสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะถ้าคนไทย ให้ความสำคัญต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยจริงแล้ว พวกเขาคงไม่เทคะแนนอย่างท่วมท้น ให้พรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรีผู้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งแสดงออกมาอย่างแจ้งชัดในคำพูด “ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งสำคัญ…ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือที่จะบรรลุเป้าหมาย”
ผู้ที่เทคะแนนให้พรรคไทยรักไทยอาจอ้างว่านายกรัฐมนตรีมิได้ชี้ชัดออกมาว่า “เป้าหมาย” ในคำพูดนั้นคืออะไร จึงตั้งสมมติฐานว่านายกฯ คงหมายถึงผลประโยชน์ของสังคมไทยโดยรวม แต่นั่นเป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิดถนัดเพราะถ้าหาก “เป้าหมาย” ในการเข้ามาทำงานการเมืองของนายกฯ และพวกพ้องคือผลประโยชน์ของสังคมไทยโดยรวมจริงๆ แล้ว ผู้อยู่ในรัฐบาลและญาติมิตรคงจะไม่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างความร่ำรวยกันอย่างแพร่หลาย ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้น
อาจารย์ดรักเกอร์มักสร้างความฉงนให้นักธุรกิจที่ไปขอคำปรึกษาเพราะพวกเขาหวังว่า จะได้คำแนะนำสำหรับใช้ในการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ และความร่ำรวยให้ตัวเอง แต่แทนที่อาจารย์จะให้คำแนะนำ กลับย้อนถามพวกเขาด้วยคำถามสารพัด คำถามหนึ่งซึ่งชี้ให้เห็นแก่นแนวคิดของท่านมักเป็นในทำนอง “คุณมีอะไรจะให้แก่ลูกค้า และสังคม ?” คำถามนั้นมักนำไปสู่การเปลี่ยนแนวคิดของผู้ไปขอคำปรึกษา จากการมุ่งเอาตนเอง และกำไรของบริษัทเป็นศูนย์กลางไปเป็นการให้บริการแก่ลูกค้าและสังคม การเปลี่ยนแนวคิดทำให้ธุรกิจ ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม จากมุมมองของแนวคิดนี้เราพอสรุปได้ง่ายๆ ว่าปัจจัยที่ทำให้รัฐบาล ประสบปัญหาร้ายแรงทางการเมืองอยู่ในขณะนี้คือ นักการเมืองส่วนใหญ่เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อหวังจะ “เอา” แทนที่จะ “ให้”
อาจารย์ดรักเกอร์ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีในช่วงที่พรรคนาซีของฮิตเลอร์เรืองอำนาจ ท่านได้เห็นความชั่วร้าย ของระบอบเผด็จการอย่างใกล้ชิด ฉะนั้น ท่านจึงเน้นนักเน้นหนา เรื่องความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และการสร้างสถาบันให้มีทั้งความเป็นอิสระ และประสิทธิภาพสูงเพื่อจรรโลงการปกครองตามระบอบนั้น
จากมุมมองนี้เราเข้าใจได้ทันทีว่าการปกครองของไทยต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ในขณะนี้ทั้งที่มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ก็เพราะนายกรัฐมนตรีไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ยังผลให้รัฐบาลพยายามแทรกแซงบรรดาสถาบันอิสระ แน่ละ การขาดประสิทธิภาพของสถาบันอิสระเอื้อให้รัฐบาลบรรลุ “เป้าหมาย” ได้ง่ายขึ้นหาก “เป้าหมาย” นั้นคือการสร้างความร่ำรวยให้คนในรัฐบาลและญาติมิตร
เราพอทราบกันแล้ว่าการตั้งสมมติฐานที่ไม่ตรงความเป็นจริงของรัฐบาลสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมากมาย ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ได้แก่ การตั้งสมมติฐานว่าปัญหาภาคใต้เป็นการกระทำของ “โจรกระจอก” ในอนาคตอันใกล้จะมีการตั้งสมมติฐาน เกี่ยวกับโครงการปัจจัยพื้นฐานขนาดยักษ์ โครงการเหล่านี้อาจมีผลตอบแทนต่ำ หรืออาจเกิดความเสียหายในระดับ “เจ๊ง” เช่นเดียวกับโครงการ Elite Card หากรัฐบาลยังเลือกตั้งสมมติฐาน ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงต่อไป
ไม่เฉพาะการตั้งสมมติฐานไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่านั้นที่รัฐบาลนี้ใช้วิธีการสวนทางกับแนวคิดของอาจารย์ดรักเกอร์ ยังมีอีก 3 ด้าน ซึ่งผมนึกออกทันที ด้านแรก อาจารย์ดรักเกอร์เสนอให้ผู้ทำกิจต่างๆ เน้น “เนื้อหา” (substance) มากกว่า “รูปแบบ” (style) แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลนี้ใช้การตลาดนำหน้า นั่นคือ โหมโฆษณาความดีงามและความสำเร็จของนโยบาย และมาตรการต่างๆ เกินความเป็นจริงบ้าง บิดเบือนความเป็นจริงบ้าง ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ได้แก่ โครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลโฆษณาว่าได้รับความสำเร็จสูงยิ่งเพราะผู้กู้นำเงินมาชำระคืนเกือบ 100% นั่นเป็นวิธีการประเมินที่ผิดหลักวิชา อย่างร้ายแรง เพราะรัฐบาลไม่สนใจที่จะขุดให้ลึกลงไปว่า ผู้กู้นำเงินไปทำอะไรและได้ผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน การศึกษาเชิงลึกเริ่มพบแล้วว่าชาวบ้านจำนวนมากนำเงินกู้ไปใช้เพื่อการบริโภคบ้าง และเพื่อลงทุนแล้ว ประสบความล้มเหลวบ้าง เมื่อถึงกำหนดชำระคืนก็ไปกู้เงินนอกระบบชั่วคราว หรือที่เรียกกันว่า “เช่าเงิน” มาชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านเพื่อจะขอกู้ในรอบต่อไปได้อีก
ด้านที่สอง อาจารย์ดรักเกอร์บอกให้ผู้ทำธุรกิจระวังเรื่องการแต่งตั้งคนระดับ “ผู้ช่วย” (assistants) ขึ้นจำนวนมากเพราะคนพวกนี้ มักไม่ค่อยมีงานทำ ตรงข้ามพวกเขาอาจไปขัดการทำงานของผู้อื่น แต่รัฐบาลนี้แต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีขึ้นจำนวนมาก นอกจากคนพวกนี้จะไม่ค่อยมีหน้าที่ชัดเจนแล้ว ยังมักไปล้วงลูกและแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ ทำให้เกิดความเสียหายอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลยังตั้งคณะทำงานและที่ปรึกษาขึ้นอีกมากมาย คนพวกนี้มีหน้าที่อะไรและใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ยังไม่มีใครประเมินให้เห็นเป็นที่ประจักษ์
ด้านที่สาม อาจารย์ดรักเกอร์สอนว่าอย่าพยายามทำองค์กรอื่นให้เป็นเช่นเดียวกับองค์กรทางธุรกิจ เช่น ผู้บริหารองค์กรทางศาสนาก็อย่าพยายามทำองค์กรนั้นให้เป็นเหมือนบริษัท ซึ่งมีการแสวงหากำไรเป็นเป้าหมายหลัก ดังที่เราทราบกันดีนายกรัฐมนตรีเคยเปล่งออกมาว่าการบริหารประเทศก็เหมือนการบริหารบริษัท แน่ละ การบริหารประเทศจะเหมือนกับการบริหารบริษัทและไม่ขัดกับคำสอนของอาจารย์ดรักเกอร์ ในกรณีที่ “เป้าหมาย” คือการแสวงหา “กำไร” ให้แก่ผู้อยู่ในรัฐบาลและญาติมิตร แต่การบริหารประเทศมิใช่เพื่อการแสวงหากำไร ให้ใครเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประเทศของเราจึงมีปัญหาหนักหนาสาหัสดังที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้
แม้อาจารย์ดรักเกอร์จะทุ่มเทให้กับงานด้านบริหารจัดการตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน และได้รับการยอมรับว่า เป็นเสมือนบิดาของวิชานี้ แต่อาจารย์ยังมีความเชี่ยวชาญทางด้านอื่นอีกมาก เช่น ด้านศาสนา ปรัชญา รัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ การมีความเชี่ยวชาญหลายด้านช่วยให้ท่านมองเห็นแนวโน้มต่างๆ ก่อนผู้อื่น ในตอนปลายของชีวิตท่านมองเห็นอันตรายของการมุ่งแสวงหากำไรแบบสุดโต่งอันเกิดมาจากความโลภของนักธุรกิจ ท่านมองว่าผู้บริหารชั้นสูงสุดไม่ควรได้รับค่าตอบแทนเกิน 20 เท่าของคนงานทั่วไป มิฉะนั้นจะเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในสังคม ตามที่เราทราบกันดีทุกวันนี้หัวหน้าผู้บริหารของบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกามีรายได้ต่อปีเป็นหลัก 10 ล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 200 เท่าของคนงานในบริษัท ในเมืองไทยก็เช่นเดียวกัน
วิวัฒนาการเช่นนี้สร้างความไม่สบายใจให้อาจารย์ดรักเกอร์อย่างยิ่งเพราะท่านเห็นว่ามันกำลังสร้างปัญหาใหญ่หลวง ในบั้นปลายอาจารย์จึงหันไปทุ่มเทกำลังความคิดให้กับองค์กรการกุศล เพราะท่านเชื่อว่าการทำให้องค์กรเหล่านั้น แข็งแกร่งจะเป็นการถ่วงดุลมิให้การแสวงหากำไรแบบสุดโต่งทำลายสังคม อภิอมหาเศรษฐี เช่น บิล เกตส์ และจอร์จ โซรอส คงเห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์ พวกเขาจึงอุทิศเงินจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศล ส่วนอภิมหาเศรษฐีไทย คงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้จึงยังไม่มีใครอุทิศเงินเพื่อการกุศลกันอย่างจริงจัง
ย้อนกลับมาที่อาการสะดุดตาเมื่อผมอ่านเรื่อง คิดใหม่เพื่ออนาคตอีกครั้งอีกครั้ง จากการอ่านบทวิจารณ์หนังสือของอาจารย์ดรักเกอร์ ผมแน่ใจว่า ดร. สมคิด เลื่อมใสในแนวคิดของท่านมาก
แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไม ดร.สมคิด ยังร่วมรัฐบาลมาจนทุกวันนี้ทั้งที่นโยบาย และมาตรการของรัฐบาลจำนวนมาก สวนทางอย่างแจ้งชัด กับแนวคิดของอาจารย์ดรักเกอร์ เรื่องนี้ (อดีต) เด็กเลี้ยงควายไม่รู้จะตีความหมายว่าอย่างไรดี
หน้า 6

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *